รู้ทันกันได้ : "ภาวะมดลูกแตก" เสี่ยงถึงชีวิตแม่ - ลูกในครรภ์
ภาวะมดลูกแตกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่อันตรายถึงชีวิต เกิดจากผนังมดลูกฉีกขาด ทำให้เลือดออกในช่องท้องอย่างรวดเร็ว คุณแม่อาจเกิดภาวะช็อกจากการเสียเลือดมาก ขณะเดียวกันทารกในครรภ์ก็เสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้มีโอกาสเสียชีวิตได้ทั้งคู่
มดลูกแตกคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ภาวะมดลูกแตกเป็นภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาด โดยมักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ 32 - 36 สัปดาห์ เมื่อมดลูกมีการขยายตัวอย่างมาก หากมีแผลเป็นจากการผ่าตัดเดิม เช่น แผลผ่าตัดคลอดหรือแผลจากการผ่าตัดเอาเนื้องอกมดลูกออก บริเวณที่มีแผลเป็นจะมีความตึงมากกว่าปกติ ทำให้มีโอกาสปริหรือแตกได้ง่ายขึ้น การตั้งครรภ์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สูงที่สุด เพราะมดลูกมีการขยายตัวมากที่สุดในช่วงนี้ ผนังมดลูกต้องรับน้ำหนักและแรงกดจากทารกที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมดลูกแตก
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะมดลูกแตก ได้แก่:
1. ประวัติการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ขนาดและจำนวนของเนื้องอกมีความสำคัญมาก หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ แผลจากการผ่าตัดจะลึกและกว้าง หรือหากมีเนื้องอกหลายก้อน ความเสี่ยงในการแตกจะมากขึ้น ทั้งการผ่าตัดเปิดหน้าท้องและการผ่าตัดส่องกล้องต่างก็มีความเสี่ยงเท่ากัน ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและการเย็บแผล
2. ประวัติมดลูกแตกหรือมดลูกแยกมาก่อน หากเคยเกิดภาวะนี้มาก่อน โอกาสที่จะเกิดซ้ำอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งสูงกว่าปกติมาก
3. อายุของคุณแม่ คุณแม่ที่มีอายุมาก ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อมดลูกจะลดลง ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
4. การตั้งครรภ์แฝด โดยเฉพาะจากการทำ IVF หรือ GIFT ที่อาจท้องแฝดสองหรือสาม มดลูกจะถ่างขยายมากกว่าปกติ ทำให้โอกาสแตกสูงขึ้น
อัตราการเกิดภาวะมดลูกแตก
ภาวะมดลูกแตกไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก อัตราการเกิดอยู่ที่ประมาณ 0.5 - 1% ในกรณีที่เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกหรือผ่าตัดคลอดมาก่อน อย่างไรก็ตาม หากเคยมีประวัติมดลูกแตกมาก่อน โอกาสที่จะเกิดซ้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% ซึ่งถือว่าสูงมาก
อาการและสัญญาณเตือนของมดลูกแตก
คุณแม่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะหลังอายุครรภ์ 30 สัปดาห์ขึ้นไป อาการสำคัญที่ต้องระวัง ได้แก่:
อาการปวดท้องผิดปกติ หากเจ็บครรภ์แล้วอาการไม่ดีขึ้นเมื่อพัก มดลูกไม่ค่อยคลายตัว เจ็บต่อเนื่องไม่หยุด และเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ แนะนำให้รีบมาโรงพยาบาลทันที อาการปกติของเจ็บครรภ์เตือนจะเป็นแบบมดลูกบีบตัวแล้วคลายตัวเป็นรอบ เมื่อนั่งพักอาการจะดีขึ้น
ลูกดิ้นน้อยหรือไม่ดิ้น การนับลูกดิ้นเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยแนะนำให้นับหลังอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ทุกวัน วิธีการนับคือ เมื่อลูกกระแทกครั้งหนึ่งนับเป็น 1 ครั้ง ปกติในหนึ่งชั่วโมงต้องมีมากกว่า 4 ครั้ง หากชั่วโมงแรกน้อยกว่า 4 ครั้ง ให้นับต่อในชั่วโมงที่สอง ถ้าชั่วโมงที่สองยังน้อยกว่า 4 ครั้ง ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที เพราะการดิ้นของลูกบ่งบอกถึงสุขภาพและระดับออกซิเจนที่ลูกได้รับ
อันตรายของภาวะมดลูกแตก
ภาวะมดลูกแตกเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอันตรายถึงชีวิต เมื่อตั้งครรภ์เลือดจะไปเลี้ยงบริเวณมดลูกเป็นจำนวนมาก หากเกิดการปริหรือแตก เลือดจะออกอย่างรวดเร็วในช่องท้อง คุณแม่อาจเกิดภาวะตกเลือดและช็อก ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
สำหรับทารกในครรภ์ เมื่อคุณแม่เสียเลือดมาก ทารกจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทารกไม่สามารถทนต่อภาวะขาดเลือดได้นาน จึงมีโอกาสเสียชีวิตในครรภ์ได้เช่นกัน
การวางแผนการตั้งครรภ์หลังผ่าตัดเพื่อป้องกันมดลูกแตก
สำหรับคุณแม่ที่เคยผ่าตัดมดลูกมาแล้ว การวางแผนการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ:
หลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ควรเว้นระยะอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้แผลสมานได้ดีและกล้ามเนื้อมดลูกเรียงตัวได้แข็งแรง
หลังมีแผลแยกหรือมดลูกแตก ควรเว้นระยะอย่างน้อย 18 - 24 เดือน เนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดซ้ำสูงถึง 10%
การให้เวลาแผลหายอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
ข้อควรปฏิบัติสำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตก
1. เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หลังอายุครรภ์ 30 สัปดาห์ ให้สังเกตอาการปวดท้องที่ผิดปกติ
2. นับลูกดิ้นทุกวัน หลังอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ เพื่อติดตามสุขภาพของลูก
3. พบแพทย์ตามนัด และแจ้งประวัติการผ่าตัดครบถ้วน
4. ไม่ปล่อยให้อาการนานเกินไป หากสงสัยว่ามีอาการผิดปกติ ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที
สรุป: ความสำคัญของการรู้ทันภาวะมดลูกแตก
ภาวะมดลูกแตกเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอันตรายถึงชีวิตทั้งคุณแม่และลูก แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่การรู้ทันอาการและสัญญาณเตือนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คุณแม่ที่มีประวัติการผ่าตัดมดลูกหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังอาการ การนับลูกดิ้น และการรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ การวางแผนการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม โดยเว้นระยะเวลาให้แผลหายสนิทก่อนตั้งครรภ์ครั้งใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้มาจากการให้ความรู้โดยแพทย์หญิงธาริณี อธิบธานนท์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลพญาไท 2
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์




























































