ในยุคที่ภูมิทัศน์สื่อ และพฤติกรรมการรับชมของผู้คนหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กอปรกับทางเลือกในโลกยุคดิจิทัลมีมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้ทุกที่ทั่วโลกสามารถเข้าถึงรับชมได้ทุกคอนเทนต์ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ผลิตจึงจำเป็นที่จะต้องปรับวิธีคิด หาวิธีการดึงความสนใจจากทะเลคอนเทนต์ที่มีนับไม่ถ้วนบนโลกใบนี้
เวทีเสวนา THAI CONTENT: WHAT'S NEXT? คอนเทนต์ไทยจะไปทางไหน เมื่อโลกการรับชมเปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ VIPA International Film Festival 2026 หรือ VIFF 2026 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เชิญ 4 ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากหลากหลายมิติในอุตสาหกรรมสื่อไทย มาร่วมถอดรหัส ทลายข้อจำกัด และฉายภาพอนาคตในการนำพาคอนเทนต์ไทยก้าวสู่เวทีระดับสากลอย่างยั่งยืน
คุณยงยุทธ ทองกองทุน (ซ้าย), คุณพิมลรัศมิ์ อนันตเจริญ (ที่ 2 จากซ้าย), คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล (ที่ 3 จากซ้าย), คุณสรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ (ขวา)
ทลายกำแพงภาษาด้วย "ปัญหาชะตากรรมร่วมกัน" และความจริงแท้ที่ไม่ดัดจริต
คุณยงยุทธ ทองกองทุน (Film Director, Producer และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ Netflix) ได้เปิดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการนำพาคอนเทนต์ไทยข้ามพรมแดนไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก โดยชี้ให้เห็นว่าในมิติทางเทคนิค แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกสามารถช่วยก้าวข้ามกำแพงภาษาได้ด้วยระบบเสียงพากย์และคำบรรยายภาษาท้องถิ่น
"อะไรที่ยิ่งไทยแท้ ๆ ที่มันเป็นความรู้สึกนึกคิดคนไทย มันเป็นเรื่องของการไลฟ์สไตล์แบบไทยแท้ ๆ แบบที่ไม่ต้องแบบประดิษฐ์ประดอยเยอะแยะ ไม่ได้ดัดจริตเป็นฝรั่ง หรือคิดแทนฝรั่ง ไอ้ของพวกนั้นน่ะ จะเดินทางได้ดีที่สุด"
คุณยงยุทธ ทองกองทุน เน้นย้ำเรื่องการทำคอนเทนต์แบบไทยแท้ ๆ ไม่ต้องแบบประดิษฐ์ประดอยเยอะ
ทว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ชมต่างชาติเกิดอารมณ์ร่วมและติดตามคอนเทนต์ได้อย่างแท้จริง คือการเลือกประเด็นที่สะท้อน "ปัญหาชะตากรรมร่วมกัน" ของมนุษย์ ผลงานระดับออริจินัลของไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล เช่น สืบสันดาน, สงครามส่งด่วน หรือ Hunger ได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างแดน โดยเฉพาะในโซนลาตินอเมริกาและแอฟริกาใต้ เป็นเพราะเนื้อหาได้หยิบยกประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม การต่อสู้ทางชนชั้น และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมในหลายประเทศอินและสัมผัสร่วมในชีวิตประจำวันได้ไม่ต่างกัน สิ่งที่สตรีมมิ่งระดับโลกมองหา ไม่ใช่การพยายามก๊อปปี้สไตล์ต่างชาติ แต่เป็นการเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวเราเองผ่านภาษาภาพยนตร์ที่เป็นสากล นอกจากนี้ คุณยงยุทธได้เน้นย้ำถึงพลังของความเป็นไทยที่แท้จริง ที่สามารถเข้าถึงในระดับโลกได้เช่นเดียวกัน
"สิ่งที่จะทำให้ global สนใจของเรา มันเป็นประเด็นที่เขามีความรู้สึกร่วม เป็นปัญหาสังคมร่วม เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันร่วม ความเป็นปัญหาร่วมกัน มันรีเลทกัน คอนเทนต์เลยไปได้ไกล"
ความท้าทายการตลาดดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู้กับอัลกอริทึมด้วย Data
คุณพิมลรัศมิ์ อนันตเจริญ (ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สำนักดิจิทัลและกลยุทธ์สื่อใหม่ BEC World) ได้ฉายภาพการปรับตัวของสื่อใหญ่อย่างช่อง 3 ในการก้าวสู่ยุคสตรีมมิ่ง ซึ่งผู้ผลิตสื่อไม่ได้แข่งขันกันเองระหว่างช่องทางดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ต้องต่อสู้กับอัลกอริทึมและการกระจัดกระจายของความสนใจของผู้บริโภค พฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนจากการค้นหาคอนเทนต์บนทีวีไปเป็นการรับคอนเทนต์ที่ถูกป้อนโดยระบบออนไลน์ ส่งผลให้คำว่า "Mass" ในรูปแบบเดิมต้องถูกตีความใหม่
