“ไม่มีเงิน จึงยอมติดคุก” ประโยคที่ฟังแล้วชวนสะท้อนใจ ทว่าเป็นสถานการณ์ที่ “มีอยู่ และ “มีจริง” จนเป็นที่มาของโครงการหนึ่งที่ชื่อ “ทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก”
ย้อนกลับไปกลางปี 2569 ในหน้าฟีดข่าวสารบนโลกโซเชียลมีเดีย ปรากฏข่าวการเปิดตัวโครงการ “ทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก” เบื้องหลังเกิดขึ้นจาก รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ด้านกฎหมายชื่อดัง ที่นำเงินส่วนตัวจำนวนกว่า 100,000 บาท ไปจ่ายค่าปรับให้กับผู้กระทำผิดที่ไม่มีเงินเสียค่าปรับ จึงต้องรับโทษด้วยการ “ติดคุก” แทน แต่เรื่องราวยังไม่จบเท่านั้น เพราะผู้พ้นโทษเหล่านี้ จะต้อง "ทำงานแลก" ให้ครบตามจำนวนเงินค่าปรับที่ทางโครงการจ่ายไป
ทำไมถึงเกิดโครงการนี้ขึ้นมา และปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้คืออะไร Thai PBS ชวน “อาจารย์ปริญญา” มาร่วมพูดคุย และขยายความถึงเจตนารมย์ทั้งหมด โครงการที่เป็นเหมือนแสงสว่างเล็ก ๆ กำลังบอกอะไรกับสังคมบ้าง ไปติดตามร่วมกัน
ที่มาโครงการทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก…เพราะติดคุกจากความเปราะบางทางกฎหมาย
เริ่มต้นพูดคุยกับอาจารย์ปริญญา ถึงที่มาของโครงการทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก เขาบอกว่า จุดกำเนิดของโครงการดังกล่าว ต้องย้อนกลับไปยังต้นทางของกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรมไทย ที่มีปัญหาในเชิงปฏิบัติ จนนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำของผู้รับโทษ
“คือกฎหมายบ้านเรา ถ้าหากว่าใครที่ศาลพิพากษาให้จ่ายค่าปรับ หากบุคคลนั้นไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ คำตอบของระบบกฎหมายไทย คือให้ไปขังในคุก หรือใช้คำว่า กักขังแทนค่าปรับ”
“ซึ่งโดยอัตราเดิม คือวันละ 200 บาท เช่น ผมโดนปรับ 1,000 บาท ถ้าผมยอมติดคุก ก็เอา 200 หาร สรุปคือติด 5 วัน แต่ต่อมามีการแก้กฎหมายเป็น 500 บาทต่อวัน เหตุผลเพราะคุกล้น ก็เลยเพิ่มจากวันละ 200 เป็น 500 บาท เพื่อลดชั่วโมงติดคุกลงไป”
อาจารย์ปริญญาตั้งข้อสังเกตว่า จากวิถีปฏิบัติดังกล่าว ส่งผลทำให้เจตนารมย์ของกฎหมายผิดเพี้ยนไปหรือไม่ เนื่องจากโทษจ่ายค่าปรับ ถือเป็นโทษสถานเบา แต่เมื่อไม่มีเงินจ่าย กลับกลายเป็นโทษกักขังที่เป็นโทษสถานหนักกว่า
“ตามมาตรา 18 ของประมวลกฎหมายอาญา โทษทางอาญามี 5 ประการ คือ หนึ่ง ประหารชีวิต สอง จำคุก สาม กักขัง สี่ ปรับ ห้า ริบทรัพย์สิน พูดง่าย ๆ คือ มีโทษจากหนักลงมาหาเบา ซึ่งถ้าสังเกตดี ๆ โทษกักขังจะต่อจากจำคุก หมายความว่า เจตนารมย์ของกฎหมาย ต้องการให้การกักขังเป็นโทษที่เบากว่า“
