ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย พบลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำบริเวณคอด้านซ้าย ผู้ป่วยไม่ได้รายงานอาการปวดศีรษะหรือใบหน้าแดงก่ำมากขึ้นจากปกติ จึงอาจไม่รู้ถึงความผิดปกตินี้หากไม่ได้เข้าร่วมการตรวจ
รายงานเคสที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2020 อธิบายว่า ทีมแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ภายใต้ข้อจำกัดของยา อุปกรณ์ และหลักฐานการรักษาในสภาพไร้น้ำหนัก การตัดสินใจจึงต้องพิจารณาทั้งอันตรายจากลิ่มเลือด ความเสี่ยงเลือดออกจากยา และความพร้อมในการช่วยเหลือหากเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยไม่ได้เปิดเผยตัวตนหรือช่วงเวลาที่เกิดเหตุอย่างเจาะจงเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

ลิ่มเลือดของนักบินอวกาศรายนี้อยู่ในหลอดเลือดดำคอภายใน (Internal Jugular Vein) ด้านซ้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางนำเลือดจากศีรษะกลับสู่หัวใจ ในสภาพไร้น้ำหนัก หัวใจยังคงสูบฉีดเลือด แต่แรงโน้มถ่วงไม่ได้สร้างความต่างของความดันตามแนวศีรษะถึงเท้าเหมือนขณะยืนบนโลก ของเหลวในร่างกายจึงกระจายตัวขึ้นสู่ส่วนบนมากขึ้น ส่งผลต่อขนาด ความดัน และรูปแบบการไหลของเลือดในหลอดเลือดบริเวณคอ
งานวิจัยใน JAMA Network Open ปี 2019 ซึ่งศึกษานักบินอวกาศ 11 คน พบว่า 6 คนมีเลือดไหลชะงักหรือไหลย้อนในหลอดเลือดดำคอภายในระหว่างการตรวจประมาณวันที่ 50 ของภารกิจ และพบลิ่มเลือดอุดตันแน่ชัดในหนึ่งคน การไหลของเลือดที่ชะงัก (Blood Stasis) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเกิดลิ่มเลือด ร่วมกับการแข็งตัวของเลือดที่เพิ่มขึ้นและความผิดปกติของผนังหลอดเลือด ซึ่งเรียกรวมกันว่า Virchow’s Triad
อย่างไรก็ตาม การพบความผิดปกติของการไหลยังไม่เพียงพอจะอธิบายสาเหตุทั้งหมดของลิ่มเลือดในเคสนี้ และการพบผู้ป่วยหนึ่งคนจากกลุ่มศึกษาขนาดเล็กก็ยังใช้คำนวณความเสี่ยงของนักบินอวกาศทั่วไปไม่ได้ สิ่งที่ข้อมูลยืนยันคือ ภาวะนี้เกิดขึ้นได้แม้ในคนที่ผ่านการคัดเลือกสุขภาพก่อนเดินทาง และอาจไม่มีอาการที่ทำให้ผู้ป่วยสังเกตเห็น

หลังพบความผิดปกติ นักบินอวกาศตรวจ Ultrasound ซ้ำด้วยตนเอง ภายใต้คำแนะนำแบบ Real-Time และการแปลผลโดยรังสีแพทย์บนโลก เมื่อยืนยันการวินิจฉัย ทีมแพทย์จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงที่ลิ่มเลือดจะหลุดไปอุดตันหรือลุกลาม กับความเสี่ยงจากการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant)
Anticoagulant ช่วยป้องกันลิ่มเลือดโตขึ้นและลดการเกิดลิ่มเลือดใหม่ เปิดโอกาสให้ร่างกายค่อย ๆ จัดการลิ่มเลือดเดิม แต่ยากลุ่มนี้เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก เพราะกระบวนการแข็งตัวของเลือดเป็นกลไกเดียวกับที่ช่วยหยุดเลือดเมื่อเกิดบาดแผล การใช้ยาจึงต้องพิจารณาความสามารถในการรับมือภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย โดยเฉพาะบนสถานีอวกาศที่ไม่สามารถเข้าถึงการดูแลฉุกเฉินได้เหมือนโรงพยาบาลบนโลก
ทีมแพทย์ NASA ร่วมกับ Stephan Moll ผู้เชี่ยวชาญด้านลิ่มเลือดจาก University of North Carolina เลือกเริ่มรักษาด้วย Enoxaparin ชนิดฉีด ซึ่งมีอยู่บนสถานีในปริมาณจำกัด รายงานระบุว่าต้องปรับลดขนาดยาหลังรักษาไป 33 วัน เพื่อให้เสบียงเพียงพอจนกว่าจะส่งยารับประทาน Apixaban ขึ้นไปได้ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ยาดังกล่าวหลังการวินิจฉัย 42 วัน
ในช่วงเริ่มรักษา บนสถานียังไม่มียาสำหรับย้อนฤทธิ์ Anticoagulant ต่อมาจึงมีการส่ง Protamine และ Prothrombin Complex Concentrate ตามขึ้นไปเพื่อเพิ่มทางเลือกในการรับมือภาวะเลือดออก ทั้งนี้ ยาเหล่านี้มีข้อบ่งใช้และข้อจำกัดต่างกัน เช่น Protamine สามารถย้อนฤทธิ์ Enoxaparin ได้เพียงบางส่วน การมียาสำรองจึงไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งหมด และทำให้เห็นว่าการเตรียมยาเพื่อรักษาโรคต้องรวมถึงการเตรียมรับมือผลข้างเคียงของยาด้วย

ระหว่างการรักษา นักบินอวกาศใช้ Ultrasound ตรวจติดตามลิ่มเลือดด้วยตนเอง โดยมีทีมบนโลกช่วยแนะนำเป็นระยะประมาณทุก 7–21 วัน ภาพตรวจแสดงว่าลิ่มเลือดค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพและมีปริมาตรลดลง แต่การไหลเองผ่านหลอดเลือดช่วงที่ได้รับผลกระทบยังไม่กลับมาแม้รักษาไป 90 วัน ทีมจึงต้องประเมินผลต่อเนื่องจากข้อมูลที่ตรวจได้จริง
ก่อนเดินทางกลับโลกสี่วัน ทีมแพทย์หยุด Apixaban เพื่อลดความเสี่ยงเลือดออกหากเกิดการบาดเจ็บระหว่างการเดินทางกลับ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่าแผนรักษาต้องเปลี่ยนตามกิจกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย ความเสี่ยงขณะใช้ชีวิตบนสถานีกับขณะอยู่ในยานกลับโลกจึงต้องถูกพิจารณาแตกต่างกัน
หลังลงจอด การตรวจพบว่ามีเลือดไหลผ่านหลอดเลือดดังกล่าวได้เอง และทีมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องให้ Anticoagulant ต่อ เมื่อตรวจอีกครั้งสิบวันหลังกลับโลกก็ไม่พบลิ่มเลือดแล้ว และในการติดตามหกเดือนหลังกลับโลก ผู้ป่วยยังคงไม่มีอาการ อย่างไรก็ตาม ผลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าแรงโน้มถ่วงทำให้ลิ่มเลือดหาย เพราะผู้ป่วยได้รับยามาหลายเดือน จึงไม่สามารถแยกผลของยา ระยะเวลา และการกลับสู่แรงโน้มถ่วงออกจากกันได้จากเคสเดียว
ส่วนคำถามว่าควรยุติภารกิจและพาผู้ป่วยกลับเร็วกว่านั้นหรือไม่ รายงานสาธารณะไม่ได้เปิดเผยเกณฑ์การตัดสินใจทั้งหมด ในเชิงการวิเคราะห์ ทางเลือกนี้ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งอาการ แนวโน้มของลิ่มเลือด ความพร้อมในการรักษาบนสถานี และความเสี่ยงของการเดินทางกลับ เพราะผู้ป่วยต้องผ่านกระบวนการเดินทางก่อนจะเข้าถึงการดูแลบนพื้นโลกได้

เคสนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่มีการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ในสภาพเดียวกันให้ใช้อ้างอิง ทีมแพทย์จึงต้องอาศัยหลักฐานการรักษาบนโลก ความเข้าใจทางสรีรวิทยา ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และผลตรวจติดตามของผู้ป่วย การขาดข้อมูลเฉพาะไม่ได้ทำให้การรักษารอได้ แต่ทำให้ต้องประเมินอย่างระมัดระวังว่าความรู้จากโลกนำมาใช้ในอวกาศได้เพียงใด
หลังการพบเคสนี้ มีการพัฒนาการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ งานติดตามอีกชุดที่ UNC รายงานในปี 2022 ศึกษานักบินอวกาศ 11 คน รวมเวลาปฏิบัติภารกิจ 2,150 วัน พบรูปแบบการไหลผิดปกติใน 6 คน แต่ไม่พบลิ่มเลือดในกลุ่มนี้ ผลดังกล่าวย้ำว่าการไหลผิดปกติไม่ได้หมายความว่าจะเกิดลิ่มเลือดเสมอไป และยังต้องศึกษาว่าปัจจัยใดทำให้บางคนพัฒนาไปเป็นโรค
NASA ยังตั้งคณะทำงานทบทวนความเสี่ยงนี้ในเดือนตุลาคม 2024 และเผยแพร่แนวทางประเมินระหว่างภารกิจที่อาศัยการตรวจ Ultrasound ตั้งแต่ช่วงต้นของการบินร่วมกับการประเมินปัจจัยเสี่ยง พร้อมระบุโจทย์ที่ต้องพัฒนาต่อ ทั้งการตรวจพบลิ่มเลือด กลไกการเกิดโรค และมาตรการป้องกันหรือรักษา ความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยหนึ่งคนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างหลักฐานเพิ่มเติม
ลิ่มเลือดบน ISS ทำให้เห็นว่าการรักษามาตรฐานต้องอาศัยมากกว่าความรู้เรื่องโรคและตัวยา ยังมีบุคลากร เครื่องมือตรวจ ยาสำรอง ระบบขนส่ง และการส่งต่อผู้ป่วยรองรับอยู่ เมื่อทรัพยากรเหล่านี้เข้าถึงได้ยากขึ้น การตัดสินใจทางการแพทย์จึงต้องคิดรวมทั้งระบบ สำหรับภารกิจที่ไกลโลกออกไป ความพร้อมในการรักษาจึงต้องวัดจากสิ่งที่ลูกเรือทำได้จริง ตั้งแต่การตรวจพบโรคไปจนถึงการรับมือเมื่อการรักษาไม่เป็นไปตามแผน
Chottiwatt Jittprasong
Graduate Researcher in Biological Sciences
Purdue University, United States
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : nejm, eurekalert, nature
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech





