รู้ทันกันได้ : โรคไข้ดิน ภัยเงียบจากดินที่คุณต้องระวัง
ไข้ดิน หรือชื่อทางการแพทย์ว่าโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มเกษตรกรเท่านั้น แต่ใครก็ตามที่มีโอกาสสัมผัสดินหรือน้ำตามธรรมชาติล้วนมีความเสี่ยงได้ทั้งสิ้น
ไข้ดิน เกิดจากอะไร และพบที่ไหนบ้าง
โรคไข้ดินเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Burkholderia pseudomallei ซึ่งอาศัยอยู่ตามดินและแหล่งน้ำทั่วไป เชื้อนี้พบได้ทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โรคไข้ดินไม่ใช่โรคตามฤดูกาล แต่มีอยู่ตลอดทั้งปี โดยจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกยาวนาน เนื่องจากประชาชนมีโอกาสสัมผัสดินและน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อมากขึ้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่ามีผู้ป่วยสงสัยและยืนยันแล้วกว่า 900 รายต่อปี และเสียชีวิตถึง 44 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบบ่อยที่สุดคืออายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาคือช่วง 50–59 ปี และ 40–49 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานและเกษตรกร
ไข้ดิน เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
เชื้อโรคไข้ดินสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
- ทางผิวหนัง เมื่อร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งสัมผัสกับดินหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยขีดข่วน เชื้อจะสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายได้
- ทางปาก หากดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่
- ทางการหายใจ หากสูดดมฝุ่นละอองที่ปะปนกับดินซึ่งมีเชื้ออยู่ เช่น ในพื้นที่ที่มีดินฟุ้งกระจาย
อย่างไรก็ตาม การสัมผัสดินหรือน้ำไม่ได้หมายความว่าจะป่วยทุกครั้ง ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ ความรุนแรงของเชื้อโรค จำนวนเชื้อที่เข้าร่างกาย และภูมิต้านทานของผู้ที่สัมผัส
อาการของโรคไข้ดิน สังเกตได้อย่างไร
โรคไข้ดินไม่มีอาการจำเพาะที่ชัดเจน ทำให้แยกจากโรคติดเชื้ออื่นได้ยากในระยะแรก อาการมีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย จนถึงอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
อาการนำที่พบบ่อยที่สุดคือมีไข้สูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยร่างกาย ไอ หายใจลำบาก หรือมีฝีหนองตามร่างกายและในอวัยวะภายใน เช่น ตับและม้าม
เนื่องจากอาการในระยะแรกคล้ายไข้หวัดทั่วไป สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งประวัติการสัมผัสดินและน้ำให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน ย่ำน้ำ, เดินป่า, เก็บเห็ด หรือไปแคมป์ปิง เพราะแพทย์ต้องใช้ข้อมูลนี้ประกอบการวินิจฉัย หากมีไข้ต่อเนื่องเกิน 2 วันและมีประวัติสัมผัสดินหรือน้ำ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
กลุ่มเสี่ยงโรคไข้ดิน ใครควรระวังเป็นพิเศษ
แม้คนที่แข็งแรงทั่วไปก็สามารถติดเชื้อไข้ดินได้ แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีความเสี่ยงป่วยรุนแรงและเสียชีวิตสูงกว่า กลุ่มเสี่ยงที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคเลือด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ในผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคไข้ดินเกินครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว และผู้ที่เสียชีวิตเกือบทั้งหมดมีโรคประจำตัว ขณะที่ในเด็กพบว่ากว่า 90% แข็งแรงดีและไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกรแต่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เดินป่า, เที่ยวน้ำตก หรือแคมป์ปิง ก็มีความเสี่ยงได้เช่นกัน หากมีการย่ำน้ำหรือสัมผัสดินในพื้นที่ธรรมชาติ
วิธีป้องกันไข้ดิน ที่เกษตรกรและคนทั่วไปทำได้
การป้องกันโรคไข้ดินทำได้โดยลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทั้ง 3 ช่องทาง ดังนี้
หากจำเป็นต้องสัมผัสดินหรือน้ำ ควรสวมรองเท้าบูทและถุงมือยางทุกครั้ง เมื่อเสร็จแล้วให้ล้างทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที ดื่มเฉพาะน้ำสะอาดที่ต้มสุกแล้ว หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีฝุ่นดินฟุ้งกระจาย และหากมีไข้หลังสัมผัสดินหรือน้ำควรรีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติกิจกรรมที่ผ่านมาอย่างละเอียด
การรักษาโรคไข้ดิน หายได้หรือไม่
โรคไข้ดินรักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และโรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน อย่างไรก็ตาม กระบวนการวินิจฉัยต้องใช้การเพาะเชื้อ ซึ่งต้องรอผลอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง แพทย์จึงมักเริ่มยาที่ครอบคลุมโรคนี้ไว้ก่อนในกรณีที่สงสัย
การรักษาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลันซึ่งให้ยาทางหลอดเลือดดำ และระยะต่อเนื่องซึ่งเปลี่ยนเป็นยารับประทานหลังจากไข้ลดลง โดยอาจต้องรับประทานยานานถึง 3–5 เดือนเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ หากมีฝีหนองแพทย์จะเจาะระบายร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์กำหนด ไม่หยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว
ชมย้อนหลังรายการ "วันใหม่วาไรตี้" ในช่วง "รู้ทันกันได้" ได้ที่ www.thaipbs.or.th/RuTanKanDai




























