“แต่ทีนี้มันถูกต้องหรือเปล่า ถ้าคนไม่เงินจ่ายค่าปรับ แล้วต้องมาให้ติดคุกแทน สมมติมีคนสองคนโดนค่าปรับ คนละ 10,000 บาทเท่ากัน คนหนึ่งมีเงินจ่ายหมื่นบาท พอจ่ายค่าปรับเสร็จก็รับโทษเรียบร้อย ส่วนคนไม่มีเงินจ่ายค่าปรับหนึ่งหมื่น ก็ต้องติดคุก ศาลให้เอา 500 หาร สรุปว่าติดคุกไป 20 วัน คำถามคือ ที่ต้องติดคุก เพราะไม่มีเงิน"
ประเทศไทยของเรา ถ้าใครไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ก็ต้องติดคุก คือติดคุกเพราะจน ซึ่งนี่คือความไม่เป็นธรรม
อาจารย์ปริญญาชวนตั้งข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือเรื่องที่ศาล มักไม่แจ้งสิทธิแก่ผู้รับโทษ ทำให้ผู้ต้องโทษมีทางเลือกที่ลดน้อยลง
“ในปี 2545 มีการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ โดยขอให้การรับโทษปรับ เปลี่ยนเป็นการบริการสังคม กล่าวคือ ถ้าหากผู้ต้องโทษปรับที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ จะขอทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณะประโยชน์ สามารถขอศาลได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ศาลส่วนใหญ่มักไม่แจ้งสิทธินี้”
“อีกสิทธิที่ศาลต้องแจ้งผู้รับโทษ คือตามมาตรา 29 ของประมวลกฎหมายอาญา เขียนไว้ว่า ถ้าภายใน 30 วัน ผู้ต้องโทษไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ หรือทรัพย์สิน ให้มีการกักขังแทนค่าปรับ แต่ในทางปฏิบัติ ผมลองสอบถามมาหลายราย ส่วนใหญ่บอกว่าศาลไม่ได้ให้เวลา 30 วัน ศาลมักจะถามว่า มีเงินจ่ายไหม ถ้าไม่มี กักขังแทน หรือดีหน่อย ถามว่าถ้าให้ไปหาเงิน มีทางหาได้ไหม ถ้าคำตอบคือไม่มี ก็เอา 500 หาร ราชทัณฑ์ก็เอาไปขังเลย”
“ผมเคยเข้าไปสถานกักขัง เคยถามผู้ต้องขังว่า มีใครบ้าง ถ้าศาลให้เวลา 30 วันแล้ว จะมีเวลาหาเงินมาจ่ายค่าปรับได้ ปรากฏว่า มียกมืออยู่ครึ่งหนึ่ง ประมาณ 50-60% คือถ้าค่าปรับไม่สูงเกินไป มันอยู่ในวิสัยที่เขาจะหามาได้ ดังนั้น คิดต่อง่าย ๆ ถ้าศาลเพียงให้เวลา 30 วัน คนจะหายไปครึ่งหนึ่ง ถูกไหม แต่ทำไมเขาถึงไม่หามาจ่ายล่ะ เพราะเอาเขามาขังในคุกก่อนแล้วไง แล้วเขาจะไปหาเงินมาได้ยังไง”
ความเหลื่อมล้ำที่ปรากฎบนกระบวนการยุติธรรม
อาจารย์ปริญญาเล่าถึงสถานการณ์ของผู้ต้องโทษที่ต้องยอมถูกกักขังแทนค่าปรับในปัจจุบัน ขณะนี้มีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม เหตุด้วยปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทว่าสถานการณ์ที่น่ากังวลกว่านั้น คือสถานที่รับโทษ ไม่เอื้ออำนวยต่อจำนวนผู้ต้องโทษเหล่านี้
“ปัจจุบันจะมีสถานกักขังกลางที่รองรับผู้ต้องโทษลักษณะนี้ ซึ่งใน 4 ภาคของประเทศ มีอยู่ 4 แห่ง คือ ภาคกลาง อยู่ที่ปทุมธานี ภาคใต้ อยู่ที่นครศรีธรรมราช ภาคเหนือ ที่จังหวัดลำปาง ส่วนภาคอีสาน ที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรวมขณะนี้มีจำนวนผู้ต้องโทษราว ๆ 5,000 คนที่ถูกกักขัง นับเฉพาะสถานกักขังกลางปทุมธานี รับได้จำนวน 500 คน ซึ่งลองคิดง่าย ๆ ถ้านับรวม 4 ที่ ที่ละ 500 คน รวมกันก็ 2,000 คน แล้วอีก 3,000 คนที่เหลืออยู่ไหนล่ะ ก็อยู่ในเรือนจำ หรือคุกปกตินั่นเอง”
อาจารย์ปริญญาบอกว่า นี่คือปัญหา และเป็นปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ และในมุมของความเป็นมนุษยชน เนื่องจากระดับการต้องโทษมีบัญญัติไว้ชัดเจน ทว่าในความเป็นจริง กฎกติกากลับไม่สามารถทำได้อย่างที่เจตนารมย์ของกฎหมายระบุไว้
“วิธีการที่ดีที่สุดเลย คือ ควรให้บริการสังคม เพื่อจะได้แก้ปัญหานี้ จนเป็นที่มาของการแก้ไขกฎหมายในปี 2545 โดยแก้ไขให้เกิดมีการบริการสังคมขึ้นมา โดยศาลอาจพิจารณาเล็งเห็นเอง หรือผู้ต้องโทษ สามารถขอทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณะประโยชน์เองก็ได้”
“แต่ปัญหาของเรื่องนี้ยังมีต่อ คือตามกฎหมายมาตรา 30/1 ที่ให้บริการสังคมได้ แต่ตรงวรรคที่สาม ไปเขียนว่า ให้ศาลพิจารณาสภาพความผิด ว่าควรอนุญาตให้บริการสังคมหรือไม่ จากนั้นประธานศาลฎีกาจึงออกระเบียบมา ว่าความผิดอะไรบ้างที่ไม่พึงอนุญาต นั่นคือ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับฉ้อโกง พวกนี้ไม่ให้บริการสังคม”
“ฟังโดยคอมมอนเซนส์ ค้ายาเสพติด กับฉ้อโกง ก็ไม่ควรได้รับการบริการสังคมใช่ไหม แต่คำถามคือ ในความผิดเดียวกัน ถ้าผมจ่ายค่าปรับ ผมก็ไม่ต้องติดคุกแล้วนะ สมมติ นาย ก นาย ข จะมีความผิดอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ควรอนุญาตให้บริการสังคม ถ้าเขาจ่ายค่าปรับ เขาก็ออกมาได้เลย ถูกต้องไหม”
“ส่วนกรณีฉ้อโกง สมมติมีผู้ต้องหาคนหนึ่ง โดนหลอกให้เปิดบัญชีม้า ไม่ได้เปิดใหม่นะ แต่เอาบัญชีเขามาใช้ในการโกง เขาโดนหลอก ตกเป็นเหยื่อด้วย แต่ก็มีความผิด ต้องโดนปรับ ปรากฎว่าไม่มีเงินจ่าย ต้องติดคุก ปรากฎว่าจะขอบริการสังคม ศาลไม่อนุญาต เพราะบัญชีม้า ถือว่าฉ้อโกง แต่กรณีนี้เขาก็โดนหลอกด้วยเหมือนกันนะ”
อาจารย์ปริญญาเล่าต่อว่า ที่ผ่านมา เคยมีความพยายามเข้าไปเขียนคำร้องช่วยผู้ต้องขัง กรณีปรับโทษให้เป็นการบริการสังคม แต่ผลลัพธ์ที่ได้ มีจำนวนน้อยมากที่ได้ตามคำขอ
“ผมมักเข้าไปที่สถานกักขังกลางภาคกลาง จังหวัดปทุมธานี เข้าไปทุกปี จะไปเขียนคำร้องให้เขาในการขอบริการสังคม จำนวนรวมสัก 500 คำร้องที่เคยเขียนไป ทายสิครับว่า ศาลอนุญาตกี่คำร้อง คำตอบคือ 30 คำร้องที่ศาลให้ หรือประมาณ 6% ส่วนอีก 95% ไม่ให้ ซึ่งกลุ่ม 6% นี้คือไม่เกี่ยวกับคดีฉ้อโกงกับยาเสพติด ส่วนพวกที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้เลย”
ปัญหานี้ ถ้าจะแก้ไข ปัจจัยหลัก ๆ คือ หนึ่ง ถ้าผู้ต้องโทษมาขอบริการสังคม ศาลควรให้เป็นหลัก ถ้าไม่ให้ ขอเป็นข้อยกเว้น สอง ศาลต้องแจ้งสิทธิในการบริการสังคม หรือถอยมาอีกขั้นหนึ่ง ต้องให้เวลาเขา 30 วัน ในการไปหาเงิน หรือถอยออกมาอีกขั้นหนึ่ง คือแก้กฎหมายเลย สมมติไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ก็ให้บริการสังคม แล้วเปลี่ยนบทบาทศาล จากให้หรือไม่ให้ เปลี่ยนมาเป็น ให้ทำอะไร ต้องไปบริการสังคมด้านไหน
“ผมพยายามทำเรื่องนี้น่าจะ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 59-60 มีช่วงโควิดที่หยุดทำไป เพราะเขาไม่ให้เข้าไปทำ ผมไปพบ รมต.ยุติธรรมมา 2 คน ทั้งคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน และ คุณทวี สอดส่อง ไปพบประธานศาลฎีกา ไปพบอัยการ ไปพบรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็ไป ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม”
สร้างแสงสว่างเล็ก ๆ ด้วยโครงการทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก
ใช้ความพยายามกว่า 10 ปี เพื่อสร้าง “ทางเลือก” ให้กับเหล่าผู้ต้องโทษที่ไม่เงินจ่ายค่าปรับ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่บรรลุผล กระทั่งไปเจอไอเดียเรื่องการระดมเงินช่วยจ่ายค่าปรับ กลายเป็นจุดประกายเล็ก ๆ ที่สานต่อให้อาจารย์ปริญญาเดินหน้าสร้างเป็นโครงการที่จริงจังขึ้นในที่สุด
“เคยมีผู้อำนวยการสถานกักขังกลาง ปทุมธานี เขาเข้ามาคุยกับผม ท่านบอกว่า อาจารย์ปริญญาพานักศึกษาเข้ามาเขียนคำร้องได้ดีมากเลย แต่ศาลไม่ค่อยอนุญาต แต่มีวิธีหนึ่งที่ช่วยคนได้แน่นอน ลองชวนคนใจบุญ ไม่ว่าจะเป็นดารา หรือคนมีชื่อเสียง หรือคนที่เขาต้องการทำบุญวันเกิด ชวนให้เขามาไถ่ตัวผู้ต้องโทษเหล่านี้”
“กระทั่งเมื่อสองเดือนก่อน มีดาราคนหนึ่ง ทำบุญไปแสนบาทด้วยวิธีนี้ สามารถช่วยคนมาได้ 5 คน ผมก็เลยเกิดความคิด ถ้าอย่างนั้น เรามีกองทุนช่วยไถ่ตัวเขาดีไหม ทีแรกคิดไปถึงกองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุนยุติธรรม ของกระทรวงยุติธรรม แต่ติดเงื่อนไขว่า คนที่ต้องโทษปรับ คือผู้กระทำความผิดแล้ว โดยเงื่อนไขของกองทุนยุติธรรม ช่วยได้แต่ผู้ที่ยังไม่กระทำความผิด ถ้าศาลพิพากษาว่าผิดแล้ว ทำไม่ได้”
“ลองมาทุกทาง แต่ไม่สำเร็จสักที (หัวเราะ) สุดท้ายเกิดความคิดว่า ถ้างั้นก็ให้เขาทำงานไถ่ตัวเอง โดยวิธีการคือ เราไถ่ตัวให้เขาออกมาก่อน แล้วให้ทำงานชดใช้คืนแทนค่าปรับที่จ่ายไป แนวคิดนี้ทีแรกก็ยังไม่สำเร็จ เพราะพอไปดำเนินการหาทุน ก็เจอคำถามอีกว่า แล้วถ้าเขาหนีล่ะ ทำงานไม่ครบล่ะ มาถึงจุดนี้ ผมไม่ถามใครอะไรแล้ว (หัวเราะ) ผมออกเงินเองเลย เดี๋ยวผมทำให้ดูก่อน เพราะว่าพยายามคุย พยายามสัมมนา พยายามไปพบ ไปยื่นหนังสือ ก็ไม่สำเร็จสักที สุดท้ายผมเอาเงินตัวเองออกไปก่อน”
อาจารย์ปริญญาเล่าว่า ในที่สุด ไอเดียนี้ก็จุดติดขึ้นได้ด้วยเงินเริ่มต้นของตัวเอง จำนวนกว่า 100,000 บาท พร้อมการไถ่ตัวผู้ต้องโทษออกมาจำนวน 4 คน เป็นจุดตั้งต้น
“4 คนนี้เป็นคนที่ผมไปสัมภาษณ์มาเอง ผมตั้งเป้าว่า ต้องเป็นคนที่เหลือโทษไม่เกิน 2 เดือน เฉลี่ยวันละ 500 บาท เดือนหนึ่งก็ 15,000 บาท ผมตั้งต้นเงินที่ 100,000 บาท ก็ช่วยมาได้ 4 คน ซึ่งอย่างที่บอก ผมสัมภาษณ์เขาก่อน เพราะต้องการคนที่พร้อม คนที่ต้องการเสรีภาพ ไม่ต้องการติดคุกอีกต่อไป และต้องอยากทำงานเพื่อไถ่ตัวเองจริง ๆ”
“ทั้ง 4 คน ผมสัมภาษณ์ว่าเขามีความเชี่ยวชาญอะไร แล้วก็มาหางานที่เหมาะสมกับเขารอไว้ จากนั้นค่อยกลับไปไถ่ตัวเขา แล้วก็เอาตัวเขามาทำงาน โดยแรกเริ่ม เราได้พันธมิตรที่เข้ามาช่วยรองรับงาน 3 แห่ง คือ โรงเรียนตั้งต้นดี มูลนิธิกระจกเงา และที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนาคตก็จะค่อย ๆ ขยายการรองรับงานต่อไปอีก ซึ่งผมก็บอกกับทั้งสี่คนว่า ต้องทำให้ครบนะ เพราะเงินจะได้กลับมาที่กองทุน แล้วจะได้เอาเงินไปช่วยคนอื่นต่อไปแบบไม่รู้จบ”
อาจารย์ปริญญาบอกว่า เขาหวังจะให้การตั้งต้นนี้ กลายเป็นการหมุนเวียนการช่วยเหลือ แม้จะเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ปลายอุโมงค์ แต่อย่างน้อยก็เป็นแสงที่ "ช่วย" ให้ใครบางคนได้มีทางเลือกกับชีวิตต่อไป
มันคือการตั้งกองทุนไถ่ตัวเองออกจากคุก โดยที่ผมทำให้ดูก่อน เพื่อลดกำแพงอคติลงไป ผมเป็นคนที่ออกเงินเป็นคนแรก แล้วทำให้ดูว่า ทั้งสี่คนนี้ คืนเงินได้จริง
ต่อความสงสัยเรื่อง “การทำงานชดใช้” จนครบตามจำนวนเงิน อาจารย์ปริญญาชี้แจงว่า เขามีความเชื่อมั่น ว่าคนทั้งหมดจะทำได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากผ่านการพูดคุยกัน และสัมผัสได้ว่า พวกเขาต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่
“ถามว่าผมกังวลไหมว่าเขาจะหนีไปก่อนทำงานครบ ผมไม่กังวล ด้วยเหตุผลเพราะ หนึ่ง ผมไม่ได้ไถ่ตัวให้เขาออกมาเฉย ๆ แต่ผมหางานให้เขาทำ เขาออกมาแล้วเขาได้งาน แล้วงานไม่ได้แค่ไถ่ตัวเอง แต่เราคุยเป็นเงื่อนไขเลยว่า ถ้าเขาทำงานได้ดี ก็ให้เขาทำต่อเนื่อง มันคือการหางานให้เขานั่นเอง”
“เหตุผลอีกข้อ ถ้าเขาอยู่เฉย ๆ ในคุก เท่ากับวันละ 500 บาท แต่ถ้าออกมาข้างนอก รับค่าแรงขั้นต่ำแค่ 400 บาทต่อวัน เพราะฉะนั้น คนที่จะยอมออกมาทำงาน แสดงว่าเขามีความตั้งใจแล้วว่าเขาไม่ต้องการติดคุกอีกต่อไป เขาต้องการตั้งตัวเองขึ้นมาใหม่ ลุกขึ้นมายืนใหม่ แล้วเราควรส่งเสริม เพื่อให้เขาได้พบกับชีวิตที่ดีขึ้น”
“ทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก” โครงการซื้ออนาคตและลดอคติ
ไม่ว่าจะ “ช่วยไถ่ตัว” ได้กี่คน แต่ผู้ตั้งต้นโครงการบอกว่า เขามีเป้าหมาย “จบโครงการ” แค่ในระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น
กองทุนนี้จะเปิดแค่ 2 ปี แล้วปิดเลย เพราะเราทำสิ่งนี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งให้ศาลเปลี่ยนแปลง ให้มีการบริการสังคมมากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้ศาลแจงสิทธิ เพราะถ้าเขามีทางเลือก รู้สิทธิ เขาอาจไม่ต้องติดคุกตั้งแต่ต้น
“ปลายทางที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ คือ การแก้กฎหมาย ผมได้ยื่นหนังสือถึงพรรคการเมืองหลัก 5 พรรค ให้แก้กฎหมาย ถ้าใครไม่มีเงินค่าปรับ ให้บริการสังคม โดยศาล จากที่มีดุลยพินิจว่าให้หรือไม่ให้ ก็จะกลายเป็น ศาลจะให้บริการสังคมด้านไหน หรือให้ทำงานบริการตรงกับด้านความผิดที่เขาทำมา เช่น ถ้าตัดไม้ทำลายป่า ก็ให้ปลูกป่าทดแทน หรือปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ก็ให้ไปเก็บขยะ”
อาจารย์ปริญญาบอกต่อว่า เมื่อปิดโครงการนี้แล้ว เงินที่เหลืออยู่ จะนำไปช่วยคนจนในกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ไปแก้ปัญหาอื่น ๆ ต่อ ปัญหาที่เป็นความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม
จากเงิน 100,000 บาท ที่เป็นตัวตั้ง เตรียมเดินทางไปสู่ปลายทางสำคัญ นั่นคือ การเปลี่ยนกฎระเบียบ เพื่อทำให้ “ทุกคน” มีทางเลือกอย่างเท่าเทียม
“เราอยากเปลี่ยนอคติกระบวนการยุติธรรม เหตุที่เขามาติดคุก ไม่ใช่เพราะความผิดโดยตรง แต่ติดเพราะไม่มีเงิน เพราะถ้ามีเงิน ก็ไม่ต้องมาติดคุก ดังนั้น ต่อไปสภาพความผิดต้องยกเลิก ต้องไม่ดูเรื่องสภาพความผิด เพราะสภาพความผิดใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าเขามาติดอยู่ในคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ อันนี้ต้องแก้”
"ความผิด" เป็นสิ่งที่ต้องรับโทษ แต่ขั้นตอนของการรับผิด ต้องเป็นสิทธิที่ “สมเหตุผล” สะท้อนถึงสังคมที่ใส่ใจความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง…
ภาพถ่ายโดย : สุภณัฐ รัตนธนาประสาน
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ




