“เช้านั้นวันพุธ” | Since That Wednesday… Fifty Years Caught Between Memory and Forgetting” สารคดีผลิตโดย The Isaan Record สนับสนุนโดย Thai PBS ผลงานกำกับของ โกวิท โพธิสาร เลือกกลับไปมองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อเวลาผ่านมาครบครึ่งศตวรรษ ไม่ใช่เพียงเพื่อถามว่าเช้าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น แต่ตั้งคำถามที่ใหญ่กว่าว่า 50 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยจดจำอะไร ลืมอะไร และได้เรียนรู้อะไรจากความรุนแรงทางการเมืองครั้งนั้น
ชื่อ “เช้านั้นวันพุธ” ฟังดูธรรมดาอย่างจงใจ วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ตรงกับวันพุธ และสำหรับผู้คนจำนวนมาก มันควรเป็นเช้าธรรมดาวันหนึ่ง นักศึกษาไปมหาวิทยาลัย คนทำงานออกจากบ้าน ผู้คนดำเนินชีวิตตามปกติ แต่เช้าวันนั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในบาดแผลสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังไม่ได้พยายามสร้างตัวเองให้เป็น “ตำราประวัติศาสตร์ 6 ตุลา” ที่ต้องเรียงลำดับว่าใครทำอะไร ที่ไหน เวลาใด หากเลือกเดินเข้าไปหา “คน” ที่อยู่ภายใต้ประวัติศาสตร์นั้น คนที่อยู่ในเหตุการณ์ คนที่สูญเสีย คนที่รอดชีวิต คนที่ยังจดจำ และคนรุ่นหลังที่ต้องรับช่วงความทรงจำนั้นต่อมา คำถามของหนังจึงค่อย ๆ เคลื่อนจาก “วันนั้นเกิดอะไรขึ้น” ไปสู่คำถามที่ยากกว่า — “หลังจากวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเรา”
โกวิท โพธิสาร : เมื่อนักข่าวเปลี่ยนข่าวให้เป็นภาพยนตร์
การทำความเข้าใจ เช้านั้นวันพุธ จำเป็นต้องรู้จักภูมิหลังของผู้กำกับ เพราะ โกวิท โพธิสาร ไม่ได้เติบโตมาจากสายภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มีฐานสำคัญจากงานวารสารศาสตร์และการทำงานกับ The Isaan Record สื่อภูมิภาคที่ติดตามประเด็นการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และชีวิตของผู้คนในภาคอีสานมาอย่างต่อเนื่อง
พื้นฐานแบบนักข่าวปรากฏชัดในวิธีเล่าเรื่องของเขา โกวิทไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะทำหนังอย่างไรให้สวย” แต่ดูเหมือนเริ่มจากคำถามว่า “ยังมีเรื่องอะไรที่สังคมไม่ได้ฟัง และมีใครบ้างที่ยังไม่ได้รับพื้นที่ให้เล่าเรื่องของตัวเอง”
โกวิท โพธิสาร ผู้กำกับสารคดี เช้านั้นวันพุธ
แนวทางนี้เห็นได้จากงานก่อนหน้าอย่าง Blood Berries (หมากไม้) สารคดีที่พัฒนามาจากการติดตามชีวิตแรงงานอีสานที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย จากการติดตามข่าวต่อเนื่องหลายปี วัตถุดิบทางวารสารศาสตร์ถูกพัฒนาเป็นสารคดีว่าด้วยแรงงาน การเอารัดเอาเปรียบ และปัญหาการค้ามนุษย์ ก่อนที่หนังจะเดินทางไปหาผู้ชมในต่างประเทศ
จาก Blood Berries มาถึง เช้านั้นวันพุธ จึงเริ่มมองเห็นลายมือของโกวิทชัดขึ้น นั่นคือความพยายามเปลี่ยน Investigative Journalism ไปสู่ Documentary Storytelling แทนที่จะปล่อยให้เรื่องหนึ่งตายไปเมื่อหมดกระแสข่าว เขากลับถามต่อว่า เรื่องนั้นสามารถมีชีวิตใหม่ด้วยภาษาภาพยนตร์ได้หรือไม่
ไม่ยอมให้ 6 ตุลาเป็นเพียง “ข่าวเก่า”
นี่คือจุดแข็งที่สุดของ เช้านั้นวันพุธ หนังไม่ยอมขังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ แล้วรอให้สังคมหยิบกลับมาพูดถึงทุก ๆ 5 ปีหรือ 10 ปี แต่พยายามลากเส้นจากอดีตเข้ามาหาคำถามในปัจจุบัน ทั้งเรื่องความรุนแรง ความสูญเสีย ความยุติธรรม และความรับผิดชอบ
ในทางภาพยนตร์ หนังก็ไม่ได้พยายามเร้าอารมณ์คนดูด้วยภาพความรุนแรงตลอดเวลา หลายช่วงที่ทรงพลังกลับเป็น ใบหน้า น้ำเสียง บทสนทนา และความเงียบ โดยเฉพาะความเงียบของคนที่ต้องกลับไปเปิดความทรงจำเมื่อหลายสิบปีก่อน
6 ตุลามีภาพความรุนแรงฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยมากพอแล้ว สารคดีที่สร้างขึ้นอีก 50 ปีต่อมาจึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครจะค้นหาภาพที่รุนแรงกว่ามาให้ดู คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อภาพเหล่านั้นจบลง คนที่เหลืออยู่ใช้ชีวิตต่ออย่างไร
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานของหนังก็กลายเป็นข้อจำกัดในตัวเอง เมื่อพยายามเชื่อม 6 ตุลาเข้ากับเหตุการณ์และคำถามเรื่องความรุนแรงในช่วงเวลาต่อมา ภายในเวลาที่จำกัด บางประเด็นจึงยังมีพื้นที่ไม่มากพอสำหรับอธิบายบริบท เหตุและผล รวมถึงข้อถกเถียงที่แตกต่างกันอย่างเต็มที่
