ปี 2026 จนถึง ณ วันที่ 11 กันยายน มหาสมุทรแอตแลนติกเงียบสงบผิดปกติ แม้ฤดูพายุเฮอร์ริเคนจะเริ่มต้นไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่จนถึงกลางเดือนกันยายน มหาสมุทรแอตแลนติกยังไม่เกิดพายุเฮอร์ริเคนแม้แต่ลูกเดียว และไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า จะมีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นในอีก 7 วันข้างหน้าด้วย ส่งผลให้เป็นปีที่อาจเกิดพายุเฮอร์ริเคนซึ่งก่อตัวในมหาสมุทรแอตแลนติกช้าที่สุด
โดยสถิติเดิมคือวันที่ 11 กันยายน ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2002 และ 2013 และนักวิทยาศาสตร์เกือบจะแน่ใจได้เลยว่ากำลังจะทำลายสถิตินั้นด้วยจำนวนที่มากทีเดียว และถึงแม้ว่าพายุเฮอร์ริเคนเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้น แต่ในปี 2026 ก็มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นแล้ว 5 ลูก ได้แก่ Arthur, Bertha, Cristobal, Dolly และ Edouard โดยพายุเหล่านี้ ล้วนนำพาฝนตกหนักและลมแรงมาสู่บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก แต่ส่วนใหญ่มีอายุสั้นและอ่อนกำลังลงก่อนที่จะพัฒนาเป็นพายุเฮอร์ริเคน

เมื่อเทียบปี 2026 กับปี 2005 แล้ว ต่างกันอย่างน่าเหลือเชื่อ
ปี 2005 เป็นปีที่มีความแตกต่างอย่างมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ภายในต้นเดือนกรกฎาคม มหาสมุทรแอตแลนติกได้ก่อให้เกิดพายุที่มีชื่อเรียกแล้วถึงสี่ลูกด้วยกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของการเริ่มต้นฤดูพายุเฮอร์ริเคน ทั้งนี้ ฤดูพายุเฮอร์ริเคนปี 2005 เป็นฤดูกาลที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยมีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อทั้งหมด 28 ลูก แบ่งเป็นพายุเฮอร์ริเคน 15 ลูก และพายุเฮอร์ริเคนขนาดใหญ่ 7 ลูก รวมถึงพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina) ที่โด่งดัง ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 1,400 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

แล้วสถานการณ์ในช่วงที่เหลือของปี 2026 อาจเป็นไปในทิศทางใด?
ในปีนี้ฤดูพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกค่อนข้างเงียบ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหลายเดือนแล้วโดยนักอุตุนิยมวิทยา ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน นักวิทยาศาสตร์ด้านพายุจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด (CSU) ได้คาดการณ์ว่า ฤดูพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปี 2026 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เช่นเดียวกับ NOAA ที่ได้คาดการณ์ไว้ในเดือนพฤษภาคม
ก่อนที่ในเดือนสิงหาคม NOAA ได้ปรับปรุงการคาดการณ์ โดยระบุว่าในปี 2026 อาจมีพายุเฮอร์ริเคนเพียง 2-6 ลูก และอาจมีไม่ถึงสองลูกที่จะเป็นพายุเฮอร์ริเคนขนาดใหญ่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มีความเป็นไปได้สูงที่ในปี 2026 จะไม่มีพายุเฮอร์ริเคนขนาดใหญ่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลย

เอลนีโญที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ไม่ธรรมดา
ปกติวันที่ 10 กันยายน มักจะเป็นช่วงพีคของฤดูพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยเฉลี่ยแล้ว พายุลูกแรกที่มีชื่อเรียก จะก่อตัวขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนมิถุนายน พายุเฮอร์ริเคนลูกแรกมักจะก่อตัวขึ้นในช่วงต้นถึงกลางเดือนสิงหาคม และพายุเฮอร์ริเคนขนาดใหญ่ลูกแรกจะก่อตัวขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ปีนี้ไม่ใช่ปีธรรมดา เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่ทราบกันดีว่า สามารถลดความรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกได้
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้น และส่งผลให้ลมตะวันตกในมหาสมุทรแอตแลนติกเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดแรงเฉือนของลมที่ทำลายพายุเฮอร์ริเคนก่อนที่จะก่อตัวขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้บรรยากาศมีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงซึ่งจำเป็นต่อการก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคนลดลงนั่นเอง
Matt Rosencrans หัวหน้านักพยากรณ์ฤดูพายุเฮอร์ริเคนของ NOAA กล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้น มักจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อกิจกรรมพายุเฮอร์ริเคนโดยรวม และเอลนีโญในครั้งนี้ก็ทวีความรุนแรงขึ้นทุกเดือน เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่พัฒนาเต็มที่แล้ว กลไกอื่น ๆ มีบทบาทน้อยกว่า ในการกำหนดจำนวนและความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนในแอ่งมหาสมุทรแอตแลนติก
โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ มักจะลดความรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ก็อาจส่งเสริมการพัฒนาของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ ทั้งนี้ NOAA ได้คาดการณ์ว่า มีโอกาส 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ปีนี้จะมีพายุมากกว่าปกติในบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก และมีโอกาสเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ที่จะมีพายุน้อยกว่าปกติ

ทำไม? เอลนีโญ 2026 ทำให้มหาสมุทรแปซิฟิกเกิดพายุมากขึ้น
ปรากฏการณ์เอลนีโญ 2026 ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ส่งผลให้พลังงานและความชื้นในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขับเคลื่อนพายุรุนแรงในบางพื้นที่
สาเหตุที่เอลนีโญทำให้เกิดพายุมากขึ้น
- อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น: ผิวน้ำทะเลที่ร้อนจัดทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี มวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน
- การเปลี่ยนแปลงของลมค้า: ลมค้าเขตร้อนที่อ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง ทำให้การไหลเวียนของชั้นบรรยากาศทั่วโลกแปรปรวน ส่งผลให้รูปแบบการเกิดพายุและฝนตกเปลี่ยนไปจากเดิม

เอลนีโญ 2026 ส่งผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทย
- อุณหภูมิและดัชนีความร้อนสูงอันตราย: ความรู้สึกร้อนจริงหรือดัชนีความร้อน (Heat Index) ในหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพมหานครอาจพุ่งสูง 40-50 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมแดดหรือฮีตสโตรก (Heatstroke)
- วิกฤตภัยแล้งและขาดแคลนน้ำ: ปริมาณฝนโดยรวมลดลง ส่งผลให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลักลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
- ความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม: ผลผลิตพืชผลสำคัญ เช่น ข้าวและพืชไร่ ลดลง สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลและกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร
- ไฟป่าและมลพิษทางอากาศ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งเอื้อให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ปัญหาฝุ่นควันและ PM 2.5 รุนแรงตามไปด้วย

การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และภัยแล้งเบื้องต้น
1. สำรองและใช้น้ำอย่างประหยัด: ติดตั้งภาชนะเก็บน้ำฝน ตรวจสอบระบบประปาไม่ให้รั่วไหล และใช้น้ำซ้ำในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำสะอาด
2. ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก: เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือใช้วิธีบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว
3. ดูแลสุขภาพป้องกันฮีตสโตรก: หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย
4. ติดตามประกาศเตือนภัย: ตรวจสอบข้อมูลสภาพอากาศและประกาศจากหน่วยงานรัฐ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที
📌อ่าน : ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก
📌อ่าน : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว
📌อ่าน : ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
📌อ่าน : อะไร? คือ “ก็อดซิลลา เอลนีโญ” เมื่อสภาพอากาศกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
📌อ่าน : “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง
📌อ่าน : ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?
📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
📌อ่าน : ทำไมโลกเผชิญภัยความหนาวเย็นสุดขั้วหนักขึ้น สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น
📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย
📌อ่าน : ไทยจะจอดหรือรอด? ในวันโลกเดือด ต้องใช้เทคโนโลยีไหนรับมือ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: iflscience, iflscience, iflscience, ipst
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



