วิเคราะห์: อินโดนีเซียเสนอสิทธิพิเศษลงทุน "โตโยต้า" ย้ายฐานผลิต
ภายใน ก.ย. นี้ น่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ หลังกระทรวงการคลังหยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ และป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง "โตโยต้า" และ "ฮอนด้า" ที่ต้องรับมือศึกหนัก ทั้งรถอีวี (EV) นำเข้าจากจีน และการรุกหนักของอินโดนีเซียที่เสนอสิทธิประโยชน์หวังดึงฐานการผลิตไปจากไทย
ค่ายรถยักษ์ใหญ่ส่งสารร้องรัฐ เร่งปรับภาษีรถยนต์สร้างความเป็นธรรม
กระทรวงการคลังเร่งหาข้อสรุปการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิต และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
หลังผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่งสารเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์
เนื่องจากมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทั้งเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้นำเข้ารถ EV จากจีนได้เปรียบด้านต้นทุน กระทบผู้ประกอบการที่ตั้งฐานผลิตในไทยและทำรัฐสูญเสียรายได้ภาษี
กางตัวเลขภาษี-ยอดขาย ชี้รถนำเข้าได้เปรียบผู้ประกอบการในไทย
โตโยต้าฉายภาพว่า ปีละประมาณ 260,000 คัน ที่โตโยต้าขายในไทย เสียภาษีสรรพสามิตปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ ตลาดรถ EV ยอดขายราว 120,000 คัน จัดเก็บภาษีได้ราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 70% เป็นการนำเข้าจากจีน
ด้าน บริษัท ฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ก็ให้ข้อมูลว่าการปรับภาษีนำเข้าให้เท่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะรถนำเข้าจากญี่ปุ่นเสียภาษี 80% และหากเป็นรถไฟฟ้าเสีย 20% ซึ่งแข่งขันได้ยากจริง
อินโดนีเซียเปิดเกมรุกดึงโตโยต้า หวังชิงเค้กฐานผลิตยานยนต์
รัฐบาลอินโดนีเซียยังเปิดเกมรุกเชิญชวนโตโยต้าย้ายฐานการผลิตหลักจากไทยไปสู่อินโดนีเซีย โดยเสนอสิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุด หวังได้ทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจ
โดยในปี 2568 ไทยผลิตรถยนต์ทั้งหมด 1,455,569 คัน (ลดลง 0.91%) ส่วนอินโดนีเซียผลิตได้ 1,147,600 คัน (ลดลง 4.1%) ซึ่งไทยยังนำอยู่ราว 3 แสนคัน
แต่หากเจาะเฉพาะค่าย Toyota ในปี 2568 ไทยผลิตได้ 564,933 คัน (เพิ่มขึ้น 5%) ส่วนอินโดนีเซียผลิตได้ 511,248 คัน ซึ่งต่างกันไม่ถึง 54,000 คันเท่านั้น
โจทย์ใหญ่ทางรอดอุตสาหกรรมไทย และคำยืนยันจากคลัง
แม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบด้านระบบนิเวศทางธุรกิจยานยนต์ที่สะสมมานาน แต่ก็มีโจทย์ระยะยาวเรื่องประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากชิ้นส่วน เทคโนโลยี รวมถึงภาระการจัดการแบตเตอรี่และของเสียจากรถ EV ในอนาคต
ด้าน รัฐมนตรีเอกนิติ ยืนยันว่า กระทรวงการคลังต้องเร่งทำโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ให้เสร็จโดยเร็ว
โดยจะปรับขึ้นภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า และปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศลงเพื่อจูงใจ พร้อมสร้างความเป็นธรรมไม่ให้ลักลั่นในกลุ่มประเทศที่มีข้อตกลง FTA เพื่อตอบสนองผู้ลงทุนและสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม




























































