EP.4 เมื่อ AI ฉลาดขึ้น มนุษย์อย่างเราจะมีความหมายอะไร ?
AI จะลดทอนความเป็นมนุษย์เราไหม? บทสนทนากับโปรเฟสเซอร์ไทยคนแรกที่ MIT
คำถามที่หลายคนสงสัยเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ การใช้ AI มากขึ้นจะลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราลงหรือไม่ รายการ ก็มันคาใจ EP4 ชวน "พีพี" ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร หนึ่งในผู้รู้ด้าน AI ระดับแนวหน้าและคนไทยคนแรกที่เป็นโปรเฟสเซอร์ที่ MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) มาช่วยคลายปม ซึ่งคำตอบที่ได้กลับไม่จบแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แต่เป็นการชวนตั้งคำถามใหม่ทั้งหมด
คำถามที่ผิด กับการเปรียบเทียบ AI เป็นอาหาร
จุดตั้งต้นที่พีพีชวนท้าทายคือ คำถามที่ว่า "ใช้ AI แล้วจะลดทอนความเป็นมนุษย์ไหม" อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องนัก เพราะมันเหมือนกับการถามว่า "การกินอาหารจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้นหรือแย่ลง" คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเรากินอาหารแบบไหน ฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณภาพตามหลักโภชนาการ
AI ก็เช่นกัน มันไม่ใช่สิ่งเดียว และการมองว่า AI ทุกวันนี้คือเวอร์ชันสุดท้ายแล้วก็เป็นการลดทอนความเป็นไปได้ของอนาคต คำถามที่สำคัญกว่าจึงเป็นว่า เราใช้ AI แบบไหน AI นั้นถูกออกแบบมาอย่างไร และพฤติกรรมของมันกระตุ้นให้เรากลายเป็นคนแบบไหน เช่นเดียวกับที่การกินอาหารให้มีสุขภาพดีต้องอาศัยชุดความรู้เรื่องโภชนาการ การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ก็ต้องการชุดความรู้ในการใช้มันเช่นกัน
สมการสามตัวแปร: มนุษย์ AI และโครงสร้างสังคม
พีพีเสนอว่าเมื่อพูดถึงว่า AI จะทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน มีตัวแปรอยู่สามตัวที่โยงกันอยู่ หนึ่งคือมนุษย์ใช้ AI แบบไหน สองคือ AI ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้มนุษย์กลายเป็นคนแบบไหน และสามคือปัจจัยที่ใหญ่ขึ้นอย่างสังคม สถาบัน หรือโครงสร้างทั้งหมด ว่าเอื้อให้สองอย่างแรกพาเราไปสู่จุดไหน
ประเด็นสำคัญที่พีพีย้ำคือ AI ไม่ใช่แค่โจทย์ทางวิศวกรรม แต่เป็นโจทย์ว่าเราจะออกแบบอนาคตของมนุษยชาติอย่างไร แทนที่จะมองแคบว่ามันช่วยเพิ่มผลิตภาพหรือทำงานได้เร็วขึ้น เราควรมองความเป็นไปได้ที่กว้างกว่านั้น เช่น การช่วยให้เราเรียนรู้ได้ดีขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น และภูมิใจกับตัวเองในระยะยาว ซึ่งพีพีใช้คำว่าการทำให้มนุษย์ "เฟอริช (flourish)" หรือผลิบานงอกงาม
พฤติกรรมของ AI ที่ต้องระวัง
เมื่อเจาะไปที่ตัว AI พีพีชี้ว่ามันประกอบด้วยพฤติกรรมหลากหลายแบบที่ซ่อนอยู่ ตัวอย่างที่ควรระวังมีสองอย่าง อย่างแรกคือ "ซิโคแฟนซี (sycophancy)" หรือการที่ AI ประจบสอพลอ พูดในสิ่งที่เราอยากได้ยิน งานวิจัยของพีพีและเพื่อนในวงวิชาการแสดงให้เห็นว่า หาก AI มีลักษณะประจบสอพลอ มันจะทำให้คนเสพติด AI มากขึ้นและมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันน้อยลง เพราะเพื่อนที่ดีย่อมมีการโต้แย้งหรือให้คำแนะนำที่ขัดใจกันบ้าง