ผู้ชมที่มีพื้นฐานประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจต่อภาพได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เกิดหลัง 6 ตุลาหลายสิบปี บางช่วงอาจทำให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ แต่บางทีนั่นอาจไม่ใช่ข้อเสียทั้งหมด เพราะสารคดีที่ดีไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถาม หากสามารถทำให้คนดู อยากกลับไปค้นหาคำตอบต่อ
จาก Newsroom สู่ Storytelling Studio
อีกประเด็นที่ เช้านั้นวันพุธ ทำให้ผมนึกถึง คืออนาคตของวงการข่าวไทย สำนักข่าวไทยมีวัตถุดิบมหาศาลอยู่ในมือ ทั้งภาพข่าว เอกสาร บทสัมภาษณ์ ความรู้ของนักข่าวอาวุโส และความสัมพันธ์กับแหล่งข่าวที่สะสมมาหลายสิบปี แต่เนื้อหาเหล่านี้จำนวนมากถูกใช้เพียงครั้งเดียวในวงจรข่าวรายวัน ก่อนถูกเก็บเข้าคลัง
การแข่งขันจึงมักเหลือเพียงว่าใครเร็วกว่า ใครได้ยอดวิวมากกว่า หรือใครสร้าง Engagement ได้มากกว่า กรณีของโกวิทและ The Isaan Record แสดงให้เห็นอีกเส้นทางหนึ่งว่า งานข่าวสามารถมีชีวิตที่สองได้ จากข่าวเป็นสารคดี จากข้อมูลเป็นเรื่องเล่า และจาก Newsroom ไปสู่ Storytelling Studio
ตรงนี้คือพื้นที่ที่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS สามารถมีบทบาทสำคัญในฐานะสื่อสาธารณะ ไม่ใช่เพียงแข่งขันผลิตข่าวรายวัน แต่ควรลงทุนกับสารคดีเชิงข่าว เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างอิสระ สำนักข่าวภูมิภาค และคนทำงานรุ่นใหม่ นำวัตถุดิบทางวารสารศาสตร์มาพัฒนาเป็นงานที่มีอายุยืนกว่าวงจรข่าว
เพราะคุณค่าของสารคดีเรื่อง 6 ตุลาไม่ควรถูกวัดเพียงเรตติ้งหรือยอดวิวในคืนที่ออกอากาศ แต่ควรถามว่า อีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ยังสามารถค้นพบ กลับมาดู และตั้งคำถามกับมันได้หรือไม่
50 ปี ระหว่าง “ความทรงจำ” กับ “การลืม”
ท้ายที่สุด เช้านั้นวันพุธ จึงไม่ใช่เพียงสารคดีรำลึก 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 แต่เป็นสารคดีว่าด้วยการต่อสู้ระหว่าง “ความทรงจำ” กับ “การลืม” และเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า เมื่อวารสารศาสตร์ที่แข็งแรงมาพบกับภาษาของภาพยนตร์ “ข่าวเก่า” สามารถกลับมามีชีวิต และตั้งคำถามใหม่กับสังคมได้อีกครั้ง
หลังจากผ่านไปครึ่งศตวรรษ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เรายังจำเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้หรือไม่ แต่คือ — ถ้าเรายังจำได้ แต่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้สังคมเดินไปถึงเช้าวันนั้น การจดจำเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอจริงหรือ?
- กำหนดการฉายและเผยแพร่
“เช้านั้นวันพุธ” ฉายครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ในฐานะสารคดีปิดเทศกาล VIPA International Film Festival 2026 (VIFF 2026) ก่อนนำเวอร์ชัน 55 นาที ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 22.00 น. ในวาระ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และจะเผยแพร่เวอร์ชัน 90 นาที วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ผ่าน VIPA.me
เส้นทางจาก Film Festival → Broadcast TV → Streaming → Archive ทำให้สารคดีเรื่องนี้มีชีวิตมากกว่าการออกอากาศเพียงคืนเดียว และอาจเป็นโมเดลหนึ่งของสื่อสาธารณะในการทำให้ “ความทรงจำของสังคม” เดินทางข้ามแพลตฟอร์มและข้ามเวลาได้
หมายเหตุผู้เขียน: อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้เขียนไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์สังหารหมู่เช้านั้นที่ธรรมศาสตร์ แต่ช่วงเดือนพ.ค.2519 เป็นเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเข้ากรุงเทพฯมาเรียนม.ศ.4ได้แค่6เดือนก่อนเหตุการณ์เช้าวันนั้น แล้วสอบเข้าคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในปี 2521 ได้สัมผัสบรรยากาศเงียบงัน เศร้าหม่นหมองในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลังผ่านเหตุการณ์ประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผู้คนในประชาคมมีเรื่องเล่ามากมายที่ไม่อยากจำ แต่ไม่มีวันลืมของ ”เช้าวันนั้น”








