ครอบครัวพิการร้องอ้างถูกตำรวจยึดที่ ส.ป.ก. เหตุใช้หนี้ไม่ครบ
ครอบครัวผู้พิการและพี่น้องรวม 8 คน ในพื้นที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ต้องออกมาร้องขอความช่วยเหลือ หลังกู้เงินจากตำรวจในหมู่บ้าน 20,000 บาท พร้อมจ่ายคืนต้นและดอกเบี้ยรวม 40,000 บาท แต่กลับถูกยึดที่ดิน ส.ป.ก. ที่ใช้ทำกินจำนวน 1 ไร่ นานกว่า 10 ปี และถูกนำไปขายเปลี่ยนมือให้บุคคลอื่น
ขณะที่ตำรวจเจ้าหนี้ออกมาชี้แจงยืนยันไม่ได้ยึด แต่เป็นข้อตกลงที่ลูกหนี้ยินยอมยกให้เอง หลังยืมเงินต้นรวม 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยรวมเป็น 80,000 บาท แต่คืนมาเพียง 40,000 บาทเท่านั้น
กู้เงินตำรวจ 20,000 คืนไป 40,000 แต่ที่ดิน ส.ป.ก. กลับถูกยึดไถปรับขายเปลี่ยนมือ
เรื่องราวความเดือดร้อนเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2557 นางถูก ชาว ต.แสลงโทน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้ตัดสินใจไปกู้เงินจากตำรวจในหมู่บ้านคนหนึ่งเป็นจำนวน 20,000 บาท โดยตกลงจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน จนกว่าจะมีเงินต้นไปชำระคืน กระทั่งผ่านไป 3-4 ปี นางถูกได้ไปกู้เงินจาก ธกส. เพื่อนำมาใช้หนี้คืนให้กับตำรวจนายดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 40,000 บาท โดยในวันที่นำเงินไปชำระหนี้ พ่อของนายตำรวจเจ้าหนี้เป็นผู้รับเงินไว้ แต่ไม่ได้มอบเอกสารปิดหนี้ให้ ซึ่งด้วยความไว้ใจเห็นว่าเป็นคนในหมู่บ้านและเป็นตำรวจ จึงไม่ได้คิดว่าจะเกิดปัญหาตามมา แต่หลังจากนั้นไม่นาน ตำรวจคนดังกล่าวกลับส่งคนไปไถปรับพื้นที่นาของนางถูก จำนวน 1 ไร่ จากทั้งหมด 3 ไร่ โดยอ้างว่าเงินที่นำมาจ่ายคืนนั้นไม่เพียงพอกับหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย จึงทำการยึดที่นาไป
การยึดครองที่ดินผืนดังกล่าวยืดเยื้อยาวนานมากว่า 10 ปี โดยที่ตำรวจรายนี้ยังคงยึดที่นาไว้ทำกินเองเรื่อยมาและไม่ยอมคืนให้ จนสร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้แก่ครอบครัว เนื่องจากที่นาดังกล่าวถือเป็นความหวังเดียวในการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัวถึง 8 ชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้พิการอยู่ร่วมกันถึง 6 คน ประกอบด้วย ตัวนางถูกที่พิการทางการได้ยิน พี่สาวตาบอดทั้งสองข้าง น้องชายเป็นใบ้ สามีป่วยจิตเวช รวมถึงลูกชายและหลานชายที่มีความพิการทางสติปัญญา เมื่อที่พึ่งหลักในการทำมาหากินเพื่อยังชีพถูกยึดและนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือให้แก่บุคคลอื่น ยิ่งทำให้ครอบครัวต้องตกอยู่ในความยากลำบากอย่างยิ่ง
หลังจากเรื่องดังกล่าวถูกร้องเรียน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสอบถามตำรวจที่ถูกกล่าวหา โดยได้รับการชี้แจงอีกมุมหนึ่งว่า นางถูก เดินทางมาขอยืมเงินจริงเพราะต้องการนำไปใช้หนี้ โดยได้นำเอกสารการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. มาวางค้ำเป็นหลักประกัน ซึ่งยอดเงินครั้งแรกยืมไป 35,000 บาท ก่อนจะทยอยมายืมเพิ่มอีกหลายครั้ง รวมเงินต้นเป็น 50,000 บาท และเมื่อคิดดอกเบี้ยตามที่นางถูกเป็นผู้เสนอ ยอดที่ต้องจ่ายคืนจะอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท แต่ตนได้รับเงินคืนจริงเพียง 40,000 บาทเท่านั้น ส่วนกรณีการยึดที่นานั้นไม่เป็นความจริง แต่เป็นข้อตกลงที่นางถูกเป็นผู้เสนอเงื่อนไขและรับปากไว้เองว่า หากไม่มีเงินมาชำระคืนจะยอมยกที่นาจำนวน 3 งานเศษให้ ซึ่งตนได้ขายต่อเปลี่ยนมือให้บุคคลอื่นไปแล้วเนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงินเช่นกัน



























































