การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นที่จับตา หลังจากพรรคเดโมแครตชนะเลือกตั้งพลิกกลับมาเป็นพรรคเสียงข้างมากทั้งสองสภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
เรื่องนี้ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมือง เมื่อสาเหตุหลักของการแพ้เลือกตั้งของพรรครีพับลิกันในครั้งนี้คือการทำสงครามกับอิหร่านและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงมีความสำคัญในการสะท้อนเสียงของประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งจากประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง
การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งแรกในประวัติศาสตร์
สหรัฐฯ เริ่มเลือกตั้งกลางเทอมครั้งแรก เมื่อปี 1866 สมัยประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสันจากพรรคเดโมแครต ซึ่งอยู่ในช่วงหลังจบสงครามกลางเมืองและการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น
ประเด็นสำคัญทางการเมืองในตอนนั้นคือประธานาธิบดีจอห์นสันเป็นสายประนีประนอมในการสนับสนุนแนวทางการรับภาคใต้กลับเข้าสู่สหภาพ และเรื่องสิทธิที่อดีตทาสควรจะได้รับ
ขณะที่พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส โดยเฉพาะพรรครีพับลิกันฝ่ายสุดโต่งผลักดันให้มีการคุ้มครองคนผิวดำที่ได้รับการปลดปล่อยจากรัฐบาลอย่างเข้มข้น และมีเงื่อนไขที่เข้มงวดในการรับภาคใต้กลับเข้าสู่สหภาพ
เรื่องนี้ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างจอห์นสันและสภาคองเกรส เนื่องจากจอห์นสันใช้อำนาจวีโต้กฎหมายที่สภาคองเกรสอนุมัติ ทำให้ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 1866 พรรครีพับลิกันได้ชัยชนะอย่างขาดลอย
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบนั้นไม่ได้มีแค่ผลการเลือกตั้งเท่านั้น รัฐสภาได้ออกกฎหมายการฟื้นฟู หรือ Reconstruction Acts ในปี 1867 ซึ่งบังคับใช้การปกครองโดยทหารในพื้นที่ส่วนใหญ่ของอดีตสมาพันธรัฐ ขณะที่รัฐทางใต้พยายามขอเข้าร่วมสหภาพอีกครั้ง อีกทั้งประธานาธิบดีจอห์นสันยังถูกสภาฯ ลงมติถอดถอนในปี 1868 อีกด้วย
การสลับขั้วการเมืองระหว่างเดโมแครตและรีพับลิกัน
ไม่กี่ปีต่อมาในสมัยของประธานาธิบดี ยูลิสซีส เอส. แกรนต์ จากริพับลิกัน อยู่ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1873 และเจอกับข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตในรัฐบาล ส่งผลให้การเลือกตั้งกลางเทอมปี 1874 พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 90 ที่นั่งในสภาฯ ยุติการครองอำนาจเสียงข้างมากในสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกันที่ยาวนานนับตั้งแต่ปี 1860
แต่ต่อมาในปี 1893 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในสมัยประธานาธิบดี โกรเวอร์ คลีฟแลนด์ จากพรรคเดโมแครต ในสมัยที่สอง ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนั้น พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเสียที่นั่งในสภาฯ มากกว่า 100 ที่นั่งให้กับพรรครีพับลิกัน และส่งผลให้พรรครีพับลิกันครองอำนาจในประเทศยาวนานหลายทศวรรษ
ในอีกหลายยุคสมัยของแต่ละประธานาธิบดีก็จะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจสลับกันไปมา ซึ่งอีกครั้งสำคัญคือช่วงสงครามเวียดนาม สมัยประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน จากพรรคเดโมแครต
ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 1966 สะท้อนให้เห็นกระแสต่อต้านสงครามเวียดนาม จนทำให้เดโมแครตเสียที่นั่งในสภาฯ 47 ที่นั่ง ส่งผลให้การขับเคลื่อนกฎหมายปฏิรูปสังคมของจอห์นสันติดชะงัก และทำให้กลุ่มอนุรักษนิยมเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จอห์นสันตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ในปี 1968
ด้วยกระแสต่อต้านในตอนนั้น ทำให้ ริชาร์ด นิกสัน จากริพับลิกัน ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ในปี 1968 แต่ไม่นาน นิกสันก็ถูกคดีที่เข้าไปพัวพันจนทำให้เขาต้องลงจากตำแหน่งในคดีวอเตอร์เกตที่ชาย 5 คนถูกตำรวจจับกุม ขณะลักลอบบุกรุกและติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังในสำนักงานใหญ่ของพรรคเดโมแครต ภายในอาคารวอเตอร์เกตคอมเพลกซ์
