ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
จิ๋วระดับนาโน! QR Code ทุบสถิติโลกด้วยขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย แต่เก็บข้อมูลได้นาน 100 ปี
เทคโนโลยี

จิ๋วระดับนาโน! QR Code ทุบสถิติโลกด้วยขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย แต่เก็บข้อมูลได้นาน 100 ปี

ขนิษฐา จันทร์ทร04 มี.ค. 695 นาที04 มี.ค. 69

นักวิจัยพัฒนา QR Code ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก จนถูกบันทึกสถิติโลก เพราะมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย และสามารถเก็บข้อมูลได้นานถึง 100 ปี

ขนาดตัวอักษร

นักวิจัยพัฒนา QR Code ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก จนถูกบันทึกสถิติโลก เพราะมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย และสามารถเก็บข้อมูลได้นานถึง 100 ปี

โลกแห่งเทคโนโลยีนาโนก้าวไปอีกขั้น เมื่อนักวิจัยประสบความสำเร็จในการสร้าง "QR Code” ที่มีขนาดเล็กจนถูกบันทึกสถิติโลก โดยมีขนาดเล็กยิ่งกว่าแบคทีเรียและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นวัตกรรมนี้ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่ความจิ๋ว แต่ยังมาพร้อมความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลและการแพทย์ในอนาคต

QR Code ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก

ทุบสถิติโลกด้วยวิศวกรรมระดับโมเลกุล

งานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเวียนนา (TU Wien) ประเทศออสเตรีย ได้ระบุถึงการสร้าง QR Code ที่มีขนาดเพียง 0.197 ไมโครเมตร ซึ่งเล็กกว่า QR Code ปกติที่เราใช้กันทั่วไปถึง 100 ล้านเท่า!

ความสำเร็จนี้ได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ (Guinness Book of World Records) ว่าเป็นรหัสคิวอาร์ที่เล็กที่สุดในโลก โดยกระบวนการผลิตนี้อาศัยเทคนิคการพิมพ์แบบลิโธกราฟี (Lithography) ซึ่งเป็นการสลักรหัสลงบนพื้นผิววัสดุด้วยลำแสงเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงในระดับนาโนเมตร ทำให้ได้โครงสร้างข้อมูลที่ละเอียดซับซ้อนแม้จะมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าจุดทศนิยมหลายเท่าตัวก็ตาม

การเก็บข้อมูลได้ยาวนาน 100 ปี

มากกว่าขนาดที่เล็กจิ๋วแล้วคือความสามารถในการเก็บข้อมูล เพราะ QR Code นี้ถูกออกแบบมาให้จัดเก็บข้อมูลระยะยาว (Long-term Data Storage) วัสดุที่ใช้มีความคงทนต่อสภาวะแวดล้อมที่มีความร้อนสูง สารเคมีกัดกร่อน หรือแม้แต่การแผ่รังสี ซึ่งจากการทดสอบพบว่าสามารถคงสภาพและรักษาความถูกต้องของข้อมูลได้ยาวนานนับร้อยปี

สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหา "การสูญหายของข้อมูลดิจิทัล" (Digital Decay) ทำให้เราสามารถบันทึกประวัติศาสตร์หรือข้อมูลสำคัญของมนุษยชาติไว้บนวัตถุขนาดเล็กที่ทนทานต่อกาลเวลาได้อย่างน่าทึ่ง

ทีมวิจัย TU Wien กำลังทดสอบการสแกน QR Code

นวัตกรรมเพื่อการแพทย์และการติดตามผลในระดับเซลล์

การมีขนาดที่เล็กกว่าแบคทีเรียทำให้มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมการแพทย์และชีววิทยาเช่นกัน เพราะสามารถฝัง QR Code นี้ลงบนพื้นผิวของอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็ก หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้เพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของยาและสารเคมีภายในร่างกายได้ในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้การรักษาโรคแบบแม่นยำ (Precision Medicine) มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแพทย์สามารถระบุรหัสประจำตัวของสารสกัดหรืออุปกรณ์ที่ส่งเข้าไปในร่างกายได้อย่างถูกต้องแม่นยำผ่านการสแกนด้วยกล้องจุลทรรศน์เลเซอร์ ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการรักษาและช่วยให้การติดตามผลการรักษาในระยะยาวเป็นไปได้อย่างเป็นระบบและมีความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย

เกราะป้องกันการปลอมแปลงในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นอกจากด้านการแพทย์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจด้านความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยสามารถนำไปใช้สลักรหัสลับที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลงบนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น อัญมณี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หรือวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงสินค้าแบบ 100%

เนื่องจากรหัสเหล่านี้ยากต่อการเลียนแบบและต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการอ่านค่าเท่านั้น ประโยชน์นี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและลดความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการละเมิดลิขสิทธิ์และการทำสินค้าลอกเลียนแบบ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ในระดับสากลที่เทคโนโลยีเดิมยังไม่สามารถแก้ไขได้

การทดสอบ QR Code

ก้าวต่อไปของการอ่านข้อมูลจากโลกจิ๋ว

แม้ว่าในปัจจุบันการอ่านค่า QR Code ขนาดจิ๋วนี้จะยังต้องพึ่งพากล้องจุลทรรศน์ลูมิเนสเซนซ์ (Luminescence Microscope) หรืออุปกรณ์พิเศษในห้องปฏิบัติการ แต่เหล่านักวิจัยยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบการถอดรหัสให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในอนาคต ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างสถิติเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการวางรากฐานให้กับระบบสื่อสารระหว่าง "วัตถุ" กับ "ข้อมูล" ในระดับอะตอม ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพยากรและการจัดเก็บความรู้ของโลกถูกย่อส่วนลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมนี้จึงเป็นตัวแทนของยุคสมัยที่ความเล็กจิ๋วไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการบรรจุความยิ่งใหญ่ของข้อมูลอีกต่อไป

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเวียนนาในการสร้าง QR Code ขนาดนาโนที่เล็กกว่าแบคทีเรีย ไม่เพียงแต่เป็นการทุบสถิติโลกในเชิงขนาด แต่ยังเป็นการพิสูจน์ถึงขีดความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมสสารเพื่อการจัดเก็บข้อมูลที่มีความทนทานนับศตวรรษ อีกทั้งยังจะส่งผลเชิงบวกในวงกว้าง ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาทางการแพทย์ ไปจนถึงการเปลี่ยนโฉมหน้าการเก็บบันทึกข้อมูลดิจิทัลให้ยั่งยืนกว่าที่เคยเป็นมาและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

เรียบเรียงโดย ขนิษฐา จันทร์ทร

ที่มาข้อมูล: tuwien, newatlas, physicsworld, interestingengineering
ที่มาภาพ: tuwien

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บูรณาการเตือนภัย! 4 Big Tech ภาครัฐ ผนึก “ดวงตาจากอวกาศ” สู้วิกฤตโลกรวนเทคโนโลยี

บูรณาการเตือนภัย! 4 Big Tech ภาครัฐ ผนึก “ดวงตาจากอวกาศ” สู้วิกฤตโลกรวน

ท่ามกลางวิกฤตความแปรปรวนทางสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรง บทเรียนจากภัยธรรมชาติหลายครั้งที่ผ่านมาสะท้อนว่า "ข้อมูลที่กระจัดกระจายและความล่าช้าในการแจ้งเตือน" คืออุปสรรคสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ตัวเล็กแต่เรียนรู้ไว! หุ่นยนต์ AI สองขา ฝึกเดิน-หยิบของได้เองเทคโนโลยี

ตัวเล็กแต่เรียนรู้ไว! หุ่นยนต์ AI สองขา ฝึกเดิน-หยิบของได้เอง

หุ่นยนต์ AI รูปร่างคล้ายเป็ดจิ๋ว สามารถเรียนรู้การเดิน หยิบของ และลุกขึ้นเองเมื่อล้ม โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดต้นทุนการทดลอง และเปิดโอกาสให้นักพัฒนา และผู้สนใจเรียนรู้การสร้าง Physical AI ได้ง่ายขึ้น

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
Wi-Fi 8 คืออะไร แล้วเราต้องเปลี่ยนมาใช้ Wi-Fi 8 หรือยังเทคโนโลยี

Wi-Fi 8 คืออะไร แล้วเราต้องเปลี่ยนมาใช้ Wi-Fi 8 หรือยัง

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ Wi-Fi 7 ในอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะในสมาร์ตโฟน เครื่องคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หรือเราเตอร์กันบ้าง และรู้สึกว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำสมัยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

14 ก.ย. 69|6 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    จิ๋วระดับนาโน! QR Code ทุบสถิติโลกด้วยขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย แต่เก็บข้อมูลได้นาน 100 ปี | Thai PBS Sci & Tech