กว่าปลาสดๆ จะมาถึงจานอาหารของเรา มีเรื่องราวของทั้งแรงกาย แรงใจ ทักษะ และความรับผิดชอบต่อธรรมชาติซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกมื้อ บทความนี้พาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ตรงที่อ่าวบ้านทุ่งน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทำความรู้จักกับ วิถีประมง พื้นบ้านที่ยังคงยึดมั่นในความยั่งยืน และการจับปลาอย่างมีความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ
วิถีประมงพื้นบ้าน: เริ่มต้นจากการหาเหยื่อธรรมชาติ
ก่อนที่จะได้ปลาใหญ่มาสักตัว ชาวประมงต้องเริ่มจากขั้นตอนที่เรียกว่า "การโสกปลา" หรือการหาเหยื่อ โดยการตกปลาตัวเล็กอย่างปลาทู ลูกปลาสาก และปลาหลังเขียวก่อน จากนั้นจึงนำปลาเป็นเหล่านั้นไปใช้เป็นเหยื่อตกปลาอินทรีย์อีกทีหนึ่ง
สิ่งสำคัญที่สะท้อน วิถีประมง ที่รับผิดชอบคือการปล่อยปลาที่ยังเล็กเกินไปกลับคืนสู่ทะเลทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นลูกปลาเก๋า ปลาทูแขกตัวน้อย หรือปลาที่ไม่ใช่ชนิดที่ต้องการในวันนั้น เพราะในความเข้าใจของชาวประมงท้องถิ่น สัตว์น้ำวัยอ่อนเหล่านี้ยังต้องการเวลาเติบโต เพื่อให้ทรัพยากรทะเลยังคงสมบูรณ์สืบต่อไป
ชาวประมงในชุมชนยังมีระบบสื่อสารภายในกันเองโดยใช้พิกัดดาวเทียม เพื่อบอกจุดที่มีปลาชุกชุมให้สมาชิกในกลุ่มรับรู้ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชุมชนที่แน่นแฟ้นและแบ่งปันกัน
วิถีประมงอินทรีย์: ศิลปะการตกปลาด้วยเหยื่อสด
หัวใจของ วิถีประมง แบบดั้งเดิมคือการใช้เหยื่อปลาสด ปลาที่นำมาใช้เป็นเหยื่อต้องเป็นปลามีชีวิตเท่านั้น เพราะปลาอินทรีย์จะถูกดึงดูดด้วยการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเหยื่อ ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย ชาวประมงสามารถตกปลาอินทรีย์ได้ประมาณ 5 - 10 ตัว และในวันที่โชคดีเป็นพิเศษอาจได้มากถึง 32 ตัวในวันเดียว ปลาอินทรีย์ที่จับได้มักมีน้ำหนักระหว่าง 3 - 5 กิโลกรัมเป็นไซส์ปกติ ส่วนไซส์พิเศษหรือ "จัมโบ้" จะอยู่ที่ 7 - 10 กิโลกรัมขึ้นไป เดือนที่ชาวประมงชอบออกทะเลมากที่สุดคือเดือนกรกฎาคม เพราะทะเลสงบ คลื่นน้อย ต่างจากช่วงที่คลื่นลมแปรปรวนซึ่งอาจต้องกลับเข้าฝั่งก่อนเพื่อความปลอดภัย
วิถีประมงและการอนุรักษ์: ปัญหากฎหมายที่ยังแก้ไม่ได้
หนึ่งในความกังวลใจที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ในแวดวง วิถีประมง พื้นบ้าน คือปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้จะมีกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องประมงพื้นบ้านและทรัพยากรทางทะเล แต่การลักลอบใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย เช่น อวนตาเล็ก ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คุณแม่อ้วน ชาวประมงรุ่นเก่า เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนออกเรือวันเดียวจับปลาทูได้ถึง 7 ตัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 300 - 400 กิโลกรัมต่อวันเท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการลดลงของทรัพยากรทางทะเลอย่างน่าตกใจ และเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าหากไม่มีการจัดการที่ดี วิถีประมง และความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยอาจไม่หลงเหลือให้รุ่นต่อไปได้สืบทอด
วิถีประมงสู่ครัว: การแล่ปลาอินทรีย์อย่างถูกวิธี
เมื่อได้ปลามาแล้ว ขั้นตอนต่อมาในห่วงโซ่ของ วิถีประมง คือการจัดการปลาให้ถูกต้องก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค การแล่ปลาอินทรีย์มีเทคนิคเฉพาะตัว ดังนี้
- ปลาขนาดต่ำกว่า 2 กิโลกรัม จะแล่เป็นซีกโดยไม่ต้องแบ่งครึ่ง
- ปลาตั้งแต่ 3 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแบ่งครึ่งตามยาวก่อนแล่
- ส่วนท้อง แล่ยากกว่าเพราะมีซี่โครง ต้องเลาะออกอย่างระมัดระวัง
- เนื้อติดกระดูก นิยมนำไปขูดเพื่อผัดกะเพรา ส่วนหัวปลาใช้ต้มกะทิ
โดยเฉลี่ยปลา 3.8 กิโลกรัมหลังแล่แล้วจะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 1.7 กิโลกรัม และปลา 4 กิโลกรัมจะหายไปประมาณ 1 - 2 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับวิธีการหั่นและขนาดของปลา
วิถีประมงในครัว: เมนูพื้นบ้านสามสูตรจากปลาสด
ความงดงามของ วิถีประมง ไม่ได้จบแค่การจับปลา แต่ยังต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะการปรุงอาหารพื้นถิ่น วันนี้คุณแม่อ้วนเปิดครัวสาธิตเมนูอาหารทะเล 3 รายการจากปลาสดหน้าบ้าน
1. ทอดมันปลาอินทรีย์ ขูดเนื้อปลาอินทรีย์แล้วตำรวมกับน้ำพริกแกงเผ็ด ซอยถั่วฝักยาว ปรุงด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทรายเล็กน้อย ไม่ต้องเคลือบแป้งหรือไข่ ทอดจนลอยตัวและเหลืองทอง ได้โปรตีนล้วน ๆ ไม่มีสารเติมแต่ง และไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเพราะรสจัดอยู่ในตัว
2. แกงส้มพริกสดปลาเก๋า ใช้เก๋าดอกแดงที่ตกมาได้ นำมาทำแกงส้มด้วยน้ำพริกที่ตำเองจากพริกขี้หนู พริกจินดาแดง หอม และกะปิทำเองในหมู่บ้าน เพิ่มความเปรี้ยวด้วยน้ำต้มมะขาม และปิดท้ายด้วยใบกะเพรา ปลาที่ตกด้วยเบ็ดจะมีเนื้อนุ่มและรสชาติดีกว่าปลาที่ติดอวน
3. ต้มยำลูกชิ้นปลาอินทรีย์ ขูดเนื้อปลาอินทรีย์แล้วตำจนเหนียว เติมน้ำเกลือเพียงอย่างเดียว ไม่ใส่แป้งหรือบอแรกซ์ ปั้นเป็นลูกชิ้นลงในน้ำเดือด ต้มกับเครื่องต้มยำ ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง พริกสด และปรุงรสด้วยน้ำปลากับมะนาว
วิถีประมงยั่งยืน: ทำไมเราต้องเลือกกินปลาอย่างมีจิตสำนึก
วิถีประมง แบบรับผิดชอบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชาวประมงเท่านั้น แต่ผู้บริโภคอย่างเราก็มีบทบาทสำคัญ การเลือกซื้อปลาจากชาวประมงพื้นบ้านที่จับปลาอย่างยั่งยืน คือการสนับสนุนระบบนิเวศท้องทะเลไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน
หลักการง่าย ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้คือ กินอาหารทะเลที่มีคุณภาพดี เลือกซื้อจากแหล่งที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นที่ยังคงรักษา วิถีประมง ดั้งเดิมเอาไว้ เมื่อเราถามหาแหล่งที่มาของปลา รู้จักวิธีการจับ และเข้าใจว่าเครื่องมือใดที่ใช้ ทรัพยากรอาหารทะเลของไทยก็จะยังคงอยู่กับเราและรุ่นต่อๆ ไปได้อย่างยั่งยืน เพราะในวันที่ วิถีประมง แบบรับผิดชอบหายไป ระบบนิเวศก็จะสูญเสียสมดุล และปลาดี ๆ อร่อย ๆ บนจานของเราก็จะค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน
ติดตามได้ในรายการกินอยู่คือ วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 - 10.30 น. ทางไทยพีบีเอส
กว่าปลาสดๆ จะมาถึงจานอาหารของเรา มีเรื่องราวของทั้งแรงกาย แรงใจ ทักษะ และความรับผิดชอบต่อธรรมชาติซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกมื้อ บทความนี้พาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ตรงที่อ่าวบ้านทุ่งน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทำความรู้จักกับ วิถีประมง พื้นบ้านที่ยังคงยึดมั่นในความยั่งยืน และการจับปลาอย่างมีความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ
วิถีประมงพื้นบ้าน: เริ่มต้นจากการหาเหยื่อธรรมชาติ
ก่อนที่จะได้ปลาใหญ่มาสักตัว ชาวประมงต้องเริ่มจากขั้นตอนที่เรียกว่า "การโสกปลา" หรือการหาเหยื่อ โดยการตกปลาตัวเล็กอย่างปลาทู ลูกปลาสาก และปลาหลังเขียวก่อน จากนั้นจึงนำปลาเป็นเหล่านั้นไปใช้เป็นเหยื่อตกปลาอินทรีย์อีกทีหนึ่ง
สิ่งสำคัญที่สะท้อน วิถีประมง ที่รับผิดชอบคือการปล่อยปลาที่ยังเล็กเกินไปกลับคืนสู่ทะเลทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นลูกปลาเก๋า ปลาทูแขกตัวน้อย หรือปลาที่ไม่ใช่ชนิดที่ต้องการในวันนั้น เพราะในความเข้าใจของชาวประมงท้องถิ่น สัตว์น้ำวัยอ่อนเหล่านี้ยังต้องการเวลาเติบโต เพื่อให้ทรัพยากรทะเลยังคงสมบูรณ์สืบต่อไป
ชาวประมงในชุมชนยังมีระบบสื่อสารภายในกันเองโดยใช้พิกัดดาวเทียม เพื่อบอกจุดที่มีปลาชุกชุมให้สมาชิกในกลุ่มรับรู้ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชุมชนที่แน่นแฟ้นและแบ่งปันกัน
วิถีประมงอินทรีย์: ศิลปะการตกปลาด้วยเหยื่อสด
หัวใจของ วิถีประมง แบบดั้งเดิมคือการใช้เหยื่อปลาสด ปลาที่นำมาใช้เป็นเหยื่อต้องเป็นปลามีชีวิตเท่านั้น เพราะปลาอินทรีย์จะถูกดึงดูดด้วยการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเหยื่อ ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย ชาวประมงสามารถตกปลาอินทรีย์ได้ประมาณ 5 - 10 ตัว และในวันที่โชคดีเป็นพิเศษอาจได้มากถึง 32 ตัวในวันเดียว ปลาอินทรีย์ที่จับได้มักมีน้ำหนักระหว่าง 3 - 5 กิโลกรัมเป็นไซส์ปกติ ส่วนไซส์พิเศษหรือ "จัมโบ้" จะอยู่ที่ 7 - 10 กิโลกรัมขึ้นไป เดือนที่ชาวประมงชอบออกทะเลมากที่สุดคือเดือนกรกฎาคม เพราะทะเลสงบ คลื่นน้อย ต่างจากช่วงที่คลื่นลมแปรปรวนซึ่งอาจต้องกลับเข้าฝั่งก่อนเพื่อความปลอดภัย
วิถีประมงและการอนุรักษ์: ปัญหากฎหมายที่ยังแก้ไม่ได้
หนึ่งในความกังวลใจที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ในแวดวง วิถีประมง พื้นบ้าน คือปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้จะมีกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องประมงพื้นบ้านและทรัพยากรทางทะเล แต่การลักลอบใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย เช่น อวนตาเล็ก ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คุณแม่อ้วน ชาวประมงรุ่นเก่า เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนออกเรือวันเดียวจับปลาทูได้ถึง 7 ตัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 300 - 400 กิโลกรัมต่อวันเท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการลดลงของทรัพยากรทางทะเลอย่างน่าตกใจ และเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าหากไม่มีการจัดการที่ดี วิถีประมง และความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยอาจไม่หลงเหลือให้รุ่นต่อไปได้สืบทอด
วิถีประมงสู่ครัว: การแล่ปลาอินทรีย์อย่างถูกวิธี
เมื่อได้ปลามาแล้ว ขั้นตอนต่อมาในห่วงโซ่ของ วิถีประมง คือการจัดการปลาให้ถูกต้องก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค การแล่ปลาอินทรีย์มีเทคนิคเฉพาะตัว ดังนี้
- ปลาขนาดต่ำกว่า 2 กิโลกรัม จะแล่เป็นซีกโดยไม่ต้องแบ่งครึ่ง
- ปลาตั้งแต่ 3 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแบ่งครึ่งตามยาวก่อนแล่
- ส่วนท้อง แล่ยากกว่าเพราะมีซี่โครง ต้องเลาะออกอย่างระมัดระวัง
- เนื้อติดกระดูก นิยมนำไปขูดเพื่อผัดกะเพรา ส่วนหัวปลาใช้ต้มกะทิ
โดยเฉลี่ยปลา 3.8 กิโลกรัมหลังแล่แล้วจะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 1.7 กิโลกรัม และปลา 4 กิโลกรัมจะหายไปประมาณ 1 - 2 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับวิธีการหั่นและขนาดของปลา
วิถีประมงในครัว: เมนูพื้นบ้านสามสูตรจากปลาสด
ความงดงามของ วิถีประมง ไม่ได้จบแค่การจับปลา แต่ยังต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะการปรุงอาหารพื้นถิ่น วันนี้คุณแม่อ้วนเปิดครัวสาธิตเมนูอาหารทะเล 3 รายการจากปลาสดหน้าบ้าน
1. ทอดมันปลาอินทรีย์ ขูดเนื้อปลาอินทรีย์แล้วตำรวมกับน้ำพริกแกงเผ็ด ซอยถั่วฝักยาว ปรุงด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทรายเล็กน้อย ไม่ต้องเคลือบแป้งหรือไข่ ทอดจนลอยตัวและเหลืองทอง ได้โปรตีนล้วน ๆ ไม่มีสารเติมแต่ง และไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเพราะรสจัดอยู่ในตัว
2. แกงส้มพริกสดปลาเก๋า ใช้เก๋าดอกแดงที่ตกมาได้ นำมาทำแกงส้มด้วยน้ำพริกที่ตำเองจากพริกขี้หนู พริกจินดาแดง หอม และกะปิทำเองในหมู่บ้าน เพิ่มความเปรี้ยวด้วยน้ำต้มมะขาม และปิดท้ายด้วยใบกะเพรา ปลาที่ตกด้วยเบ็ดจะมีเนื้อนุ่มและรสชาติดีกว่าปลาที่ติดอวน
3. ต้มยำลูกชิ้นปลาอินทรีย์ ขูดเนื้อปลาอินทรีย์แล้วตำจนเหนียว เติมน้ำเกลือเพียงอย่างเดียว ไม่ใส่แป้งหรือบอแรกซ์ ปั้นเป็นลูกชิ้นลงในน้ำเดือด ต้มกับเครื่องต้มยำ ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง พริกสด และปรุงรสด้วยน้ำปลากับมะนาว
วิถีประมงยั่งยืน: ทำไมเราต้องเลือกกินปลาอย่างมีจิตสำนึก
วิถีประมง แบบรับผิดชอบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชาวประมงเท่านั้น แต่ผู้บริโภคอย่างเราก็มีบทบาทสำคัญ การเลือกซื้อปลาจากชาวประมงพื้นบ้านที่จับปลาอย่างยั่งยืน คือการสนับสนุนระบบนิเวศท้องทะเลไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน
หลักการง่าย ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้คือ กินอาหารทะเลที่มีคุณภาพดี เลือกซื้อจากแหล่งที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นที่ยังคงรักษา วิถีประมง ดั้งเดิมเอาไว้ เมื่อเราถามหาแหล่งที่มาของปลา รู้จักวิธีการจับ และเข้าใจว่าเครื่องมือใดที่ใช้ ทรัพยากรอาหารทะเลของไทยก็จะยังคงอยู่กับเราและรุ่นต่อๆ ไปได้อย่างยั่งยืน เพราะในวันที่ วิถีประมง แบบรับผิดชอบหายไป ระบบนิเวศก็จะสูญเสียสมดุล และปลาดี ๆ อร่อย ๆ บนจานของเราก็จะค่อย ๆ หายไปพร้อมกัน
ติดตามได้ในรายการกินอยู่คือ วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 - 10.30 น. ทางไทยพีบีเอส









