EP.01 การเดินทางกลับบ้านใน The Odyssey แฝงความหมายอะไรอยู่ ?
ถอดรหัส The Odyssey ฉบับโนแลน: ทำไมปกรณัมกรีกอายุ 3,000 ปีถึงยังไม่ตาย
เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ถือกำเนิดมากว่า 3,000 ปี ยังคงมีชีวิตอยู่ ยังมีคนหยิบมาเล่าใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งที่ถูกเล่าใหม่ก็ได้รับความสนใจอีกครั้ง ล่าสุดคือ The Odyssey ฉบับภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่จุดกระแสให้ตำนานนี้กลับมามีชีวิตอีกหน คำถามคือ เรื่องเล่าเก่าแก่ขนาดนี้ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างไร
"ปกรณัม" คืออะไร
ปกรณัมคือเรื่องราวเรื่องเล่า ไม่ใช่ประสบการณ์ตรง แต่เป็นเรื่องที่ฟังต่อ ๆ กันมา เมื่อรวมกับคำว่า "ปรัมปรา" จึงหมายถึงเรื่องเก่าที่ไม่รู้ว่าถ่ายทอดกันมานานเท่าไหร่ ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่แรก แต่เป็นการสะสมถ้อยคำและเวอร์ชันของคนหลากหลายที่เล่าผ่านผู้ขับขาน
โลกยุคก่อนไม่มีความบันเทิงพร้อมสรรพเหมือนปัจจุบัน การได้ฟังเรื่องเล่าจึงเป็นโอกาสพิเศษ มีนักร้องนักเล่าเรื่องที่เรียกว่า "แร็ปโซด" (rhapsode) เดินทางจากเมืองสู่เมือง ประกอบดนตรี เก็บสะสมเรื่องราวจากเมืองหนึ่งไปเล่าต่ออีกเมืองหนึ่ง ในแง่นี้ The Odyssey ฉบับโนแลนดึงความคล้ายคลึงข้ามยุคออกมาอย่างแยบคาย ด้วยการทำให้ผู้ขับขานกลายเป็นแร็ปเปอร์
ประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือเรื่องแต่ง
The Odyssey ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ หากคือเรื่องแต่ง แต่แม้แต่คนแต่งเรื่องก็ต้องการภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และสถานที่จริงมาประกอบ เมืองอย่างอิธากาของโอดิสเซียส สปาร์ตา ไมซีเนของอากาเมมนอน และทรอย ล้วนมีอยู่จริงในกรีซ นี่คือเทคนิคที่ทำให้คนดูเชื่อ เพราะเมื่อเรื่องอ้างอิงสถานที่ที่คนฟังรู้จัก เรื่องก็ดูสมจริงขึ้นทันที
ทรอยถูกตามหากันนานหลายศตวรรษ จนกระทั่งราวศตวรรษที่ 17-18 จึงมีการเชื่อกันจริงจังว่าทรอยมีอยู่จริง บริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศตุรกี นักโบราณคดีสมัครเล่นคนหนึ่งมุ่งมั่นขุดค้นจนพบ แม้ความเป็นมือสมัครเล่นจะทำให้หลักฐานเสียหายไปบ้าง สิ่งที่พบคือเมืองซ้อนทับกันถึงเก้าหรือสิบชั้น เพราะอารยธรรมหนึ่งล่มสลายด้วยโรคระบาดหรือการปล้นสะดม แล้วมีเมืองใหม่สร้างทับซ้อนขึ้นไป
ส่วนโฮเมอร์ ผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นคนแต่ง ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามีตัวตนเป็นหนึ่งเดียวจริงหรือไม่ เพราะก่อนถูกบันทึก เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ เล่าปากต่อปากมาเป็นร้อยปี เทียบได้กับรามายณะที่ระบุผู้แต่งว่าฤๅษีวาลมีกิ ซึ่งจะมีตัวตนจริงหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ แต่การมีชื่อผู้แต่งทำให้เรื่องดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้น และเมื่อเป็นการเล่าสด นักเล่าแต่ละคนย่อมเล่าไม่เหมือนกัน เห็นคนฟังสนใจตรงไหนก็ขยายความ "ใส่สีตีไข่" ตรงนั้นเพิ่ม เรื่องจึงถูกแต่งเติมเรื่อยมา
ทำไมต้องมีเทพเจ้าและอสูร
เหตุผลมีสองข้อ หนึ่งคือความสนุก สองคือความเชื่อ ชาวกรีกเชื่อในเทพเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย ประโยคเปิดเรื่องของอีดิธ แฮมิลตัน ที่ว่า "ชาวกรีกสร้างเทพเจ้าขึ้นด้วยภาพลักษณ์ของตัวเอง" ล้อกับพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์
มนุษย์ฉายความเป็นมนุษย์ลงไปในธรรมชาติและสิ่งรอบตัว ทะเลที่ปั่นป่วนก็เป็นเทพเจ้าบันดาลแล้วตั้งชื่อให้ เช่น โพไซดอน เทพเจ้าจึงมีทั้งความรัก ความโลภ ความกลัว และความกระหายเลือดเหมือนมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่เราเชื่อมโยงกับเรื่องเหล่านี้ได้ แม้แต่เอเลี่ยนหรือหุ่นยนต์ในภาพยนตร์ก็คือภาพฉายของความเป็นมนุษย์ E.T. จับใจผู้ชมเพราะอบอุ่นน่ารักเหมือนมนุษย์ที่เป็นมิตร ส่วนเอเลี่ยนน่าเกลียดก็คือมนุษย์ที่เป็นศัตรู แม้แต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับหมาก็เล่าผ่านค่านิยมของมนุษย์ สุดท้ายเราเสพเรื่องราวเหล่านี้เพื่อส่องสะท้อนความเป็นมนุษย์ของตัวเอง
ต้นเรื่องของสงครามทรอย
The Odyssey เป็นหนึ่งในมหากาพย์สองเรื่องที่ต่อเนื่องกัน แต่ละเรื่องกินเวลาสิบปี อีเลียด (อีเลียมเป็นอีกชื่อของทรอย) ว่าด้วยสงครามเมืองทรอย ส่วนโอดิสซีว่าด้วยการเดินทางกลับบ้านของโอดิสเซียส
ต้นเหตุของสงครามมาจากเอริส เทพีแห่งความบาดหมาง (Discord) ที่ไม่ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงบนโอลิมปัส จึงเสกแอปเปิลสลักว่า "สำหรับผู้ที่งามที่สุด" เมื่อเหล่าเทพีต่างอยากเป็นผู้งามที่สุด ซูสเลี่ยงที่จะตัดสินเพราะรู้ว่าจะเดือดร้อนตัวเอง จึงให้มนุษย์ตัดสินแทน มนุษย์คนนั้นคือปารีส เด็กเลี้ยงแกะเชื้อสายเจ้าชายแห่งทรอย เทพีทั้งสามใช้วิธีติดสินบน องค์หนึ่งเสนอความมั่งคั่ง องค์หนึ่งเสนอชื่อเสียงความยิ่งใหญ่ และอโฟรไดที (วีนัส) เสนอหญิงงามที่สุดในโลก ปารีสในฐานะชายหนุ่มจึงเลือกหญิงงาม
หญิงงามที่สุดคือเฮเลนแห่งสปาร์ตา ผู้เป็นภรรยาของเมเนลาอุสอยู่แล้ว เมื่อปารีสลักพาตัวเธอกลับทรอย ชาวกรีกถือเป็นการหยามเกียรติ อากาเมมนอน พี่ชายของเมเนลาอุสและกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ จึงระดมพล ทว่าเหตุผลเรื่องการลักพาตัวไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง เหตุผลที่แท้จริงคือความต้องการบดขยี้ทรอยเพราะเป็นเส้นทางการค้าสำคัญ ประเด็นนี้แหลมคมและเจ็บแสบเมื่อวางเทียบกับความขัดแย้งในปัจจุบัน
ม้าไม้เมืองทรอย กับบาดแผลของผู้ชนะ
เมื่อสงครามติดแหง็กเพราะทะลวงกำแพงเมืองทรอยไม่ได้ โอดิสเซียสผู้มีคุณสมบัติเด่นด้านสติปัญญาก็คิดอุบายม้าไม้เมืองทรอยขึ้น ฉากที่โอดิสเซียสอยู่ในท้องม้าและตระหนักถึงสิ่งที่ตนก่อ เชื่อมโยงกับ Oppenheimer ผลงานก่อนหน้าของโนแลนได้ชัดเจน คือภาพของผู้สร้างที่ตระหนักว่าตนได้ก่อความพินาศให้มนุษยชาติมากเพียงใด
คำถามที่ตามมาคือ การที่โอดิสเซียสนำทหารไปแล้วกลับมาเพียงลำพัง เขาชนะหรือแพ้กันแน่ ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีแพ้ชนะเป็นคำตัดสินสุดท้าย เราอาจมองว่าเขาชนะและเป็นวีรบุรุษ แต่อีกด้านหนึ่งเขาต้องกลับไปสร้างชีวิตใหม่ด้วยวิธีการที่เขาเองก็ตั้งคำถาม และไม่อาจกลับไป ณ จุดเดิมที่เขาจากบ้านมาได้
การกลับบ้านที่ไม่มีวันเหมือนเดิม
จุดที่ลึกที่สุดคือ โอดิสเซียสสารภาพกับคาลิปโซว่าแท้จริงเขาไม่ได้อยากกลับบ้าน นี่คือภาพของคนที่มีบาดแผลจากสงคราม เห็นโลกเปลี่ยนไป ตัวตนไม่เหมือนเดิม การกลับไปหาผู้คนที่เคยเป็นบ้านจึงต่อกันติดยาก เทียบกับปัจจุบันก็คือทหารที่กลับจากสงครามพร้อมภาวะ PTSD และอธิบายได้ว่าทำไมอาธีนาถึงติดตามโอดิสเซียสตลอด เพราะในภาพยนตร์ไม่มีเทพเจ้าองค์อื่นปรากฏ อาธีนาที่เห็นอาจไม่ได้มีอยู่จริง แต่เป็นภาพสะท้อนของเสียงในหัวของเขาเอง
รูปแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิด "การเดินทางของวีรบุรุษ" (Hero's Journey) ของโจเซฟ แคมป์เบลล์ ที่วีรบุรุษเดินทางจากโลกปกติสู่โลกที่ไม่รู้จัก แล้วต้องหวนคืนสู่โลกปกติอีกครั้ง โอดิสเซียสละเมิดระเบียบ (ในภาพยนตร์ใช้คำว่ากฎแห่งซุส) แล้วต้องแสวงหาทางกลับคืนสู่ระเบียบทั้งของโลกภายนอกและระเบียบในใจตนเอง แม้ไม่ต้องผ่านสงคราม เพียงถูกส่งไปไกลบ้านตั้งแต่เด็กแล้วกลับมา เราก็ไม่ใช่คนเดิม บ้านและความสัมพันธ์รอบตัวก็ไม่เหมือนเดิม เพราะเรามองโลกต่างไปแล้ว คำว่า "บ้าน" (home) จึงไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง (belong) รู้สึกปลอดภัยและได้รับการต้อนรับ
ในเชิงสัญลักษณ์ การเนรเทศ (exile) เป็นบทลงโทษที่เลวร้ายที่สุดสำหรับชาวกรีกที่สร้างอารยธรรมแบบชุมชนเมือง เช่นเดียวกับที่อีดิปุสเลือกเนรเทศตัวเองในตอนท้าย และการมุ่งหน้าสู่ตะวันตก (the West) คือการมุ่งสู่ความตายและโลกใต้พิภพ ในภาพยนตร์ ตอนท้ายโอดิสเซียสกับภรรยาออกเดินเรือมุ่งสู่ตะวันตก การตีความจึงเปิดกว้าง เพราะการสิ้นสุดบางครั้งคือการเริ่มต้นใหม่ และการเริ่มต้นใหม่บางครั้งก็คือการมุ่งสู่จุดสิ้นสุดอีกจุดหนึ่ง
สิ่งที่โนแลนตีความใหม่
ภาพยนตร์ฉบับนี้รื้อความเชื่อบางอย่าง เช่น การเลือกลูปิตา ยองโก มารับบทเฮเลน ซึ่งไม่ใช่แค่ประเด็นความหลากหลาย แต่เพราะเส้นทางการค้าทำให้ผู้คนหลากเชื้อชาติหลอมรวมอยู่ในหม้อเดียวกัน ทั้งคนเอเชีย คนอินเดีย และคนแอฟริกา โดยไม่มีการแบ่งเชื้อชาติชัดเจน ฉากที่เฮเลนนั่งอยู่กับความขมขื่นขณะเมเนลาอุสจะเล่าเรื่องสงครามทรอย สะท้อนความรู้สึกของผู้ที่ความงามของตนกลายเป็นต้นเหตุของสงครามและความหายนะของคนอื่น
