วันที่ 22 ต.ค. 69 เวลา 09.30 น. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส นำโดยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ และทีมผู้บริหาร เข้าชี้แจงต่อ กรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. เพื่อพิจารณาศึกษาโครงสร้างรายได้ กรณีเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 หรือ ไทยพีบีเอส โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมสรรพสามิต เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการ กสทช.
นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงว่า ไทยพีบีเอสจัดตั้งขึ้นในปี 2551 จากบทเรียนของสังคมที่เห็นข้อจำกัดของสื่อซึ่งพึ่งพารายได้จากโฆษณาและสื่อที่อยู่ภายใต้กำกับของรัฐ จึงออกแบบให้เป็นสื่อที่ไม่มีโฆษณา พร้อมมีกลไกทางกฎหมายเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ เพื่อให้บริการข่าวสาร ความรู้ และสาระบันเทิง โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ


เมื่อได้พิจารณาสาระสำคัญของร่างแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนแล้ว มีความเห็นว่า ไม่สมควรรับรองเพื่อนำเสนอกฎหมายฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเหตุผลและข้อพิจารณาตามลำดับ ดังนี้
ด้านภาระทางการเงินการคลังและงบประมาณแผ่นดิน แหล่งที่มาของเงินบำรุงองค์การในปัจจุบัน แม้จะจัดอยู่ในประเภทภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้เป็นการเฉพาะ (Ear-marked Tax) แต่มีลักษณะเป็นการเก็บเพิ่ม (Surcharge) ในอัตราพรีเมียมร้อยละ 1.5 จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ซึ่งไม่ได้เป็นการหักหรือแบ่งออกจากฐานภาษีปกติของรัฐ และไม่ได้ใช้เงินจากวงเงินงบประมาณแผ่นดินประจำปี จึงไม่ได้สร้างภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐบาล
ในทางกลับกัน การแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนให้ ส.ส.ท. ไปรับเงินสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี จะยิ่งเป็นการสร้างภาระด้านงบประมาณแก่รัฐบาลโดยตรง เนื่องจากเป็นการนำเงินรายได้ภาษีทั่วไปของรัฐ ซึ่งต้องใช้สำหรับกระทรวง กรม และหน่วยงานราชการต่างๆ มาจัดสรรให้ ส.ส.ท. อันเป็นการเข้าไปเบียดบังและแบ่งส่วนงบประมาณแผ่นดินในภาพรวม ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายจะทำให้เงินสนับสนุน ส.ส.ท. กลายเป็นภาระด้านงบประมาณแผ่นดินของประเทศแทน
ด้านความคุ้มค่า เพดานงบประมาณ และปริมาณภารกิจที่เพิ่มขึ้น แม้เงินบำรุงจากการเก็บเพิ่มภาษีสรรพสามิตจะถูกกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี (และเปิดช่องให้ขอเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น) แต่ตลอดระยะเวลา 18 – 19 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่งบประมาณแผ่นดินเติบโตขึ้นกว่าจาก 1.66 ล้านล้าน เป็น 3.8 ล้านล้านในปัจจุบัน และหน่วยงานราชการ ต่าง ๆ ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 40 – 60 ในช่วงที่ผ่านมา แต่ ส.ส.ท. ก็ไม่เคยขอรับงบประมาณเพิ่มขึ้นเลย ทั้งที่ภารกิจสาธารณะได้ขยายตัวขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการสื่อดิจิทัล ความพร้อมในการถ่ายทอดสดราชพิธีและรัฐพิธีต่าง ๆ การทำหน้าที่เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรสื่อ การส่งเสริมการวิจัยเพื่อการพัฒนาสื่อสาธารณะ ตลอดจนภารกิจสื่อสาธารณะในสถานการณ์ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ ซึ่งภารกิจที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนี้ยังคงดำเนินการภายใต้เงินบำรุงในกรอบเดิมมาโดยตลอด จึงเห็นได้ชัดว่าเงินบำรุงจากการเก็บเพิ่มโดยมีเพดานกำกับไว้เช่นนี้ ไม่ได้สร้างภาระทางการคลังเพิ่มเติมขึ้นต่อรัฐบาลหรือทำให้สูญเสียความมีระเบียบวินัยทางการเงินการคลังแต่ประการใด