"คำว่า mass ในวันนี้ มันอาจจะไม่ได้ mass ตามความหมายที่เราเคยเข้าใจอีกต่อไป เราต้องหากลุ่มที่อาจจะไม่เคยนึกถึง หรือไม่เคยเข้าถึงให้ได้ และยึดให้มั่น"
คุณพิมลรัศมิ์ อนันตเจริญ กล่าวถึงความจำเป็นในการใช้ Data ขับเคลื่อนคอนเทนต์
ในการบริหารจัดการแพลตฟอร์ม 3 Plus ร่วมกับสื่อโทรทัศน์ดั้งเดิม การวางกลยุทธ์การตลาดไม่ได้จบลงแค่การสร้างคอนเทนต์แล้วนำไปลงในทุกช่องทางเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องใช้โซเชียลมีเดียต่าง ๆ เป็น "Marketing Arms" ในการตัดคลิปสั้น สื่อสารให้ตรงกับธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อดึงดูดผู้ชมกลับมายังแพลตฟอร์มหลัก ซึ่งกลยุทธ์การตลาดในยุคปัจจุบันต้องพึ่งพาข้อมูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ในความของเป็นออนไลน์ อย่างที่บอกค่ะ คือเราจำเป็นต้องใช้ Data จริงๆ Data ขับเคลื่อนจริง ๆ TikTok คนดูเป็นแบบไหน Facebook เป็นแบบไหน YouTube เป็นแบบไหน ทำอย่างไรให้คนกลับมาที่แพลตฟอร์มเรา นั่นหมายความว่าทุกๆ อย่างเราต้องวางกลยุทธ์หมด"
กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือการสร้าง Community ของซีรีส์กลุ่ม Girl Love (GL) ซึ่งเริ่มต้นจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ทว่าพลังของข้อมูลและการสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มแฟนดอม (Fandom) ได้สร้างอิมแพกต์มหาศาลจนขยายวงกว้างกลายเป็นกระแสหลักระดับโลก
การพัฒนาคอนเทนต์ การบริหารความคาดหวัง เมื่อต้องนำเสนอสิ่งใหม่และฉีกจากกรอบเดิม
คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล (ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล Thai PBS และแพลตฟอร์ม VIPA) แลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาคอนเทนต์ ที่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า ผู้ชมแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่ มีระดับการยอมรับและความพร้อมต่อสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสื่อสารจึงจำเป็นต้องเลือกทั้งจังหวะ วิธีการนำเสนอ และประสบการณ์ที่เหมาะสมกับผู้ชมแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะในบริบทของแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ผู้ชมมีทางเลือกและสามารถเข้าถึงคอนเทนต์จากหลากหลายแพลตฟอร์มได้ในเวลาเดียวกัน
คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ให้ความเห็นว่าการนำเสนอสิ่งใหม่หรือฉีกจากเดิมจำเป็นต้องบริหารความคาดหวังของผู้ชม
นอกจากนี้ความท้าทายสำคัญของสื่อสาธารณะคือการแบกรับความคาดหวังของสังคม ทำให้การทดลองนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ หรือเนื้อหาที่ฉีกออกจากกรอบวัฒนธรรมเดิม ๆ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างระมัดระวัง
"การบริหารความคาดหวัง คือการบอกให้ผู้ชมได้เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องทำแบบนี้ ก่อนจะปล่อยอะไรสักอย่างหนึ่งออกมาที่มันฉีกจากวัฒนธรรมเดิม ๆ เราต้องมีการพยายาม Transition มันให้ดี"
ยกตัวอย่างรายการ “โลกปรัมปรา” ซึ่งเป็นงานทดลองสร้างสรรค์ด้วยการใช้ AI ในการสร้างภาพวิชวลแบบ 100% ในช่วงแรกของการออกอากาศได้เกิดคำถามจากผู้ชมบางกลุ่มว่า เหตุใดสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณจึงใช้เครื่องจักรแทนที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ Thai PBS จึงต้องเร่งสื่อสารและอธิบายวัตถุประสงค์ที่แท้จริงให้ชัดเจนว่า รายการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทดลองนวัตกรรมสื่อ และส่งเสริมทักษะเทคโนโลยีให้แก่ผู้พิการที่มาร่วมสร้างสรรค์งาน
นอกจากนี้ การทำตลาดสตรีมมิ่งในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูงมาก ทั้งค่าบริหารจัดการสิทธิ์ดิจิทัล และการแข่งขันสร้างความรับรู้ แต่หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมสื่อไทยเติบโตได้ คือการที่ผู้ชมชาวไทยร่วมกันสนับสนุนและเปิดรับผลงานคุณภาพของคนไทยด้วยกันเอง
"ในอนาคต เราคงไม่สามารถปฏิเสธเรื่องการเข้ามาและการเติบโตของคนที่ไม่ใช่ในแพลตฟอร์มไทย แต่การสร้างและสนับสนุนฝีไม้ลายมือของคนไทยกันเอง มันเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด"
Local to Global สตอรี่ท้องถิ่นบนโครงสร้างการเล่าเรื่องระดับสากล
คุณสรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ (นักเขียนบทแถวหน้าของไทย ผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่าง นาคี และธี่หยด) ได้เปรียบเทียบการมองอนาคตของสื่อกับการศึกษาประวัติศาสตร์และรากเหง้า ในมิติของการสร้างสรรค์บทภาพยนตร์และซีรีส์ ยุคนี้ผู้ชมมีทางเลือกมากมายและเข้าถึงสื่อได้ง่าย การสร้างผลงานให้ติดอยู่ในใจคนจึงต้องเข้าใจบริบททางสังคมรอบด้าน
"Content is the king, but context is the god ตัวบริบทนี่แหละ บทมันอยู่ภายใต้และล้อมรอบด้วยบริบท เรื่องที่จะไปนั่งอยู่ในใจคน มันอาจจะต้อง Impact กับเขาด้วย Social issue บางอย่าง"
คุณสรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ นำเสนอว่าการสร้างผลงานให้ติดอยู่ในใจผู้ชมต้องเข้าใจบริบททางสังคมอย่างรอบด้าน
สำหรับการพาคอนเทนต์ไทยไปสู่ตลาดโลก แนวคิดสำคัญคือ "Local to Global" ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ "Story" และ "Telling" โดยตัวเรื่องราวจะต้องมีความเป็นท้องถิ่นอย่างเข้มข้น มีความสมจริงและจริงแท้ เพราะไม่มีใครเล่าเรื่องของเราได้ดีเท่าตัวเราเอง ในขณะที่กลวิธีการเล่าเรื่องต้องใช้โครงสร้างสากลที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ เช่น การหลีกเลี่ยงมุกตลกตลกคาเฟ่ที่เป็นการบูลลี่หรือตลกเฉพาะภาษา แต่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบ "Rollercoaster Plot" ที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจอย่างต่อเนื่อง
"Story มันต้องเป็น Local ไม่มีใครรู้ดีเรื่องของเราเท่าตัวเราเอง แต่กลวิธีการเล่าต้องเป็น Global อันเนี้ยมันถึงได้เกิดความ Authentic ของตัว Content"
ตัวอย่างเช่น ธี่หยด ซึ่งตั้งต้นจากเรื่องเล่าผีท้องถิ่นกาญจนบุรี แต่ถูกนำมาเล่าผ่านกลวิธีสากลที่มีจังหวะแบบภาพยนตร์สยองขวัญระดับโลกอย่าง The Conjuring หรือ Evil Dead หรือผลงานซีรีส์อย่าง คืนนี้ผมนอนไม่หลับ ที่หยิบยกประเด็นสังคมสูงวัยเปราะบาง มาเล่าผ่านมุมมองซีรีส์ Y ซึ่งสร้างความแปลกใหม่และรีเลทกับความรู้สึกของผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม
งานเสวนาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าภูมิทัศน์สื่อและพฤติกรรมผู้ชมได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสตรีมมิ่งที่ต้องต่อสู้กับอัลกอริทึมเพื่อแย่งชิงเวลาของผู้บริโภค การทำการตลาดจึงต้องนำ Data มาขับเคลื่อนเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและคอมมูนิตี้อย่างแม่นยำ ขณะเดียวกัน การนำพาคอนเทนต์ไทยสู่สากลต้องอาศัยการเล่าเรื่องท้องถิ่นที่มีความจริงแท้ ผ่านประเด็นปัญหาสังคมร่วมกัน โดยใช้กลวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นสากล
บรรยากาศของผู้เข้ารับฟังเสวนา
โดยสุดยอดกลไกที่เปรียบเสมือนฐานรากที่แข็งแกร่งที่สุด คือ การสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง ทั้งในฐานะผู้ชมที่ร่วมรับชมอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์ และในฐานะผู้ช่วยเผยแพร่บอกต่อ เพราะเมื่อคอนเทนต์ไทยมีฐานที่มั่นคงในบ้าน และได้รับการหนุนเสริมด้วยนโยบายรัฐที่ต่อเนื่อง ความเป็นจริงแท้ของเรื่องราวท้องถิ่นไทยก็จะสามารถส่องประกายและเติบโตบนเวทีสื่อระดับสากลได้อย่างภาคภูมิ
เทศกาล VIFF 2026 ยังจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ – 25 ก.ย. 69 ณ ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต ผู้ที่สนใจสามารถรับชมภาพยนตร์ ฟรี! เช็กโปรแกรมรอบฉายและลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่ www.VIPA.me/VIFF2026 หรือ เพลิดเพลินกับเนื้อหาคุณภาพ จากไทยพีบีเอส ทุกความสุข...ดูฟรี ไม่มีโฆษณา ได้ที่ www.VIPA.me