การตีความตัวละครอื่นก็เปลี่ยนไป เชอร์ซี (Circe) กลายเป็นตัวละครที่น่าเห็นใจ เธอบอกว่าคนของโอดิสเซียสต่างหากที่จะทำร้ายเธอหากไม่จัดการก่อน เธอไม่ได้สาปพวกเขา แต่เปลี่ยนให้เป็นไปตามธรรมชาติของตัวเอง คนที่ตะกละเหมือนหมูก็กลายเป็นหมู อีกชั้นที่ลึกคือตอนท้ายโอดิสเซียสตระหนักว่าตัวเขาและพวกพ้องเองคือ "ผู้คนจากท้องทะเล" (People from the Sea) ที่เที่ยวปล้นชิง ซึ่งเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ช่วงปลายยุคสัมฤทธิ์ ส่วนคาลิปโซในเรื่องเดิมมีวรรคทองแบบเฟมินิสต์ยุคแรก คือตั้งคำถามว่าทำไมเทพเจ้าผู้ชายมีเมียเป็นมนุษย์ได้ แต่เทพเจ้าผู้หญิงมีสามีเป็นมนุษย์ไม่ได้ แม้ภาพยนตร์จะตัดส่วนนี้ออก แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนมีจุดหมายในการเล่า เพราะไม่มีใครดัดแปลงนิยายมาเป็นภาพยนตร์ได้ตรงเป๊ะทุกส่วน
อุบายม้าไม้เมืองทรอยในแง่ปัจจุบันคือการเล่นไม่แฟร์ และโอดิสเซียสเองก็ตระหนักถึงความไม่แฟร์ของตน ต่างจากตอนล่าสัตว์ที่เขายังเล่นแฟร์ด้วยการส่งเสียงให้หมูป่ารู้ตัว การรู้ว่าตัวเองเล่นไม่แฟร์จึงค้างคาอยู่ในใจ อีกจุดที่ภาพยนตร์เลือกไม่ทำคือตอนไซคลอปส์ (พอลิฟีมัส) ที่โอดิสเซียสบอกชื่อว่า "โนบอดี้" (อูทิส) เพราะในภาษากรีกคำนี้เป็นชื่อได้และมีความหมาย แต่ในภาษาปัจจุบันมันกลายเป็นเรื่องตลกและทำให้ยักษ์ดูโง่ ซึ่งการมีศัตรูที่โง่ไม่สมศักดิ์ศรีกับพระเอก เพราะการเอาชนะคนโง่ไม่มีศักดิ์ศรี รวมถึงตอนที่โอดิสเซียสตะโกนบอกชื่อจริงด้วยความอหังการ (hubris) ก็ถูกตัดออกด้วย
คำว่า "กฎของซุส" ที่ถูกย้ำในภาพยนตร์ไม่มีในเวอร์ชันดั้งเดิม สิ่งที่มีคือหลักการต้อนรับขับสู้แขก (hospitality) ที่เจ้าบ้านมีหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งดีต่อความปลอดภัยของสังคม ต่างจากยุคคนเถื่อน มนุษย์สร้างกฎนี้ขึ้นแล้วยกให้เป็นของเทพเจ้า โดยอ้างว่าเทพเจ้าอาจปลอมตัวมาเป็นขอทาน หากไล่เขาไปก็จะกระตุ้นความโกรธของเทพเจ้า ผู้คนจึงเชื่อฟัง
ทำไมปกรณัมกรีกยังอยู่กับเรา
เพราะอารยธรรมกรีกเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตก ต่อมาโรมันรับเอาไปเกือบทั้งหมด เปลี่ยนเพียงชื่อเทพเจ้าให้เป็นของโรมัน แม้โรมันจะไม่โดดเด่นด้านศิลปะ แต่กรีกในแง่วรรณกรรมนั้นน่ายกย่อง จนวงการละครปัจจุบันยังใช้เป็นต้นแบบ เมื่อโรมันครองยุโรปและชาวยุโรปแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก รากฐานนี้จึงกระจายและกลายเป็นค่านิยมที่ฝังลึก แม้ขาดสายไปบ้างในยุคมืด แต่พอถึงยุคเรอเนซองส์ก็กลับมาสนใจและวาดถึงเทพกรีกกันมากมาย
ร่องรอยเหล่านี้ยังอยู่จนปัจจุบัน เช่น การเข็นหินของซิซิฟัส คนหลงตัวเองที่เรียกว่านาร์ซิสซัส (ในเรื่องเดียวกันมีเอคโค นางไม้ที่ถูกสาปให้พูดได้แค่พยางค์สุดท้าย อันเป็นที่มาของคำว่า echo) จุดอ่อนที่เรียกว่า Achilles heel ของกำนัลซ่อนภัยที่เรียกว่า Trojan horse ชื่อดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่ล้วนเป็นชื่อเทพเจ้า จักรวาลมาร์เวลที่หยิบชื่ออย่างธานอสจากไททัน หรือโครงการอวกาศของนาซาที่ใช้ชื่ออะพอลโลและอาร์เทมิส
ที่น่าสังเกตคือ ทำไมปกรณัมกรีกถูกมองว่า "สากล" ขณะที่เรื่องอย่างปลาบู่ทองหรือเงาะป่าถูกมองว่าเป็น "ท้องถิ่น" คำตอบผูกอยู่กับอำนาจ อารยธรรมกรีก-โรมันมีพื้นฐานแข็งแกร่งและแผ่ไปทั่ว เมื่ออำนาจแผ่ไปถึงไหน เรื่องเล่าและค่านิยมก็ถูกเผยแผ่ไปด้วย ความเป็นท้องถิ่นไม่ได้ด้อยกว่า เพียงแต่ขอบเขตแคบกว่า เหมือนภาษาไทยที่มีคนเข้าใจไม่กี่ชาติ
เรื่องเล่าสำคัญกับมนุษย์อย่างไร
ในมุมของยูวัล โนอาห์ แฮรารี มนุษย์ (โฮโม เซเปียนส์) เอาชนะสัตว์อื่นและมนุษย์สายพันธุ์อื่นจนเหลือเพียงสปีชีส์เดียว ทั้งที่สัตว์อื่นในโลกไม่มีชนิดใดเหลือเพียงสปีชีส์เดียว เพราะเซเปียนส์ผูกกันและกันด้วย "เรื่องเล่า" หากไม่มีเรื่องเล่าที่เชื่อร่วมกันได้ เราคงไม่อาจโน้มน้าวให้ลิงอดกินกล้วยตอนนี้เพื่อสะสมบุญไว้ภายหน้า ลิงย่อมกินจนหมด แต่มนุษย์สร้างเรื่องเล่าว่าการเก็บไว้จะได้บุญบารมี เมื่อเลือกเชื่อในเรื่องเล่าแล้ว มนุษย์จึงร่วมมือกันเป็นปึกแผ่น ดังที่แฮรารีเขียนไว้ว่าเราจะไม่มีวันเห็นชิมแปนซีสามตัวช่วยกันแบกซุงท่อนเดียวไปสร้างบ้าน
เรื่องเล่าอย่างพระเจ้า เงินตรา หรือแบรนด์ ล้วนเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้แต่เชื่อร่วมกัน หากไม่มีเรื่องเล่าเรื่องเงิน เราคงไม่บูชากระดาษเป็นพระเจ้า เรื่องเล่าจึงสร้างอารยธรรมและความเป็นมนุษย์ขึ้นมา สร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นทำให้คนยอมตายเพื่อมันได้
อ่านปกรณัมกรีกวันนี้เพื่ออะไร
เหตุผลแรกคืออ่านเพื่อความสนุก เหตุผลที่ลึกกว่าคือคุณค่าของงานอยู่ที่การเปิดให้ตีความได้หลากหลาย ยิ่งตีความได้ลึกและกว้างเท่าไหร่ ผลงานก็ยิ่งมีชีวิตและมีค่า หากสิบคนอ่านแล้วเข้าใจตรงกันหมด ก็เป็นเพียงการเล่าตรงไปตรงมาแล้ววางทิ้ง แต่มหากาพย์ที่ยืนยงคือเรื่องที่สิบคนอ่านแล้วตีความต่างกันตามประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน และมีแง่มุมใหม่ให้สำรวจเสมอเมื่อเทียบเคียงกับปัจจุบัน
สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ มนุษย์แทบไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์จึงกลับมาซ้ำรอย ทุกวันนี้ยังมีสงคราม และผู้คนยังต้องออกเดินทางตามหา "บ้าน" ผลงานศิลปะไม่ใช่การเฉลยข้อสอบ ทุกคนมีสิทธิ์ตีความ และไม่มีการตีความใดเป็นคำตัดสินสุดท้าย เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมตั้งอยู่และดับไปในที่สุด
“ก็มันคาใจ” ชมเต็มอิ่มแบบ Uncut ทุกวันพุธ เวลา 21.30 น. (เฉพาะออนไลน์เท่านั้น) www.thaipbs.or.th/KmanKaJaiYouTube และชมอีกครั้งทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30 น.




























































