ผื่นตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นแนวยาวตามลำตัว พร้อมอาการปวดแสบปวดร้อนที่แม้เพียงเสื้อผ้าสัมผัสผิวก็ทำให้เจ็บปวด คือสิ่งที่ผู้ป่วยโรคงูสวัดจำเป็นต้องเผชิญโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส
เพราะเชื้อไวรัสดังกล่าวที่เคยก่อโรคให้กับเราตั้งแต่วัยเด็กไม่ได้หายไปจากร่างกาย หากแต่แฝงตัวอยู่ในปมประสาท และอาจกลับมากำเริบเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง Thai PBS ขอชวนผู้อ่านทุกท่านทำความรู้จักโรคงูสวัด ตั้งแต่กลไกการเกิดโรค อาการและภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงแนวทางการรักษาและการป้องกันด้วยวัคซีน
งูสวัดคืออะไร จากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสสู่การอักเสบของเส้นประสาท
โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อผู้ป่วยหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมด แต่จะเคลื่อนจากผิวหนังไปตามแนวเส้นประสาท เข้าไปแฝงตัวอยู่ในปมประสาทอย่างสงบนิ่งโดยไม่แสดงอาการใด ๆ เป็นเวลาหลายสิบปี
งูสวัดเป็นเชื้อตัวเดียวกับโรคอีสุกอีใส
เชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (VZV)
เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเสื่อมถอยลงตามวัย โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อไวรัสที่แฝงอยู่ เมื่อภูมิคุ้มกันลดลงถึงจุดหนึ่ง เชื้อไวรัสจึงกลับมาแบ่งตัวและเคลื่อนไปตามแนวเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบและปรากฏเป็นผื่นตุ่มน้ำที่ผิวหนังในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ โรคงูสวัดจึงไม่ใช่การติดเชื้อใหม่จากภายนอก หากแต่เป็นการกลับมาของเชื้อเดิมที่อยู่ในร่างกายตั้งแต่ครั้งเป็นอีสุกอีใส ดังนั้นความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันจึงปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะกำหนดว่าเชื้อไวรัสจะกลับมาทำร้ายร่างกายของเราหรือไม่ โดยมีกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เพราะภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตามวัย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งล้วนส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง
- ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือยาหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ
- ผู้ที่มีความเครียดสะสมหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลงชั่วคราว
นอกจากนี้ข้อมูลจากสภากาชาดยังระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคงูสวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สอดคล้องกับสถิติทั่วโลกที่พบผู้ป่วยงูสวัด 3-5 คนต่อประชากร 1,000 คน และเพิ่มสูงถึง 7-12 คนในกลุ่มผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
สัญญาณเตือน และอาการของงูสวัด
ระยะก่อนผื่นขึ้น ผู้ป่วยมักรู้สึกแสบร้อน เจ็บแปลบ หรือเจ็บลึก ๆ ใต้ผิวหนังตามแนวเส้นประสาทเป็นเวลาราว 1–3 วัน ผิวหนังบริเวณนั้นอาจไวต่อการสัมผัสผิดปกติ จนเพียงเสื้อผ้าแนบผิวก็รู้สึกเจ็บ บางรายอาจมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัด หรือเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป
ผื่นจากงูสวัดจะเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท
ระยะผื่นและตุ่มน้ำ เริ่มจากผื่นแดงในบริเวณที่เคยปวด แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กเรียงตัวเป็นกลุ่ม ลักษณะเด่นที่สำคัญคือผื่นจะเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท และมักเกิดเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัวไปอีกฝั่ง หลังจากนั้นตุ่มน้ำจะค่อย ๆ ขุ่น แห้ง และตกสะเก็ด ซึ่งอาจใช้เวลาราว 2–4 สัปดาห์กว่าผื่นจะหายสนิท
ดังนั้นหากเราสังเกตความผิดปกติตั้งแต่ก่อนผื่นขึ้นและรีบพบแพทย์ จะช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของงูสวัด
โดยทั่วไปงูสวัดเป็นโรคที่หายได้เองในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ในบางรายงูสวัดอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต และบางรายอาจลุกลามกลายเป็นภาวะฉุกเฉินจนถึงแก่ชีวิตได้
- อาการปวดเส้นประสาทหลังแผลหาย เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยยังคงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนหรือเจ็บแปลบในบริเวณเดิมเป็นเวลานานหลายเดือน แม้ผื่นจะหายไปแล้ว เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายจากการอักเสบจนส่งสัญญาณผิดปกติ ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
- งูสวัดขึ้นหู เมื่อเชื้อกำเริบบริเวณเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับหู อาจทำให้ปวดหูรุนแรง มีตุ่มน้ำที่ใบหู กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก และสูญเสียการได้ยินหรือการทรงตัว หากรักษาล่าช้าอาจส่งผลต่อการได้ยินอย่างถาวร
- งูสวัดที่บริเวณใบหน้าและดวงตา หากผื่นขึ้นบริเวณรอบดวงตาควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะไวรัสสามารถลามเข้าสู่ดวงตาจนทำให้กระจกตาอักเสบจนเกิดเป็นแผลที่กระจกตา ซึ่งหากรักษาไม่ทันจะส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้ตาบอดได้
