เอ่ยคำว่า มูลนิธิ ผู้คนมักคุ้นเคยกับภาพการบริจาคเงิน วัตถุสิ่งของ ตลอดจนภาพการช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สังคมกำลังเกิดวิกฤติ ทว่าในมุมกลับกัน "มูลนิธิ" ก็กลายเป็นเครื่องหมายคำถามเช่นกัน ในเรื่องความโปร่งใส Thai PBS ชวนสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทำอย่างไรที่จะรู้สึก “ปลอดภัย” เมื่อยามบริจาคเงินช่วยเหลือมูลนิธิเหล่านั้น
มูลนิธิ คืออะไร ?
หากย้อนทำความรู้จักคำว่า มูลนิธิ คือ นิติบุคคลประเภทหนึ่งในทางกฎหมาย จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการในด้านใดด้านหนึ่ง อาทิ สาธารณกุศล สาธารณประโยชน์ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม โดยลักษณะสำคัญของการเป็นมูลนิธิ ประกอบไปด้วย
- เป็นกิจการที่ไม่แสวงหากำไร โดยรายได้หรือผลกำไรที่มูลนิธิได้รับ จะต้องนำกลับไปใช้เพื่อขับเคลื่อนวัตถุประสงค์และกิจกรรมการกุศลของมูลนิธิเท่านั้น ห้ามนำไปแบ่งปันให้แก่ผู้ก่อตั้ง กรรมการ หรือผู้เกี่ยวข้อง
- ต้องมีทรัพย์สินตั้งต้น หรือเรียกว่า เงินทุนประเดิม หากเป็นมูลนิธิทั่วไป ต้องมีเงินสดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท กรณีมีทรัพย์สินอื่นร่วมด้วย ทรัพย์สินทั้งหมดรวมกัน ต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยต้องมีเงินสดเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 250,000 บาท แต่หากเป็นมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น การสังคมสงเคราะห์, การส่งเสริมการศึกษา, การกีฬา, การศาสนา, สาธารณภัย หรือการป้องกันและบำบัดรักษาผู้ป่วยจากยาเสพติด จะได้รับการผ่อนผันให้ใช้ทุนทรัพย์เริ่มต้นต่ำลง แต่ต้องมีเงินสดไม่น้อยกว่า 200,000 บาท
- มีตราสารจัดตั้ง โดยต้องมีเอกสารระบุชื่อ วัตถุประสงค์ ที่ตั้ง ทรัพย์สิน และวิธีการบริหารงานของมูลนิธิอย่างชัดเจน
- มีการบริหารจัดการ ดำเนินงานโดย "คณะกรรมการมูลนิธิ" ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินและดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้
ทั้งนี้ "มูลนิธิ" มีความแตกต่างจาก "สมาคม" โดยมูลนิธิ เน้นการนำ "ทรัพย์สิน" มาอุทิศไว้เพื่อดำเนินกิจการเพื่อสาธารณประโยชน์ ส่วนสมาคม เน้นการรวมตัวกันของ "บุคคล" เพื่อทำกิจการร่วมกัน และมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของสมาชิกหรือสังคมร่วมด้วย
ต้นทางของความเป็นมูลนิธิ
"มูลนิธิ" หรือคำว่า Foundation ในภาษาอังกฤษ มีที่มายาวนานนับพันปี โดยรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องการอุทิศทรัพย์สินเพื่อสาธารณกุศล การศาสนา และการบรรเทาทุกข์
หากย้อนกลับไปยังยุคกรีกและโรมันโบราณ เริ่มมีแนวคิดการอุทิศที่ดินหรือทรัพย์สินให้แก่ศาสนสถาน โรงพยาบาล หรือสถานสงเคราะห์คนยากจน โดยนิยามว่า “ทรัพย์สินเพื่อการกุศล” กระทั่งต่อมาในช่วงยุคกลาง สถาบันทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ นิกายคาธอลิก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการถือครองและจัดการทรัพย์สินเพื่อการกุศล ผ่านศาสนสถานและโบสถ์ เพื่อช่วยเหลือคนยากจนและให้การศึกษา
มูลนิธิที่มีกฎหมายควบคุม เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 17 ในประเทศอังกฤษ โดยผ่านกฎหมายที่ชื่อ The Charitable Uses Act 1601 หรือที่รู้จักในชื่อ Statute of Charitable Uses นับเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของโลกที่ให้การรับรองสถานะทางกฎหมายของ "ทรัพย์สินเพื่อการกุศล" อย่างเป็นทางการ
ภายหลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงศตวรรษที่ 19 เกิดมูลนิธิสมัยใหม่ โดยเปลี่ยนจากรูปแบบการกุศล (Charity) มาสู่ความเป็นมูลนิธิขนาดใหญ่ ที่มีระบบบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ Carnegie Corporation of New York ที่ก่อตั้งโดย แอนดรูว์ คาร์เนกี มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ในปี ค.ศ. 1911 วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการสร้างห้องสมุดประชาชนทั่วโลก อีกหนึ่งมูลนิธิที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นั่นคือ The Rockefeller Foundation ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1913 โดย จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นมูลนิธิที่มุ่งเน้นการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ สาธารณสุขระดับโลก และการพัฒนาวิทยาศาสตร์