ด้านผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการวางแผนระยะยาว การดำเนินภารกิจสื่อสาธารณะในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการวางแผนผลิตเนื้อหาเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว (Multi-year Investment) การจัดสรรงบประมาณรายปีที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการลงทุนเทคโนโลยีและการบริการประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่การสื่อสารต้องพึ่งพาอาศัยแพลตฟอร์มต่างประเทศ จนทำให้ต้องสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลรวมทั้งข้อมูลสำคัญให้ตกไปอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติ การสนับสนุนผ่านระบบงบประมาณประจำปีจะทำให้สื่อสาธารณะของประเทศขาดความคล่องตัวและไม่สามารถตอบสนองต่อภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ด้านเจตนารมณ์ ความเป็นอิสระ และการส่งเสริมประชาธิปไตยในโลกเสรีนิยม เจตนารมณ์หลักของการจัดตั้งองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 คือการสร้างสถาบันสื่อสาธารณะที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสื่อที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงโดยรัฐหรือทุน ซึ่งปรากฏชัดเจนในพระราชบัญญัติฯ การเปลี่ยนไปรับงบประมาณรายปีอาจส่งผลให้เสียความเป็นอิสระทางกองบรรณาธิการ (Editorial Independence)
นอกจากนี้ การคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะยังส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในเวทีสากล โดยเฉพาะตามหลักการและมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เน้นย้ำเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเคารพสถาบันที่เป็นอิสระ ตลอดจนเป็นการแสดงจุดยืนที่สนับสนุนประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารรอบด้าน สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรม ตลอดจนสามารถถกเถียงประเด็นสาธารณะได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นคุณค่าและหัวใจสำคัญของการดำรงอยู่ในโลกเสรีนิยมยุคปัจจุบัน
บทเรียนและมาตรฐานสากลของสื่อสาธารณะทั่วโลก การมีแหล่งรายได้ที่จัดสรรเป็นการเฉพาะและเป็นอิสระจากกระบวนการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ถือเป็นมาตรฐานสากล (International Best Practice) ของสื่อสาธารณะชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น BBC (สหราชอาณาจักร) และ NHK (ญี่ปุ่น) ที่ใช้ระบบค่าธรรมเนียมภาครับสัญญาณ (TV Licence Fee) เพื่อตัดขาดจากการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาล PBS / NPR (สหรัฐอเมริกา) ใช้การพึ่งพางบประมาณทั้งจากรัฐส่วนกลางและท้องถิ่นและเงินบริจาค โดยบริหารผ่านกองทุนกึ่งเอกชน (Corporation for Public Broadcasting) เพื่อป้องกันการกดดันจากฝ่ายบริหาร ARD / ZDF (เยอรมนี) มีการกำหนดให้มีองค์กรอิสระภายนอก (KEF) ทำหน้าที่ประเมินและกำหนดค่าธรรมเนียมสื่อ โดยรัฐบาลหรือรัฐสภาไม่มีอำนาจตัดลดงบประมาณ
กรณีศึกษาในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่บังคับให้สื่อสาธารณะต้องรับงบประมาณรายปีจากรัฐบาล มักประสบปัญหาการถูกแทรกแซงทางการเมืองและลดทอนความน่าเชื่อถือจากประชาชน ซึ่งส่งผลเสียต่อดัชนีเสรีภาพสื่อ (Press Freedom Index) และภาพลักษณ์ด้านประชาธิปไตยของประเทศในระดับสากล


ด้านการปกป้องคุ้มครองสิทธิของกลุ่มเปราะบางและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สื่อสาธารณะมีพันธกิจสำคัญในการเป็นพื้นที่สะท้อนปัญหาและเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้เสียเปรียบ และกลุ่มด้อยโอกาสต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขยายตัวของกลุ่มทุน ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม หากโครงสร้างทางการเงินของสื่อสาธารณะต้องขึ้นกับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายปีของรัฐ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในการทำหน้าที่ป้องปกสิทธิและทำให้เสียงของกลุ่มคนเหล่านี้ถูกละเลยหรือไม่ได้รับการได้ยินในพื้นที่สาธารณะ ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมากลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่นกลุ่มคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นักสื่อสารมวลชน นักวิชาการ และองค์กรวิชาชีพสื่อต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายนักข่าวพลเมืองและสภาผู้ฟังและผู้ชมไทยพีบีเอส ต่างออกมาแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และได้ร่วมกันแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
จากเหตุผลข้างต้น องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จึงมีความเห็นว่า การคงไว้ซึ่งแหล่งรายได้ตามพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน มีความเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการวินัยการเงินการคลัง ไม่เป็นภาระงบประมาณ และคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดีอยู่แล้ว จึงเห็นควร “ไม่รับรองร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร”
“ไทยพีบีเอสพร้อมรับการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงาน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างคุ้มค่า แต่การพิจารณาเปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนควรคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นอิสระ ความต่อเนื่องของภารกิจระยะยาว และบริการสาธารณะที่ไม่สามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้” นายวันชัย กล่าวทิ้งท้าย