งูสวัดอาจลุกลาม อันตรายถึงแก่ชีวิตได้
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้งูสวัดเป็นอันตรายถึงชีวิต แม้จะพบได้น้อยแต่สมควรที่จะต้องระมัดระวัง โดยมีปัจจัยและภาวะที่ควรให้ความสำคัญ ดังนี้
- ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษา ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคภูมิต้านตนเอง และผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง ในกลุ่มนี้เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โดยมีผื่นขึ้นเป็นบริเวณกว้าง และเชื้ออาจลุกลามเข้าสู่อวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และสมอง ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
- การอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง เกิดขึ้นได้เมื่อเชื้อไวรัสลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง พบมากในผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยมีอายุที่มากเป็นปัจจัยเดียว การตรวจพบและเริ่มรักษาเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- การรักษาล่าช้า และโรคประจำตัวหลายโรค ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรัง มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง และหากมารับการรักษาล่าช้า เชื้อยิ่งมีเวลาแบ่งตัวและสร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทและอวัยวะอื่นมากขึ้น
แนวทางการรักษางูสวัด
งูสวัด สามารถรักษาได้ผ่านการใช้ยาต้านไวรัส เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค โดยการรักษาจะทรงประสิทธิภาพมากที่สุดก็ต่อเมื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังผื่นขึ้น ดังนั้นผู้ที่สงสัยว่าเป็นงูสวัดจึงไม่ควรรอให้อาการหนักก่อนไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว
การรับยาต้านไวรัสใน 72 ชั่วโมง ช่วยลดความรุนแรงของงูสวัด
ส่วนการบรรเทาอาการปวด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกใช้ยา ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดบางกลุ่มมารับประทานเอง เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของไตได้ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มอื่น ๆ ที่ออกฤทธิ์ต่อเส้นประสาทโดยเฉพาะตามมา
ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ผ่านการดูแลความสะอาดของแผล ไม่แกะหรือเจาะตุ่มน้ำเอง เพราะอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อแบคทีเรียและเป็นรอยแผลเป็น รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารให้ครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส เพราะเชื้อในตุ่มน้ำสามารถทำให้ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นอีสุกอีใสได้
นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันช่วยให้เรามีวิธีการป้องกันโรคงูสวัดผ่านการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด มีความแตกต่างกันดังนี้
งูสวัดสามารถฉีดวัคซีนป้องกันได้
- วัคซีนชนิดเชื้อเป็น ผลิตจากเชื้อไวรัสที่มีชีวิตแต่ผ่านการทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ฉีด 1 เข็ม ใต้ผิวหนัง มีประสิทธิภาพในการคุ้มกันประมาณ 5 ปี ภูมิจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลาหลังจากทำการฉีด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่สามารถใช้ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ยาสเตียรอยด์ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางกลุ่มได้ เนื่องจากวัคซีนมีเชื้อไวรัสที่มีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- วัคซีนชนิดเชื้อตาย ผลิตจากโปรตีนส่วนประกอบของไวรัส โดยไม่มีเชื้อไวรัสที่มีชีวิตอยู่ในวัคซีนเลย จึงมีความปลอดภัยสูง ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จำนวน 2 เข็ม เว้นระยะห่างกันประมาณ 2–6 เดือน แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ป้องกันโรคงูสวัด ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดี
ท้ายที่สุดนี้จะเห็นได้ว่าโรคงูสวัดไม่ได้เป็นเพียงผื่นที่ผิวหนัง หากแต่เป็นสัญญาณของเชื้อไวรัสเก่าที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง งูสวัดอาจนำไปสู่อาการปวดเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ดังนั้นหากมีอาการปวดแสบปวดร้อนใต้ผิวหนังก็อย่ามองข้าม รีบเตรียมการรับมือ พบแพทย์ให้ทันเวลา หรือเตรียมการฉีดวัคซีนป้องกันไว้เมื่อถึงเวลาอันควร รวมไปถึงการนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบถ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยรักษาระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายตนเองให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- รู้จักโรคงูสวัดก่อนสาย ป้องกันไว้ ใจสบายกว่า | สภากาชาดไทย
- งูสวัดพันรอบเอวแล้วเสียชีวิตจริงหรือ | รู้สู้โรค | คนสู้โรค
- โรคงูสวัดขึ้นรอบตัวเสี่ยงเสียชีวิตจริงหรือไม่ ? | รู้ทันกันได้
- โรคงูสวัดภัยร้ายใกล้ตัวผู้สูงวัย | คนสู้โรค Daily
ติดตามเนื้อหาที่น่าสนใจเพิ่มเติม
ต้องรู้อะไรบ้าง เรื่อง “หัวใจ” ในวัยกลางคน




