ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่าย จัดเวที Policy Forum ถอดบทเรียนและหาแนวทางใช้นวัตกรรมรับมือภัยดินถล่ม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมออกแบบนโยบายให้สังคมไทย “รู้ รับ ปรับตัว” เพื่อรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย Policy Watch จากศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จัดเวที Policy Forum : นวัตกรรมจัดการภัยพิบัติ LANDSLIDE คิดได้ ใช้จริง ? เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบนโยบายให้สังคมไทย “รู้ รับ ปรับตัว” เพื่อรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ณ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ

ธวัฒชัย ปาละคะมาน หัวหน้าโครงการการพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ เปิดเผยว่า จากสถิติพบว่ามีประชากรเกือบ 10% ของประเทศ หรือราว 5.7 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูง จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการใน 16 จังหวัดเสี่ยงสูง โดยปรับจากการดูเพียง “แผนที่ภัย (Hazard)” ไปสู่การประเมิน “ความเสี่ยง (Risk)” ที่ครอบคลุมทั้งความเปราะบางของสังคมและศักยภาพของชุมชน เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถนำมาตรการไปจัดทำคำของบประมาณ

ด้าน รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี ระบุว่า การรับมือดินถล่มไม่ได้มีเพียงการอพยพหนีภัย แต่ต้องอาศัยโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันความเสียหาย ปัจจุบันประเทศไทยมีนวัตกรรมพร้อมใช้งานแล้ว ทั้งแบบจำลอง DynaSlide สำหรับคาดการณ์ทิศทางการไหลของดินถล่ม และกำแพงกันดิน TR Block ที่ชุมชนสามารถดำเนินการเองได้ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางกฎหมาย โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตป่าไม้หรืออุทยานแห่งชาติ ภาครัฐไม่สามารถนำโครงสร้างพื้นฐานหรือมาตรการป้องกันเข้าไปดำเนินการได้

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สะท้อนมุมมองการบริหารเมืองว่า การนำนวัตกรรมเข้าสู่ระบบราชการยังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะติดข้อจำกัดด้านระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการพิสูจน์ความคุ้มค่าของงบประมาณ จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย หรือ Regulatory Sandbox เพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการที่ทำไม่ได้ในอดีต

ขณะที่ กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนนวัตกรรม แต่ยังขาดการขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ จึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่นำร่อง เพื่อนำนวัตกรรมที่มีอยู่ไปแก้โจทย์ข้อจำกัดของภาครัฐ ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้าง และทัศนคติ เพื่อให้เกิดแพลตฟอร์มนวัตกรรมเชิงสังคมที่ใช้ได้จริง

ด้าน ประสงค์ ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เน้นย้ำว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องหมายถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเสมอไป แต่รวมถึงกระบวนการ แนวคิด หรือวิธีปฏิบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงของชุมชนได้จริง โดยท้องถิ่นถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขยายผลจากชุมชนต้นแบบไปยังพื้นที่อื่น

ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเคยจัดเวที Policy Forum “ฟื้นฟูเชียงราย เริ่มต้นใหม่เพื่อเชียงรายเข้มแข็งกว่าเดิม : CITY RECOVERY STRONGER CHIANG RAI” เมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อถอดบทเรียนการฟื้นฟูภัยพิบัติระดับพื้นที่ ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมล่วงหน้า การใช้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเวทีครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันการนำข้อมูล ระบบเตือนภัย และองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปใช้ต่อเนื่องในการบริหารจัดการภัยพิบัติร่วมกัน เพื่อยกระดับการรับมือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกระดับ

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaipbs.or.th/PolicyWatch และ
www.thaipbs.or.th/Theactive