อย่างที่สองคือ "ค็อกนิทีฟออฟโหลดดิ้ง (cognitive offloading)" หรือการที่ AI กระตุ้นให้คนหยุดใช้ความคิดของตัวเองแล้วให้ AI คิดแทน เช่น เมื่อเด็กให้ AI ทำการบ้าน แล้ว AI ให้คำตอบสำเร็จรูปทันทีแทนที่จะช่วยให้เด็กคิดเป็นขั้นตอน ทั้งสองพฤติกรรมนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ระยะยาวที่อาจทำให้คนคิดน้อยลง มีความสัมพันธ์กับมนุษย์น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อประชาธิปไตยและสังคมในวงกว้าง
จากงานวิจัยสู่นโยบาย
ในมุมของบริษัทผู้ผลิต ยิ่งคนเสพติดและอยากคุยกับ AI มากเท่าไหร่ การใช้งานก็ยิ่งมากขึ้น พีพีจึงมองว่านอกจากพฤติกรรมของ AI แล้ว สังคมและสถาบันก็ต้องสร้างกติกาในการอยู่กับ AI ด้วย งานวิจัยของพีพีเคยนำไปสู่นโยบายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ออกมาปกป้องไม่ให้เด็กถูก AI ชักจูงไปในทางที่ผิด เพราะเด็กอาจแยกไม่ออกว่าคาแรกเตอร์ที่คุยด้วยมีอิทธิพลทางบวกหรือลบ นโยบายจึงกำหนดให้มีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องการฆ่าตัวตายและการล่อลวงทางเพศกับเด็ก จุดยืนของพีพีไม่ใช่การแบน AI ทั้งหมดหรือรับมันทุกประเภท แต่คือการเข้าใจว่าพฤติกรรม AI แบบไหนเป็นบวกหรือลบ
เทคโนโลยีในระบบทุนนิยม กับการมองหาความเป็นไปได้ใหม่
พีพีเปรียบเทียบว่าเทคโนโลยีเหมือนมีด จะเอาไปแทงคนหรือปอกผลไม้ก็ได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า AI เกิดขึ้นในระบบที่เป็นทุนนิยม ถ้าเราเอาเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในระบบเดิม เราจะได้ผลลัพธ์แบบเดิม คือคนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง หรือเด็กทำข้อสอบเก่งขึ้นแต่ให้ AI คิดแทน เพราะเราแค่เอาเทคโนโลยีมาทำให้ระบบเดิมวิ่งเร็วขึ้น
สิ่งที่พีพีเสนอคือการมองหาความเป็นไปได้อื่นที่เทคโนโลยีเปิดให้ ซึ่งต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์และปัญญา เขายกตัวอย่างการมอง AI ในมุมใหม่ เช่น "ออกเมนเต็ดอินเทลลิเจนซ์ (augmented intelligence)" หรือปัญญาเสริมแทนปัญญาประดิษฐ์ ที่ออกแบบให้ AI มาเสริมปัญญาเราแทนที่จะทดแทน หรือ "แอนเซสเตอร์อินเทลลิเจนซ์ (essential intelligence)" ที่มอง AI เป็นส่วนขยายขององค์ความรู้จากบรรพบุรุษมนุษยชาติ ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วเราจะเป็นบรรพบุรุษแบบไหนให้คนรุ่นต่อไป การมองผ่านหลายมุมเช่นนี้ทำให้เห็นความเป็นไปได้ของระบบที่อาจยังไม่มีในทุกวันนี้
บทเรียนจาก MIT: เทคโนโลยีในฐานะการแสดงออกของความเป็นมนุษย์
เมื่อพูดถึงกรอบคิดที่ต่างออกไป พีพีเล่าว่า แม้ MIT จะเป็นสถาบันที่โฟกัสเรื่องเทคโนโลยี แต่คนที่นั่นมาจากหลากหลายสาขา ทั้งปรัชญา ศิลปะ และจิตวิทยา มารวมกันเพื่อตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้วเทคโนโลยีคืออะไรกันแน่ และเราจะออกแบบเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์มีประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ที่ลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ MIT Media Lab ซึ่งคำว่า "มีเดียม" หมายถึงตัวกลาง ที่ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่พาเราไปสู่เป้าหมายบางอย่าง
สำหรับพีพี เทคโนโลยีจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เราแสดงออกผ่านบทกวี งานศิลปะ และดนตรี แต่น่าเศร้าที่ทุกวันนี้การแสดงออกเหล่านั้นมักถูกใช้ไปในทางรับใช้ระบบทุนนิยม หน้าที่ของนักเทคโนโลยีและนักวิชาการจึงเป็นการขยายความเป็นไปได้ ทุกครั้งที่โลกบอกว่าอนาคตมีแค่แบบเดียว ที่ MIT จะบอกว่าโลกแบบอื่นก็เป็นไปได้เช่นกัน
เรียนวรรณกรรมเพื่อฝึกการตีความ
สิ่งที่พีพีเห็นว่าสำคัญในการสร้างปัญญาคือการเข้าใจว่าชุดความคิดแบบไหนสร้างชุดความคิดแบบไหนต่อไป ถ้าเราอยากคิดแบบใหม่ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าสมมติฐานหรือวัตถุดิบทางความคิดของเรามาจากไหน เขาเล่าว่าโชคดีที่ได้ไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งการเรียนวรรณกรรมคลาสสิกที่นั่นไม่ได้เน้นให้จำว่าใครทำอะไร ใครฆ่าใคร แต่ให้ถกเถียงกันว่าเรามองเห็นอะไรในเรื่องราวนั้นบ้าง หากเห็นแค่อะไรตื้น ๆ จะได้ศูนย์คะแนน
เพราะการเรียนวรรณกรรมคือการฝึกให้คนเห็นความเป็นไปได้ในเรื่องราว และเมื่อเราเห็นความเป็นไปได้ในชีวิตของตัวละคร มันทำให้เรากลับมามองเรื่องราวในชีวิตตัวเองเปลี่ยนไป เห็นว่าชีวิตที่ดูเป็นเส้นตรงนั้นตีความได้หลายแบบ ทักษะการอ่านและการตีความจึงสำคัญมากไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร เพราะช่วยให้เราเห็นความเป็นไปได้ที่ซ้อนอยู่ในเรื่องราวที่เรากำลังเสพอยู่
ความรู้ไม่เคยเป็นกลาง: อคติที่ซ่อนอยู่ใน AI
ประเด็นที่แหลมคมคือ AI ไม่ได้ให้คำตอบที่เป็นกลาง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า AI จากแต่ละประเทศมีชุดความคิดโยงกับรัฐ AI จากประเทศเผด็จการก็มีแนวโน้มพูดแบบหนึ่ง AI จากประเทศเสรีก็พูดอีกแบบหนึ่ง ที่รุนแรงกว่านั้นคือเพื่อนของพีพีที่ MIT ทำวิจัยพบว่าหลายครั้ง AI ถูกออกแบบมาให้ตอบในแบบที่คนอาจไม่ได้ประโยชน์ เช่น เมื่อคนไปปรึกษาเรื่องการล้มละลาย AI มักแนะนำวิธีที่ผิดและต้องจ่ายมากกว่าเดิม ทั้งที่มีทางที่ง่ายกว่า คำตอบของ AI จึงมีอคติที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตได้
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ AI ยังคาดเดาด้วยว่าคนที่คุยด้วยอยู่ระดับไหน จบปริญญาเอก เป็นคนชนชั้นกลาง คนรวยหรือคนจน แล้วเลือกคำตอบให้เข้ากับบริบทนั้น งานวิจัยของเพื่อนพีพีที่ฮาร์วาร์ดพบว่า เมื่อวิเคราะห์เข้าไปในนิวรอลเน็ตเวิร์ก (Neural Network) ของ AI จะเห็นว่ามันมีส่วนที่ตอบสนองเมื่อคนบางประเภทคุยด้วย เช่น ถ้า AI คิดว่าเราไม่น่าจะซื้อตั๋วชั้นธุรกิจได้ มันก็อาจบอกว่าตั๋วหมดแล้วทั้งที่ยังมีอยู่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ AI ที่ควรจะทำให้ทุกคนเข้าถึงปัญญาได้เท่ากัน กลับทำให้คนติดอยู่ในชนชั้นเดิม