เป็นที่น่าสังเกตว่า รูปแบบของมูลนิธิเหล่านี้ ถือเป็นต้นแบบของ Grantmaking Foundation หรือมูลนิธิที่ให้ทุนสนับสนุน ซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งมีความแตกต่างจากมูลนิธิที่แจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์แต่เพียงอย่างเดียว
กลับมาที่ประทศไทย จุดเริ่มต้นมูลนิธิแห่งแรกของประเทศ เกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2445 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีการจัดตั้งมูลนิธิในรูปแบบองค์กรสาธารณกุศลอย่างเป็นทางการชื่อ เทียนฟ้ามูลนิธิ เกิดขึ้นจากกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่เข้ามาค้าขายในไทย ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้โดยไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนา
จะเป็น “มูลนิธิ” ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายใด ?
มูลนิธิในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ตั้งแต่มาตรา 110 ถึงมาตรา 133 โดบครอบคลุมในหัวข้อดังนี้
- ลักษณะของมูลนิธิ
- การจัดตั้งมูลนิธิ
- การดำเนินกิจการและคณะกรรมการ
- การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับและการควบมูลนิธิ
- การเลิกมูลนิธิ
นอกจากกฎหมายแม่บทในการจัดตั้งและควบคุมสถานะทางกฎหมายของมูลนิธิแล้ว ในการดำเนินกิจการจริง มูลนิธิยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ เช่น
1.กฎหมายภาษีและประมวลรัษฎากร
- แม้ว่ามูลนิธิจะไม่ใช่องค์กรแสวงหาผลกำไร แต่รายได้บางประเภทอาจต้องเสียภาษีเงินได้ หากมูลนิธิต้องการได้รับการยกเว้นภาษี เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องดำเนินการขอประกาศเป็น "องค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร" ซึ่งทำให้ผู้บริจาคสามารถนำเงินบริจาคมาหักลดหย่อนภาษีได้
- ภาษีป้ายและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มูลนิธิที่มีสำนักงานหรือทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีท้องถิ่น
2. พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487
หากมูลนิธิมีการจัดกิจกรรมเพื่อเรี่ยไรเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งของจากประชาชนทั่วไป เช่น การตั้งกล่องรับบริจาค การจัดคอนเสิร์ตการกุศล หรือการเดินรับบริจาค จะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร ก่อนทุกครั้ง
3. กฎหมายเฉพาะทางตามประเภทกิจการของมูลนิธิ
มูลนิธิหลายแห่งมักดำเนินกิจการเฉพาะด้าน ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐและกฎหมายเฉพาะทาง เช่น
- มูลนิธิที่ดำเนินกิจการสถานพยาบาล/โรงพยาบาล ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสถานพยาบาล และควบคุมโดยกระทรวงสาธารณสุข
- มูลนิธิที่ดำเนินกิจการสถานศึกษา/โรงเรียน/ทุนการศึกษา ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน หรือระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ
- มูลนิธิที่เกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ หรือคนพิการ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมาตรฐานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
4. กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
มูลนิธิจัดเป็นหนึ่งในองค์กรหรือนิติบุคคลที่กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ให้ความสำคัญในการตรวจสอบที่มาของแหล่งเงินทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินหรือสนับสนุนทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยมูลนิธิต้องจัดให้มีระบบตรวจสอบข้อมูลผู้บริจาครายใหญ่ตามที่กฎหมายกำหนด
5. กฎหมายแรงงานและประกันสังคม
หากมูลนิธิมีการจ้างเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือลูกจ้าง ในการดำเนินงาน มูลนิธิจะมีฐานะเป็น "นายจ้าง" ตามกฎหมาย และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และพระราชบัญญัติประกันสังคม โดยต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมให้แก่ลูกจ้าง เช่นเดียวกับบริษัทเอกชนทั่วไป
โดยสรุป กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะเป็นตัวควบคุม "โครงสร้างและการเลิกมูลนิธิ" แต่ในแง่รูปแบบการบริหารงาน และกิจการงานทั่วไป มูลนิธิจะต้องอิงกฎหมายภาษี กฎหมายการเรี่ยไร และกฎหมายเฉพาะทางตามประเภทงานที่มูลนิธินั้น ๆ ทำอยู่
จัดระเบียบมูลนิธิ ให้โปร่งใส
การจัดระเบียบมูลนิธิ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีหลากหลายมิติ โดยสรุปเป็นหลักการสำคัญ ดังนี้
1.ใช้กฎหมายควบคุม มูลนิธิต้องจดทะเบียนจัดตั้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีหน้าที่ต้องส่งรายงานกิจการและงบการเงินประจำปีให้นายทะเบียนตรวจสอบ
2.ตรวจสอบเรื่องการยื่นแบบภาษีและการรับรองสถานะเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินและการดำเนินคดี เมื่อมีข้อร้องเรียนหรือพบเบาะแสการกระทำความผิด เช่น การฉ้อโกงประชาชน หรือการฟอกเงิน
3.มูลนิธิต้องเปิดเผยบัญชีรายรับ-รายจ่ายต่อสาธารณะ ควรมีช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบงบดุล รายรับจากการบริจาค และการนำไปใช้จ่ายได้อย่างโปร่งใส
4.การจำกัดและควบคุมบัญชีรับบริจาค ควรกำหนดให้การเปิดบัญชีรับเงินบริจาคต้องเป็นชื่อของมูลนิธิโดยตรงอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีส่วนตัวของบุคคลในการรับบริจาคเพื่อป้องกันความสับสนและข้อครหาเรื่องเส้นทางการเงิน
5.การเพิ่มความถี่และความเข้มข้นในการตรวจสอบรายงานประจำปีและงบการเงินของมูลนิธิต่าง ๆ ไม่ให้เป็นเพียงแค่การส่งเอกสารตามรอบปีเท่านั้น แต่ต้องมีการสุ่มตรวจเชิงลึก
6.การปรับปรุงบทลงโทษทางกฎหมาย หากพบว่ามูลนิธิใดมีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือทุจริต จะต้องมีบทลงโทษที่เด็ดขาด รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมูลนิธิทันที
สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน มีส่วนช่วยตรวจสอบมูลนิธิได้อย่างไร
ในมิติของประชาชน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกหลอกจากมูลนิธิที่ไม่ประสงค์ดี มีข้อปฏิบัติ ดังนี้
- ตรวจสอบการจดทะเบียน มูลนิธิที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องจดทะเบียนจัดตั้งอย่างเป็นทางการ สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานะมูลนิธิได้ผ่านทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย หรือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด
- ตรวจสอบชื่อบัญชีรับบริจาค บัญชีที่รับบริจาคควรเป็น "ชื่อของมูลนิธิโดยตรง" ไม่ควรเป็นบัญชีชื่อส่วนตัวของบุคคล (ยกเว้นกรณีเฉพาะกิจที่มีการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายควบคุมการเรี่ยไร) หากพบว่าเป็นบัญชีส่วนตัว ควรหลีกเลี่ยงและตั้งข้อสังเกตไว้ก่อน
- มูลนิธิที่ดีมักจะมีการเปิดเผยรายงานประจำปี งบดุล หรือการนำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบย้อนหลังได้
- หากพบพฤติกรรมเรี่ยไรที่น่าสงสัย เช่น มีการเรี่ยไรเงินโดยอ้างชื่อมูลนิธิแต่ไม่มีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง หรือออกใบเสร็จที่ไม่มีตราประทับ หรือใช้ชื่อบัญชีส่วนตัวในการรับโอนเงิน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ
- หากพบมูลนิธิที่มีการใช้ภาพความเดือดร้อนเดิม ๆ วนซ้ำ หรืออ้างเคสช่วยเหลือที่ตรวจสอบไม่ได้ ให้พึงประเมินก่อนบริจาคเสมอ
- หากพบเห็นมูลนิธิหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายต้มตุ๋น ฉ้อโกง หรือใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ประชาชนสามารถส่งต่อข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้ เช่น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สายด่วน 1111
เรื่องราว “มูลนิธิ” วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้น อาจสร้างรอยร้าวในใจแก่ผู้บริจาค แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เพราะนี่คือโอกาสอันดี ที่จะช่วยกันคัดกรองมูลนิธิที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะท้ายที่สุด ศรัทธาต่อการทำความดีจะไม่มีวันเสื่อมสลาย หากตัวตนและเส้นทางของผู้ขับเคลื่อนยังคงโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง







