3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ร่วมฝ่าทางออกให้กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิต – ปากท้อง – จราจร – ทุจริต 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ร่วมฝ่าทางออกให้กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิต – ปากท้อง – จราจร – ทุจริต
ข่าวประชาสัมพันธ์

3 แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ร่วมฝ่าทางออกให้กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิต – ปากท้อง – จราจร – ทุจริต

0 ครั้ง

“Think Tank Bangkok” ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ถก 4 ประเด็นสำคัญ พัฒนาคุณภาพชีวิตและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ปากท้องและการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การขนส่งสาธารณะ จราจร และปัญหาความเหงาของคนเมือง ความโปร่งใส งบประมาณ และการทุจริตคอร์รัปชัน ร่วมยกระดับกรุงเทพมหานครให้ก้าวขึ้นไปติดอันดับ 1 ใน 50 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับพันธมิตรสื่อชั้นนำ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวที “Think Tank Bangkok : ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ” เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายสำคัญต่ออนาคตของเมือง พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันออกแบบกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ตอบโจทย์ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา

ภายในวงสนทนามีผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 3 คน ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ดำเนินรายการโดยกิตติ สิงหาปัด และ กรุณา บัวคำศรี พร้อมกับตัวแทนบรรณาธิการพันธมิตรสื่อชั้นนำ รวม 6 สื่อ ร่วมซักถาม ได้แก่ ไทยพีบีเอส ช่อง 3, เครือไทยรัฐ, PPTV, เครือมติชน และ The Standard

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ นำเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเสนอการสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กของภาคเอกชนและมูลนิธิ ควบคู่กับการขยายการดูแลเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิด พร้อมนำหลักสูตรพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function : EF) มาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วกรุงเทพมหานคร ส่วนการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยต้องสร้างสมดุลระหว่างทางเท้าสาธารณะกับการทำมาหากินของประชาชน โดยสนับสนุนการจัดพื้นที่ค้าขายที่ถูกกฎหมาย และพัฒนาพื้นที่รองรับผู้ค้าเพิ่มเติมร่วมกับภาคเอกชน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ

สำหรับการเดินทางและคุณภาพชีวิตคนเมือง เสนอแนวคิด “เมืองเดินได้” พัฒนาทางเท้า พื้นที่พักคอยสำหรับวินจักรยานยนต์รับจ้างและไรเดอร์ ส่งเสริมสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือ “สวน 15 นาที” เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตในทุกเขต ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 2 ล้านต้น ส่งเสริมหลังคาสีอ่อน หลังคาสีเขียว และพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ในประเด็นความโปร่งใส นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่ามีการเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณและการตรวจสอบการทุจริตอย่างจริงจัง แต่ปัญหาส่วยในบางส่วนเคยเกิดขึ้นจริง ได้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น มองว่าการจะยกระดับกรุงเทพฯ ได้ต้องประกอบไปด้วย 4 มิติหลักที่จะทำให้คุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพของเมืองดีขึ้น คือ 1.คน ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี 2.เมือง ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี 3.ระบบ ต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ 4.เศรษฐกิจเมือง ต้องเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเมืองเปรียบเสมือนตลาดแรงงาน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอแนวทางยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการเพิ่มจำนวนศูนย์เด็กเล็ก ขยายเวลาเปิดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ปกครอง และยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขลักษณะ และคุณภาพการดูแลเด็ก โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนา สำหรับหาบเร่แผงลอย ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของกรุงเทพมหานคร แต่จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบพื้นที่อย่างเหมาะสม กำหนดโซนนิ่งตามบริบทของแต่ละพื้นที่ และใช้ระบบลงทะเบียนเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ค้าตัวจริง

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์

ด้านระบบขนส่งสาธารณะ เสนอให้กรุงเทพมหานครมีบทบาทในการบริหารจัดการเส้นทางรถโดยสารมากขึ้น รวมถึงผลักดันระบบตั๋วร่วมและการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดระเบียบวินจักรยานยนต์รับจ้าง ขณะที่การสร้างเมืองน่าอยู่ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่และบรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ส่วนประเด็นสิ่งแวดล้อม เสนอการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การใช้วัสดุและพื้นผิวที่ช่วยลดการสะสมความร้อนในเมือง รวมถึงการปรับปรุงระบบจัดการขยะโดยลดการฝังกลบและส่งเสริมการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน ส่วนประเด็นความโปร่งใส ย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์

“เชื่อมั่นว่าดัชนีเมืองน่าอยู่จะขยับขึ้นได้แน่นอน หากมุ่งเน้นและทำให้สำเร็จใน 5 นโยบายหลัก ได้แก่ เดินทางสะดวก บ้านเมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ทุจริตไม่มีใน กทม.”นายอนุชา กล่าว

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน นำเสนอแนวทางพัฒนาเมืองที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพและสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเสนอนโยบายสนับสนุนการดูแลเด็กตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ผ่านโครงการ “Baby Box” พร้อมยกระดับศูนย์เด็กเล็กให้สามารถรองรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน เปิดให้บริการถึงช่วงเย็น รวมถึงเพิ่มสวัสดิการให้ครูพี่เลี้ยง ปัญหาด้านเศรษฐกิจฐานราก เสนอการจัดตั้งพื้นที่ค้าขายรูปแบบ Hawker Center ในทั้ง 50 เขต พร้อมใช้ระบบดิจิทัลบริหารจัดการพื้นที่และเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน

ด้านการเดินทาง เสนอการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อ (Feeder) การฟื้นฟูเส้นทางเรือโดยสาร และการปรับปรุงทางเท้าให้เอื้อต่อการเดินเท้า ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมในระดับย่าน เพื่อสร้างพื้นที่พบปะของผู้คนในเมือง ส่วนการรับมือการป้องกันน้ำท่วมจากฝนตกหนัก เสนอการลอกท่อระบายน้ำอย่างสม่ำเสมอ การแยกระบบระบายน้ำฝนออกจากระบบบำบัดน้ำเสีย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ขณะที่ด้านธรรมาภิบาล เสนอการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต

“ผู้ว่าฯกทม. จะต้องทำตัวเป็น “CEO ของเมือง” ที่มุ่งเน้นการทำเรื่องใหญ่ มองไปข้างหน้า และเน้นการพัฒนา มากกว่าการเป็นแค่ “ผู้จัดการ” ที่คอยตามแก้ปัญหารายวัน เช่น การซ่อมถนนหรือลอกท่อ แนวคิดแบบ CEO นี้จะทำให้กรุงเทพมหานครสามารถพัฒนาไปข้างหน้าและก้าวทันโลกได้” นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครจากพรรคประชาชน

นอกจากการนำเสนอวิสัยทัศน์ของผู้สมัครแล้ว เวทีดังกล่าวยังเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน และพันธมิตรสื่อ พูดคุยแลกเปลี่ยนยกตัวอย่างตัวแทนภาคประชาชน สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ประเด็นปากท้องและการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย โดยนาย ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยฯ ส่วนประเด็นขนส่งสาธารณะ จราจร และปัญหาความเหงาของคนเมือง ถูกตั้งคำถามจากทั้งสื่อมวลชนและภาคประชาชน เช่น ประเด็นรถสาธารณะและวินมอเตอร์ไซค์ ประเด็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองคนโสด ขาดพื้นที่สาธารณะให้พบปะ และประเด็นอำนาจหน้าที่ ในการให้กทม.ควรมีตำรวจจราจรของตัวเองหรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพูดคุยประเด็นสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ พื้นที่สีเขียว และประเด็นความโปร่งใส งบประมาณ และการทุจริตคอร์รัปชัน และการยกระดับและผลักดันให้กรุงเทพมหานครขยับขึ้นไปติดอันดับ 1 ใน 10 หรือ 1 ใน 50 เมืองน่าอยู่ของโลก

สำหรับเวที “Think Tank Bangkok : ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ” เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และสะท้อนบทบาทของไทยพีบีเอสในการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ สามารถร่วมเกาะติดทุกความเคลื่อนไหว ข้อมูลเจาะลึก และการรายงานผลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ได้ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และทาง เว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/BKKElection69

คลิปเวที Think Tank Bangkok ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ

ภาพบรรยากาศเวที “Think Tank Bangkok : ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ”