ไทยพีบีเอส ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมเวทีเสวนาในงาน “Fact-Checking & Public Trust เมื่อความจริงถูกท้าทาย ภาครัฐจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร” เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของภาครัฐ ในยุค AI ที่ข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม 6AB โรงแรม สยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพมหานคร

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ “Fact-checking กับการสร้างความเชื่อมั่นของภาครัฐ : ภัยความเสี่ยง และแนวทางรับมือในยุค AI” ร่วมด้วย ผศ. ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กรมประชาสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนมุมมองถึงแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงด้านข้อมูลข่าวสาร ปัญหาและกลไกการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถสร้างและกระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที ในขณะเดียวกัน ข่าวปลอม (Fake News) , สื่อปลอม (Deepfake) และข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) กำลังเป็นความท้าทายของภาครัฐในการสื่อสารกับประชาชนด้วยเช่นกัน

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ได้กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่น (Public Trust) ในยุคที่เต็มไปด้วยข่าวปลอมว่า การสร้างความไว้วางใจจากประชาชน ภาครัฐจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ ความโปร่งใส (Transparency) โดยประชาชนสามารถยอมรับความผิดพลาดได้ หากหน่วยงานไม่ปกปิดหรือซุกซ่อนข้อมูล แต่พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา, การอธิบายกระบวนการทำงานได้ (Explainability) โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งการระบุเพียงว่าข้อมูล “จริง” หรือ “ปลอม” ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องอธิบายว่ามีการใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบ และเครื่องมือแต่ละแบบมีข้อจำกัดอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจที่มาของข้อสรุปได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญ คือ ภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อสาธารณะในรูปแบบ Open Data เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ง่าย และต้องเป็นบริการสาธารณะที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ อีกทั้งยังต้องทำหน้าที่เป็น แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trusted Source) เพื่อให้ประชาชนอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้องได้เมื่อเกิดสถานการณ์สำคัญ

ด้าน ผศ. ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการรับมือกับข่าวปลอมในยุค AI ว่า หากต้องมีการเริ่มต้นในการรับมือข่าวปลอม สิ่งที่หน่วยงานสามารถทำได้ทันทีคือ การวางระบบรับมือภายในองค์กร โดยให้แต่ละหน่วยงานประเมินความเสี่ยงของตนเองว่า หากในอีก 2-3 วันข้างหน้าเกิดข่าวบิดเบือนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงานจะมีแนวทางการรับมืออย่างไร ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุข อาจต้องเตรียมแผนการรับมือข่าวลือเกี่ยวกับโรคระบาด หรือหากเป็นหน่วยงานด้านการขนส่ง อาจต้องเตรียมแนวทางการรับมือในกรณีข่าวปลอมเกี่ยวกับการทำใบขับขี่ปลอมหรือการให้บริการของหน่วยงาน

ด้าน ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กองเทคโนโลยีดิจิทัล กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงการพัฒนากฎหมายและกำหนดความรับผิดชอบในการจัดการข่าวปลอมของแพลตฟอร์มดิจิทัลว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ใช้จัดการข่าวปลอมโดยเฉพาะ ในขณะที่หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ได้มีกฎหมายรองรับเรื่องดังกล่าวมาหลายปีแล้ว จึงเห็นว่าควรมีกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างชัดเจน รวมถึงให้อำนาจในการดำเนินการกับข้อมูลที่เข้าข่ายเป็นข่าวปลอมได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากการจัดการล่าช้า แม้ข้อมูลจะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ก็อาจถูกเผยแพร่ในวงกว้างและสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมาย และเทคโนโลยีสำหรับการรับมือข่าวปลอม จำเป็นต้องพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการบรรยายให้ความรู้จาก รศ. ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้าน Fact-Checking อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “Fact-checking in AI Era: ตามล่าหาความจริงในยุค AI” รวมถึงมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นการตรวจสอบความจริงและการสร้างความเชื่อมั่นภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสื่อสารภาครัฐที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
การแลกเปลี่ยนในวงเสวนาฯ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารภาครัฐให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับการทำงานของ Thai PBS Verify ในการมุ่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เพื่อช่วยให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีทักษะในการคัดกรองข้อมูล ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม การหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนอาชญากรรมไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อนในยุค AI

ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ หากพบเห็นข่าวสารหรือข้อมูลน่าสงสัย และต้องการให้ทีมงาน Thai PBS Verify ตรวจสอบข้อเท็จจริง สามารถแจ้งเบาะแสหรือส่งข้อมูลได้ทาง Facebook และ LINE @ThaiPBSVerify หรือสอบถามผ่านบริการ AI Chatbot ทาง www.thaipbs.or.th/Verify