อีกงานวิจัยที่พีพีทำร่วมกับ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ที่ NTU (Nanyang Technological University) สร้างใบสมัครที่เหมือนกันทุกอย่างแต่เปลี่ยนนามสกุล แล้วให้ AI ตัดสินตำแหน่ง พบว่าถ้าใบสมัครมีนามสกุลดัง AI จะคิดว่าคนนั้นฉลากกว่าและให้ตำแหน่งสูงกว่า เพราะโมเดลเรียนรู้ว่าคนแบบนี้ส่วนมากอยู่ในตำแหน่งสูง อคติเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เราอาจคาดไม่ถึงและสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่จริงในโลก
งูกินหาง: เมื่อข้อมูลปลอมกลายเป็นจริง
พีพีชี้ถึงความกังวลว่า ในโลกอินเทอร์เน็ตที่สร้างข้อมูลได้ตลอดเวลา หากมีการสร้างข้อมูลที่ไม่จริงซ้ำ ๆ เป็นล้านครั้ง วันหนึ่งข้อมูลที่ไม่จริงอาจกลายเป็นจริงและลบเลือนสิ่งที่เคยมีได้ นี่คือปรากฏการณ์งูกินหาง เพราะเมื่อ AI สร้างข้อมูลปลอมขึ้นมามาก ข้อมูลเหล่านั้นก็ถูกนำไปเทรน AI ต่อ ทำให้หลายคนกังวลว่าในอนาคตโมเดลอาจฉลาดน้อยลงเพราะข้อมูลปลอมมีมากกว่าข้อมูลจริง เราจึงไม่ควรมอง AI วันนี้ว่าเป็นเวอร์ชันสุดท้าย เพราะอนาคตอาจดีกว่าหรือแย่กว่านี้ก็ได้ และเรามีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้ AI แบบไหน
ฉลากโภชนาการสำหรับ AI
เพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้ พีพีกำลังทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกับ AI แล็บระดับแนวหน้าและรัฐบาลหลายประเทศ ในการสร้างวิธีใหม่ในการประเมิน AI ชื่อว่า Open Benchmark for Human Impact of AI ปกติเวลาบริษัทปล่อย AI ใหม่มักบอกว่าโมเดลฉลาดกว่า เขียนโค้ดเก่งกว่า เก่งคณิตศาสตร์กว่า แต่ไม่เคยวัดว่า AI ตัวนั้นทำให้คนเรียนรู้ได้ดีขึ้นไหม โปรเจกต์นี้จึงสร้างสถานการณ์จำลอง เช่น กรณีที่เด็กบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย แล้วดูว่า AI ตอบแบบไหน โดยมีนักจิตวิทยามาช่วยประเมิน
จุดเด่นคือการทำให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ด้วยการสร้างเป็นเหมือน "ฉลากโภชนาการ" ของ AI เหมือนที่เราพลิกดูว่านมมีแคลอรีเท่าไหร่ เราจะดูได้ว่า AI ตัวนี้มีความประจบสอพลอแค่ไหน ให้ความจริงแค่ไหน กระตุ้นให้เราอยากเรียนรู้แค่ไหน เพื่อให้เราเท่าทันว่ากำลังเจอพฤติกรรมแบบไหนใน AI ที่ใช้อยู่
เมื่อความเป็นไปได้เปิดกว้าง: AI ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบตะวันตก
พีพีเล่าว่าเวลากลับมาไทย คนมักมอง AI ในทางเดียวกันหมดว่า AI มาแล้วคนตกงานแน่ ต้องรีบเรียนไม่งั้นตามไม่ทัน แต่ที่ MIT มีกลุ่มวิจัยที่ทำเรื่อง AI กับคนพื้นเมือง ซึ่งมองเทคโนโลยีไม่เหมือนคนในระบบทุนนิยม สำหรับพวกเขา AI อาจเป็นตัวแทนของท้องฟ้าแทนที่จะเป็นชุดความรู้แบบตะวันตก สิ่งนี้จุดประกายให้พีพีมองว่าเราไม่จำเป็นต้องมอง AI เป็นแบบมนุษย์หรือเป็นเทพ แต่มีมุมมองแบบอื่นได้ นี่คือเหตุผลที่เขากลับมาไทยเพื่อทำงานเรื่อง "แอนเซสตรัลอินเทลลิเจนซ์ (essential intelligence)" ร่วมกับศิลปิน ในการเอา AI มาเข้าใจวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเชื่อว่ายิ่งเราถอยออกมาจากกระแสหลักมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น
เหยื่อของการล่าอาณานิคมทางความคิด
พีพียังเชื่อในเรื่องราวแบบ "เดวิดกับโกไลแอธ" ว่าคนตัวเล็กหรือคนชายขอบสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ และยิ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากเท่าไหร่ ยิ่งอาจหลงไปกับสิ่งนั้นจนไม่เห็นความจริง เมื่อพูดถึงความรู้สึกว่าคนตัวเล็กเป็นเหมือนฝุ่นผงในเกมที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ครองอยู่ พีพีชี้ว่าสิ่งที่อันตรายกว่าการล่าอาณานิคมเชิงพื้นที่คือการล่าอาณานิคมทางความคิด ที่เข้ามาฝังชุดความคิดบางอย่างในหัวเรา ว่าเราต้องใช้ AI แบบนี้ ต้องดูติ๊กต็อกครั้งละ 5 - 10 นาที
เขาอธิบายว่าเมื่อก่อนเราเรียกมันว่า "แอตเทนชันอีโคโนมี (attention economy - เศรษฐศาสตร์ที่มองว่าความสนใจและเวลาของมนุษย์มีค่า)” ที่แย่งสมาธิเรา แต่ตอนนี้มันก้าวล้ำไปกว่านั้นเป็น "อินเทนชันอีโคโนมี (intention economy - เศรษฐกิจที่มองอำนาจอยู่ที่ผู้ซื้อ)" คือการกำหนดว่าเราจะทำอะไรและตัดสินใจแบบไหน วิธีต่อสู้กับการล่าอาณานิคมทางปัญญาจึงเป็นการสร้างปัญญาของตัวเองขึ้นมา บ่มเพาะการคิดเชิงวิพากษ์ ไม่เชื่อไปทั้งหมด และหมั่นตรวจสอบความคิดของตัวเองอยู่เสมอ นี่เป็นเหตุผลที่พีพีเลือกไม่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพราะรู้สึกว่าถ้ากลายไปเป็นแบบนั้นอาจสูญเสียความคิดบางอย่างไป เนื่องจากต้องทำเพื่อยอดไลก์และยอดแชร์
AI ในฐานะกระจกสะท้อนตัวเรา และการช่วยให้เด็กไทยเห็นฝันที่เป็นตัวเองได้ชัดขึ้น
หนึ่งในวิสัยทัศน์ที่พีพีชอบมาจากสตีฟ จอบส์ ที่ว่าเทคโนโลยีเหมือน "จักรยานของความคิด" คือเมื่อใช้แล้วเราแข็งแรงและไปได้เร็วขึ้น แต่พอไม่ใช้เราก็ยังเดินได้ ทักษะไม่ได้หายไป โจทย์ใหญ่จึงเป็นการหาว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่ใส่แล้วคนดีขึ้นแต่พอเอาออกคนไม่แย่ลง
โปรเจกต์ที่พีพีสนใจตั้งแต่ปริญญาเอกคือเรื่อง AI กับตัวตน เพราะมองว่า AI เป็นกระจกสะท้อนตัวเราได้ดี ทั้งตัวเราปัจจุบันและอนาคต โดยได้แรงบันดาลใจจากพุทธศาสนาเรื่องการเห็นความไม่เที่ยง โปรเจกต์นี้ทำร่วมกับ KBTG และ กสศ. ในการใช้ AI ช่วยให้เด็กไทยที่อาจยังไม่รู้จักตัวเองหรือไม่เห็นความฝัน ได้เห็นภาพอนาคตชัดขึ้น โดยไม่ขายฝันเกินจริง วิธีการคือสร้างสามอนาคตให้เด็กเห็นพร้อมกัน คืออนาคตแบบที่เขาอยากเป็น อนาคตที่ไกลกว่านั้นนิดหนึ่ง และอนาคตที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะเป็นได้ เพราะการเห็นภาพตัวเองในอนาคตช่วยให้เราใช้ชีวิตปัจจุบันได้ดีขึ้น เหมือนมี GPS ที่พาเรากลับสู่เส้นทางได้แม้จะออกนอกทิศทางไปบ้าง
อีลอน มัสก์ กับโลกที่มนุษย์ไม่ต้องทำงาน
ต่อคำถามเรื่องที่อีลอน มัสก์เคยพูดว่าในอนาคตมนุษย์จะไม่ต้องทำงาน พีพีมองผ่านสามประเด็น 1. บริษัท AI ที่เราใช้กันทุกวันนี้ยังขาดทุนอยู่ เงินลงทุนยังมากกว่าที่ได้กลับมา ถ้าคนตกงานหมดก็จะไม่มีใครมาจ่ายค่าสมาชิกให้โมเดล 2. เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ เพราะจริง ๆ แล้วเรามีทรัพยากรพอที่จะทำให้คนไม่ต้องยากจนอยู่แล้ว เช่น ถ้าอีลอน มัสก์บริจาคเงินทั้งหมดก็ทำได้ แต่เขาไม่ทำ เหมือนที่โลกมีอาหารเกินพอแต่กระจายไม่ทั่วถึง จนมีคนตายจากทั้งโรคอ้วนและการขาดอาหารพร้อมกัน 3. คนมักลืมว่าการทำงานไม่ได้ให้แค่รายได้ แต่ให้ความหมายด้วย คำถามที่แท้จริงจึงเป็นว่าความหมายของคนในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
Personalization กับเรื่องเล่าร่วมที่หายไป
ในสังคมที่เป็นปัจเจกนิยมมากขึ้น พีพีมองว่าเพอร์ซันนัลไลเซชัน (Personalization - การปรับแต่งสินค้าและบริการตามความชอบของแต่ละบุคคล) เป็นเหมือน "ม้าโทรจัน" ที่ส่งสารบางอย่างเข้ามา คำถามคือสารที่มากับมันพาเราไปเรียนรู้โลกกว้างหรือทำให้เราจมอยู่กับตัวเอง เพราะมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ด้วยเรื่องเล่าร่วมบางอย่าง เมื่อแต่ละคนได้ความรู้ชุดที่ตัดเฉพาะต่างกัน คำถามคือเรื่องเล่าร่วมตรงกลางยังมีอยู่ไหม
แต่พีพีก็ชี้อีกด้านว่า ถ้าทุกคนมีเรื่องเล่าเหมือนกันหมดก็เป็นปัญหาอีกแบบ อย่างประเทศเผด็จการที่ทุกคนมีเรื่องเล่าเดียวไม่มีสิทธิ์คิดเอง โจทย์จึงเป็นเรื่องของการบาลานซ์ ถ้า AI ช่วยให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราสนใจโยงกับสิ่งอื่นนอกขอบเขตของเราได้ มันก็ช่วยขยายขอบเขตการรับรู้ ขณะที่ความเป็นส่วนตัวทำให้สิ่งนั้นเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น การอ่านหนังสือยาก ๆ อย่างโฮเมอร์ ถ้า AI บอกว่ามันโยงกับพระอภัยมณีอย่างไร เราจะเข้าถึงงานเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นพร้อมกับเข้าใจในบริบทของเราเองด้วย แทนที่จะล้อมรั้วตัวเองอยู่กับสิ่งที่คุ้นชิน เราควรออกไปผจญภัยและเห็นความเชื่อมโยงในสิ่งที่นึกว่าไม่เกี่ยว
หุ่นยนต์ที่เป็นคน กับคนที่ถูกกดให้เป็นเครื่องจักร
เมื่อ AI รวมร่างกับหุ่นยนต์ พีพีตั้งข้อสังเกตที่ย้อนแย้งว่า เรากำลังอยู่ในสังคมที่ทำให้หุ่นยนต์มีความเป็นคนมากขึ้นเรื่อย ๆ เอาฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) มาวาดรูป มาเต้น แต่ในขณะเดียวกัน กลับกดคนด้วยกันให้กลายเป็นเครื่องจักร ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่เราจะไม่เห็นเลยถ้าไม่มีความตระหนักรู้ และเมื่อหุ่นยนต์แพร่หลาย คำถามคือความเป็นคนจะมีความหมายน้อยลงไหมเมื่อเห็นว่าหุ่นยนต์ทำงานได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพัก
พีพีมองเรื่องนี้สองระดับ ระดับสังคมคือการตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงปล่อยให้เกิดสภาพเช่นนั้น เพราะรัฐมีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของคน ส่วนระดับปัจเจกคือปรัชญาการใช้ชีวิต เขายกตัวอย่างว่า เรารู้ว่าเราร้องเพลงไม่ดีเท่านักร้องอาชีพหรือทำอาหารไม่เก่งเท่าเชฟดัง แต่เราก็ยังสนุกกับการทำสิ่งนั้น เพราะคุณค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นที่หนึ่งหรือไม่ การที่เรามีชีวิตอยู่แล้วได้ทำสิ่งนั้นต่างหากคือความหมาย และการไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรเลวร้ายขึ้น
ความน่ากลัวที่แท้จริงของ AI
คำถามปิดท้ายเรื่องความกลัวว่า AI จะนำมาซึ่งการสูญสิ้นของมนุษยชาติ พีพีอ้างถึงประโยคจากเรื่อง Dune ที่ว่ามนุษย์สร้างเทคโนโลยีโดยคิดว่ามันจะทำให้เราเป็นอิสระ แต่ลืมไปว่ามนุษย์จะใช้เทคโนโลยีไปกดขี่มนุษย์คนอื่น เวลาที่บอกว่า AI จะทำให้มนุษย์สูญสลาย เราต้องถามว่าใครกำลังบงการเทคโนโลยีนั้นอยู่ เพราะเทคโนโลยีไม่ได้มีความรู้สึกด้วยตัวเอง แม้จะออกแบบให้เรารู้สึกว่ามันมีความเห็นอกเห็นใจหรือมีความกลัวได้ก็ตาม
พีพีเปรียบว่าถ้าจะเกิดอันตรายขึ้นจริง มันไม่ต้องขู่ เหมือนเสือเวลาจะกินก็ขย้ำเลยไม่ต้องส่งเสียงเตือน การที่มีคนพยายามขู่จึงแปลว่าเขาต้องการอย่างอื่น ดังนั้นความน่ากลัวในวันข้างหน้าจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือคนที่ใช้เทคโนโลยีและระบบที่ทำให้คนเหล่านั้นมีอำนาจไปกดขี่คนอื่นได้
เตรียมคนรุ่นต่อไป: รู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น รู้จักสังคม
สำหรับคำถามว่าจะเตรียมลูกหลานอย่างไรในโลกที่คาดเดาไม่ได้ พีพีมองว่าโลกที่คาดเดาไม่ได้เป็นบริบทของทุกยุคอยู่แล้ว โจทย์ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเตรียมรับอนาคต แต่คือการทำให้เด็กเติบโตเป็นคนที่ผลิบานงอกงามได้ในบริบทของตัวเอง โดยเริ่มจากสามอย่าง 1. รู้จักตัวเอง เพราะเมื่อรู้ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ชีวิตก็จะเศร้าน้อยลง 2. รู้จักคนอื่น ทำให้เห็นว่าโลกไม่ได้มีแค่เรา 3. รู้จักสังคม ทำให้เห็นว่าโลกใหญ่กว่าที่เราอยู่ และเริ่มทำอะไรเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตมีความหมายได้
พีพีปิดท้ายด้วยการโยงกลับมาที่ความเป็นมนุษย์ว่า สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีไม่ได้ซับซ้อน เพราะมันก็คือโค้ดและข้อมูล แต่มนุษย์ต่างหากที่ซับซ้อน เขาจึงใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าใจมนุษย์ และอ้างถึงคำพูดของมารี กูรี (Marie Curie) นักนักเคมีและฟิสิกส์หญิงชื่อดังที่ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว มีแต่สิ่งที่ต้องเข้าใจ ยิ่งเราเข้าใจ AI มากขึ้น เราก็จะยิ่งกลัวมันน้อยลง
“ก็มันคาใจ” ชมเต็มอิ่มแบบ Uncut ทุกวันพุธ เวลา 21.30 น. (เฉพาะออนไลน์เท่านั้น) www.thaipbs.or.th/KmanKaJaiYouTube และชมอีกครั้งทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30 น.





























































