มองเพื่อนบ้าน เจาะมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน
สถานการณ์การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" จากเหตุสู้รบที่ยืดเยื้อกว่า 1 เดือน ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่จุดฉนวน "วิกฤตพลังงาน" ไปทั่วโลก แม้ผู้นำประเทศไทยจะยืนยันความมั่นใจว่ามีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานในช่วงสงกรานต์ แต่ประชาชนยังคงเผชิญกับสภาวะ "น้ำมันแพง" ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 8 ครั้ง โดยเฉพาะการพุ่งสูงทำสถิติ 6 บาทต่อลิตร ท่ามกลางความกังวลของนักวิเคราะห์ว่าหลังเทศกาลนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตขาดแคลนพลังงานที่แท้จริง เนื่องจากปริมาณน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงสวนทางกับความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย: ความต่างของน้ำมันยุคโควิด-19 กับวิกฤตปัจจุบัน
ความปั่นป่วนของตลาดพลังงานในครั้งนี้มีความแตกต่างจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้การบริหารจัดการทำได้ยากกว่าเดิม
- ยุคโควิด-19: ปริมาณน้ำมันลดลงเหลือ 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากความต้องการใช้ทั่วโลกลดลง (มีน้ำมันแต่คนไม่ใช้)
- วิกฤตปัจจุบัน: ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกหายไป 10% คงเหลือเพียง 90 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่าช่วงโควิด แต่ความต้องการใช้ยังสูงมาก ส่งผลให้เกิดภาวะแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นมีเงินก็ไม่สามารถซื้อน้ำมันได้ในอนาคต
บทเรียนจากเพื่อนบ้าน: มาตรการเข้มของอาเซียนเพื่อพยุงเศรษฐกิจปากท้อง
ประเทศที่มีทั้งแหล่งขุดเจาะและโรงกลั่นน้ำมันในอาเซียน ต่างเริ่มขยับมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ:
1. สิงคโปร์: เน้นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidies)
สิงคโปร์เลือกไม่แทรกแซงราคาตลาดโดยตรง แต่ใช้วิธีลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเดียว และออกมาตรการ U-Save คืนเงินค่าไฟ รวมถึงมอบ Climate Vouchers เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน
2. อินโดนีเซีย: จำกัดการใช้และปรับโยกงบประมาณ
แม้จะมีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง แต่รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งจำกัดการซื้อน้ำมันเพียง 50 ลิตรต่อคนต่อวัน พร้อมประกาศนโยบาย Work From Home (WFH) เพื่อลดการเดินทาง และโยกงบประมาณส่วนอื่นมาพยุงราคาน้ำมันดิบพร้อมหาแหล่งนำเข้าใหม่
3. มาเลเซีย: ยกเลิกการอุดหนุนแบบเหมาจ่าย
มาเลเซียปรับเปลี่ยนมาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย โดยลดโควตาน้ำมันราคาพิเศษจาก 300 เหลือ 200 ลิตรต่อเดือน หากใช้เกินต้องจ่ายราคาตลาดโลก พร้อมสั่งข้าราชการ WFH ทั่วประเทศเริ่ม 15 เมษายนนี้
สแกนมาตรการไทย: จุดแข็งที่คล้ายคลึงและจุดเปราะบางที่ต้องเร่งแก้ไข
มาตรการของประเทศไทยมีทิศทางที่คล้ายกับเพื่อนบ้าน ทั้งการขอความร่วมมือประหยัดพลังงาน การสนับสนุน WFH และการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่าง E20 และ E85 เพื่อลดการนำเข้า แต่สิ่งที่นักวิชาการมองว่าเป็นจุดเปราะบางสำคัญ คือ การสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
รัฐบาลไทยยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขสำรองพลังงานที่แท้จริงให้ประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความตระหนักถึงวิกฤตและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการประหยัดอย่างจริงจัง มากกว่าเพียงแค่การยืนยันว่ามีน้ำมันใช้
จับตาการประชุม ครม. นัดพิเศษวันที่ 6 เมษายนนี้ว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมและชัดเจนพอที่จะพาประชาชนก้าวผ่านวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้หรือไม่




























































