อาเซียนยังจนปัญญา จัดการควันไฟป่าข้ามประเทศ ?
หลายประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญกับวิกฤตหมอกควันรุนแรงในรอบหลายปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากไฟป่าในอินโดนีเซีย สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ตอกย้ำว่าอาเซียนยังจนปัญญาที่จะจัดการกับวิกฤตหมอกควันข้ามแดนหรือไม่ ?
อาเซียนยกระดับการเตือนภัยหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคเป็นระดับสูงสุดมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งสถานการณ์ยังคงวิกฤตในหลายประเทศ โดยล่าสุด มาเลเซียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในบางพื้นที่ของรัฐซาราวัคบนเกาะบอร์เนียวแล้ว
กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในมาเลเซียที่นำโดย Greenpeace ออกมารวมตัวบริเวณด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เรียกร้องให้รัฐบาลในกรุงจาการ์ตาเปิดเผยข้อมูลหลักฐาน ที่จะชี้ว่า บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับมาเลเซียบริษัทไหน มีส่วนทำให้เกิดไฟไหม้และหมอกควันในอินโดนีเซีย
ข้อมูลที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเปิดเผย มีทั้งแผนที่ ข้อมูลพื้นที่เกิดไฟป่า และผลการสอบสวนต่างๆ ไปจนถึงการเปิดรายชื่อบริษัท เพื่อให้มาเลเซียตามไปจัดการได้ถูก โดยอาจแชร์ข้อมูลผ่านอาเซียน หรือในช่องทางทวิภาคีก็ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันสอบสวนปัญหานี้ ... ทำไมมาเลเซียเดือดขนาดนี้
ชวนดูแผนที่คุณภาพอากาศจากเว็บไซต์ IQAir จะเห็นว่า สถานการณ์ในพื้นที่ทางตอนใต้ของอาเซียนเลวร้ายมากทีเดียว โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน หรือที่มาเลเซียเรียกว่าเกาะบอร์เนียว ซึ่งกระแสลมได้พัดเอาหมอกควันจากไฟป่าในอินโดนีเซียลอยไปปกคลุมเหนือท้องฟ้าของฟิลิปปินส์ครึ่งประเทศ รวมถึงที่กรุงมะนิลา
วิกฤตรอบนี้รุนแรงถึงขั้นทำให้ 3 เมืองในอาเซียน 3 ประเทศ ขึ้นแท่นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกตอนช่วงบ่ายๆ โดยเมืองกูชิงในรัฐซาราวัคเผชิญมลพิษทางอากาศเข้าขั้นอันตราย มีดัชนีคุณภาพอากาศสูงทะลุ 330 ทิ้งห่างอันดับ 2 ของโลก อย่างกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียกว่า 2 เท่า และสิงคโปร์มาเป็นอันดับ 3
คุณภาพอากาศในมาเลเซียเลวร้ายติดอันดับโลกติดต่อกันมานานหลายวันแล้ว จนเมื่อวานนี้ทางการมาเลเซียงัดมาตรการทำฝนเทียมออกมาใช้ เพื่อลดวิกฤตหมอกควันที่กำลังเกิดขึ้น และหวังว่าฝนที่จะตกลงมา จะช่วยเติมน้ำเข้าไปในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เตรียมรับภัยแล้งที่อาจจะรุนแรงจากอิทธิพลของ El Nino
วิกฤตหมอกควันเป็นปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะจัดการเพียงประเทศเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของหลายประเทศ ซึ่งอาเซียนพยายามแก้ปัญหานี้มานานหลายปีแล้ว
หนึ่งในหัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้ คือ ข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อปี 2003 หรือเมื่อ 23 ปีก่อน อินโดนีเซียเป็นชาติสุดท้ายจาก 10 ชาติ ที่ให้สัตยาบันต่อข้อตกลงฉบับนี้หลังบังคับใช้ไปแล้วเกือบ 12 ปี
ขณะที่อาเซียนตั้งเป้าเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030 แต่เป้าหมายนี้ดูจะเป็นจริงได้ยาก เมื่อดูจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่ง มองว่า อุปสรรคใหญ่มาจากหลักการของอาเซียนเอง ที่จะทำอะไรแต่ละที ก็จะต้องได้รับฉันทามติจากทุกประเทศสมาชิกเสียก่อน การให้ความสำคัญกับอธิปไตยและการไม่แทรกแซง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินมาตรการต่างๆ
วิกฤตหมอกควันเป็นปัญหาที่ตามมาจากวิกฤตไฟป่า โดยข้อมูลจากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน ชี้ว่า ปีนี้ ผ่านมาแค่ 8 เดือนเศษๆ เท่านั้น แต่พื้นที่ทางตอนใต้ของอาเซียนกลับเผชิญกับไฟป่าแล้วมากกว่า 2 หมื่น 2 พันจุด ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์ El Nino ด้วยเช่นเดียวกัน
ถ้าดูข้อมูลรายเดือน นับแค่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่า ไฟป่าเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในกาลิมันตันและสุมาตรา ซึ่งสถานการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้ง เวลาอาเซียนเผชิญวิกฤตหมอกควันข้ามแดน ดังนั้น อินโดนีเซียจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทนำในการจัดการปัญหานี้ หากอาเซียนต้องการเห็นผลที่เป็นรูปธรรม
แต่หลายคน วิจารณ์ว่า อินโดนีเซียไม่ได้จริงจังมากพอ ไม่ว่าจะด้วยปัญหาเรื่องขนาดพื้นที่ประเทศที่ใหญ่โต ทำให้หลายจุดอาจอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย หรือข้อจำกัดอื่นๆ ขณะที่อาเซียนก็ไม่ได้มีอำนาจในการบังคับประเทศสมาชิกให้ทำตาม และไม่ได้มีกลไกในการลงโทษด้วย
ดังนั้น แม้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันจะอยากแก้ปัญหามากแค่ไหน สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่การพูดคุยขอความร่วมมือ เจรจาหาทางออก และหวังให้ประเทศต้นทางของปัญหายอมช่วยเหลืออย่างจริงจังและบังคับใช้มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด
เมื่อปี 2014 สิงคโปร์ผ่านกฎหมายที่เปิดทางให้สามารถยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทในต่างประเทศที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในสิงคโปร์ได้ แต่การฟ้องร้องที่เคยเกิดขึ้นกลับไม่คืบหน้าไปไหน สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคใหญ่ในการบังคับใช้กฎหมายข้ามประเทศ ซึ่งเมื่อประเมินสถานการณ์ในตอนนี้ อาจพูดได้ว่า ปัญหาหมอกควันน่าจะยังคงอยู่คู่กับอาเซียนต่อไปอีกนานทีเดียว




























