จากการสืบสวนของ FBI พบว่า กลุ่มผู้บุกรุกมีความเชื่อมโยงกับเงินทุนสนับสนุนการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ของ ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ทำให้นิกสันลาออกจากตำแหน่งในปี 1974 และมีเจรัลด์ ฟอร์ด ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน
แต่สิ่งที่ยิ่งสร้างแรงต่อต้านมากขึ้น คือการที่ประธานาธิบดีฟอร์ดใช้อำนาจประธานาธิบดีอภัยโทษให้นิกสัน ทำให้การเลือกตั้งกลางเทอมปี 1974 ริพับลิกันต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยิน และเสียเก้าอี้ในสภาฯ ถึง 48 ที่นั่ง และเสียเก้าอี้ในวุฒิสภาอีก 5 ที่นั่งให้กับพรรคเดโมแครต
การพลิกขั้วอำนาจในรอบ 40 ปี ของริพับลิกัน
หลังจากคดีวอเตอร์เกตที่ทำให้พรรคริพับลิกันเสียคะแนนนิยมไปอย่างยาวนาน แต่ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน จากเดโมแครต ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 1994 พรรครีพับลิกันพลิกกลับมาชนะเลือกตั้ง และได้ควบคุมทั้งสองสภา เป็นการยุติการครองอำนาจของพรรคเดโมแครตในทั้งสองสภา
โดยมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจแผนปฏิรูประบบสุขภาพที่ไม่สำเร็จของประธานาธิบดี บิล คลินตัน รวมมีการใช้นโยบาย "Contract with America" ซึ่งเป็นชุดข้อเสนอทางกฎหมาย เช่น การลดภาษี การปฏิรูปสวัสดิการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องดุลการคลัง และการปฏิรูปสภาอื่นๆ โดยมี สส. จากพรรครีพับลิกันมากกว่า 300 คนลงนามในเอกสารฉบับนี้ก่อนการเลือกตั้ง
ผลที่ตามมาคือในการเลือกตั้งกลางเทอม พรรคริพับลิกันสามารถคว้าที่นั่งในสภาฯ ได้ 54 ที่นั่ง และครองเสียงข้างมากได้ รวมไปถึงสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ ผลการเลือกตั้งนั้นทำให้ริพับลิกันมีอำนาจต่อรองในการออกกฎหมาย จัดตั้งคณะกรรมการ และกำหนดวาระการประชุมของรัฐสภา ซึ่งเป็นการยุติการครองเสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตในสภาฯ ที่ยาวนานถึง 40 ปี
‘การเลือกตั้งกลางเทอม’ เครื่องมือตรวจสอบของประชาชน
ในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ในสมัยแรกเคยได้รับผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมเช่นกัน โดยตอนนั้นพรรคเดโมแครตแพ้เลือกตั้งและเสียที่นั่งในสภาฯ ไปถึง 64 ที่นั่ง โดยสาเหตุมาจากนโยบายปฏิรูประบบสุขภาพที่ถูกต่อต้านและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้พรรคริพับลิกันยึดเสียงข้างมากในสภาฯ กลับคืนมาสำเร็จ ส่งผลให้การจะผ่านกฎหมายสำคัญของโอบามาต้องหยุดชะงักตลอดการดำรงตำแหน่ง
ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2018 ในสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนเกมสำคัญ ที่ทำให้พรรคเดโมแครตยึดสภาฯ กลับมาได้ 41 ที่นั่ง และมีการตรวจสอบจนนำไปสู่การไต่สวนถอดถอนทรัมป์ แม้ริพับลิกันจะสามารถรักษาการควบคุมวุฒิสภาไว้ได้ก็ตาม
ต่อมาในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ที่เกิดปรากฏการณ์ ‘คลื่นสีน้ำเงิน’ ที่พรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จากสถิติที่ผ่านมาหลายครั้ง ผลการเลือกตั้งกลางเทอมก็เสมือนเป็นสัญญาณว่าจะเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ซึ่งในการเลือกตั้งกลางเทอมของทรัมป์สมัยที่ 2 การที่เดโมแครตคว้าชัยชนะมาได้ครั้งนี้คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี 2028
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งกลางเทอมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง การเลือกตั้งกลางเทอมจึงเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการถ่วงดุลอำนาจที่ใช้ได้จริงมาหลายศตวรรษ
อ้างอิง: economictimes.indiatimes.com,www.brookings.edu, brown.edu, indianewsnetwork.com, www.acsu.buffalo.edu, news.research.virginia.edu







