ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ทำไม Tesla ทำรถบินได้? ทั้งที่ไม่สามารถใช้ได้จริงบนถนน แต่ก็อาจเป็นก้าวสำคัญทางเทคโนโลยี

03 พ.ย. 699 นาที1 ชั่วโมงที่แล้ว

ใครจะไปคิดว่าอยู่ ๆ รถบินได้จริง ๆ จัง ๆ จะโผล่ขึ้นมาบนฟีดกลางเดือนตุลาคมปีนี้ ลองจินตนาการถึงรถสปอร์ตไฟฟ้าที่วิ่งด้วยความเร็วสูงเกิน 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที

และเมื่อเจอสิ่งกีดขวางก็สามารถยกตัวขึ้นจากพื้น พลิกกลางอากาศ ก่อนกลับลงมาบนถนนได้อย่างน่าตื่นตา ซึ่งเป็นความสามารถของ Tesla Roadster รุ่น Rocket ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ณ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยผสานเทคโนโลยีจาก Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เข้ากับองค์ความรู้ด้านระบบขับดันจาก SpaceX บริษัทอวกาศของ อีลอน มัสก์ เอง

Roadster รุ่น Rocket โชว์เหินเวหา : ที่มาภาพ motor1

เรื่องราวของ Roadster รุ่นใหม่นี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2017 เมื่อ Tesla เปิดตัวแนวคิดรถสปอร์ตไฟฟ้าเจเนอเรชันที่สอง โดยครั้งนั้น มัสก์นำเสนอรถที่มีสมรรถนะเหนือกว่ารถสปอร์ตทั่วไปอย่างมาก พร้อมตั้งเป้าส่งมอบรถในปี 2020 และประกาศระยะทางวิ่งต่อการชาร์จสูงสุดเกือบ 1,000 กิโลเมตร แต่กำหนดการดังกล่าวผ่านไปโดยที่รถยังไม่เข้าสู่การผลิตจริง การเปิดตัวที่เลื่อนออกไปหลายครั้งทำให้ Roadster กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่มีประวัติการรอคอยยาวนานที่สุดของ Tesla ก่อนที่บริษัทจะกลับมาสาธิตรถรุ่นปรับโฉมพร้อมเทคโนโลยีแรงขับจาก SpaceX สุดล้ำเมื่อกลางตุลาคม 2026 และประกาศเป้าหมายการเริ่มผลิตในปี 2028

ในงานสาธิตที่ศูนย์ทดสอบจรวดของ SpaceX แถบเมืองแม็กเกรเกอร์ รัฐเท็กซัส รถขับขึ้นทางลาดโค้งและใช้ระบบแรงดูดช่วยให้เกาะกับพื้นผิวแม้ขณะอยู่ในแนวกลับหัว จากนั้นรถเคลื่อนออกจากทางลาด ใช้หัวขับดันจรวดหลายหัวช่วยควบคุมการหมุนกลางอากาศ และกลับลงสู่พื้นอย่างน่าตื่นตา และยังแสดงการกระโดดข้ามยานพาหนะหลายคันด้วย

แต่มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นี่คือการสาธิตการยกตัวและเคลื่อนที่ในอากาศช่วงสั้น ๆ ไม่ใช่หลักฐานว่ารถสามารถบินจากถนนขึ้นไปบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ และไม่ใช่การเดินทางบนฟ้าอย่างต่อเนื่องเหมือนเฮลิคอปเตอร์ ยิ่งไปกว่านั้น มัสก์ได้ระบุว่าการสาธิตสุดตระการตานี้ถูกควบคุมจากระยะไกล เพื่อความปลอดภัย ไม่ได้มีมนุษย์นั่งอยู่ข้างในแล้วควบคุมการบินแบบเดียวกันได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์จริง

Roadster ไม่ได้ใช้จรวดแบบที่หลายคนคิด

คำว่า “จรวด” เป็นคำที่ชวนให้นึกถึงเครื่องยนต์ที่เผาไหม้เชื้อเพลิง พ่นเปลวไฟและแก๊สร้อนออกมาด้วยความเร็วสูง แต่ระบบที่ Tesla Roadster ใช้นั้นต่างออกไป โดยใช้หัวขับดันแบบ cold-gas thruster หรือระบบขับดันด้วยแก๊สแรงดันสูงที่ไม่ต้องอาศัยการเผาไหม้ ระบบจะเก็บแก๊สไว้ในถังแรงดันสูง จากนั้นเปิดวาล์วให้แก๊สพุ่งออกทางหัวฉีดหลายหัวที่ควบคุมองศาและความแรงของการพ่นได้อย่างละเอียด ระบบเดียวกับที่ใช้ควบคุมทิศทางของยานอวกาศ

หัวพ่น cold-gas thruster สำหรับดาวเทียมบนอวกาศ : ที่มาภาพ IBB.ch

Roadster ใช้หัวขับดันทั้งหมด 10 จุด เชื่อมต่อกับถังเก็บอากาศอัดที่มีปริมาตรรวมประมาณ 600 ลิตร โดยถังแรงดันสูงเหล่านี้ใช้โครงสร้างวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พันรอบภาชนะรับแรงดัน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Carbon Fiber Overwrapped Pressure Vessels หรือ COPVs ซึ่งคือเทคโนโลยีที่ SpaceX ใช้กับยานอวกาศของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การใช้แก๊สอัดมีข้อจำกัดสำคัญ โดยองค์การนาซา อธิบายว่าระบบ cold-gas propulsion มีข้อดีด้านความเรียบง่าย ความซับซ้อนต่ำ และความเหมาะสมสำหรับการควบคุมยานขนาดเล็ก แต่มีข้อจำกัดเรื่องประสิทธิภาพแรงขับต่อปริมาณแก๊สที่เก็บไว้ ซึ่งให้แรงน้อย และยังหมดไว ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างการทำให้รถกระโดดขึ้นจากพื้นในช่วงสั้น ๆ กับการสร้างยานพาหนะที่สามารถบินได้อย่างต่อเนื่องนับหลายสิบนาทีหรือหลายชั่วโมง ซึ่งการรักษาระดับความสูงเป็นเวลานาน บินข้ามเมือง หลบหลีกอาคาร รับมือกับลม และลงจอดอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้ทางลาด เป็นอีกโจทย์ที่ยากกว่ามากของไอเดียรถบินได้แห่งอนาคต

สำหรับประสิทธิภาพทั่วไปบนท้องถนน Roadster รุ่นใหม่นี้มีเป้าหมายทำความเร็วสูงสุดเกิน 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้มากกว่า 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ส่วนรุ่นที่ติดตั้งระบบขับดันเพิ่มเติมถูกระบุว่าสามารถเร่งจาก 0 ถึง 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่บริษัทประกาศเอง ไม่ใช่ผลการทดสอบอิสระที่ยืนยันสมรรถนะของรถสำหรับผู้บริโภคแล้ว โดยระยะทางวิ่งที่ประกาศใหม่ราว 480 กิโลเมตรนั้นต่ำกว่าตัวเลขเกือบ 1,000 กิโลเมตรที่มัสก์เคยกล่าวไว้ตอนเปิดตัวแนวคิดในปี 2017 อย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น Tesla แบ่ง Roadster เป็นสามรูปแบบหลักตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของบริษัท ได้แก่ Performance, Thrust และ Rocket รุ่น Performance ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถที่ใช้งานบนถนนได้ตามปกติ พร้อมระบบแอโรไดนามิกแบบแอ็กทีฟและระบบแรงดูดใต้ท้องรถ ต้องวางเงินจอง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรุ่น Thrust เพิ่มหัวขับดันบริเวณด้านหลัง มีที่นั่งสำหรับสองคน ต้องวางเงินจอง 250,000 ดอลลาร์ ส่วนรุ่น Rocket เป็นรุ่นที่เน้นการเคลื่อนที่ในอากาศ มีหัวขับดัน 10 จุดรอบตัวรถ และเหลือที่นั่งเพียงหนึ่งตำแหน่ง

แถมรุ่น Rocket นี้ก็ยังถูกระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์แบบเชิญซื้อเท่านั้น และไม่อนุญาตให้ใช้บนถนนสาธารณะ ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ทำให้เทคโนโลยีที่สาธิตหมดความน่าสนใจ แต่แสดงให้เห็นว่าการทำให้ระบบเคลื่อนที่ในอากาศทำงานได้จริง กับการทำให้มันกลายเป็นยานพาหนะที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นงานคนละระดับกันเลย แล้วก็ต้องอย่าลืมว่านี่เป็นเพียงขั้นตอนการสาธิตโมเดลโชว์ของเท่านั้น โลกยานยนต์มีตัวอย่างให้เห็นอยู่เสมอว่าต้นแบบที่น่าตื่นตาไม่ได้แปลว่าจะผลิตจริงได้ง่าย ยิ่งรถมีระบบที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงมากเท่าใด บริษัทก็ยิ่งต้องพิสูจน์ว่าสามารถควบคุมต้นทุน ความน่าเชื่อถือ การบำรุงรักษา และความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดได้ในระยะยาว

หากสมมุติว่า Roadster รุ่น Rocket ที่ถูกผลิตขึ้นมาจริง ๆ ให้เหล่ามหาเศรษฐีที่ถูกเชิญซื้อจริง ๆ สามารถยกตัวขึ้นจากพื้นได้ตามที่บริษัทแสดงจริง ๆ จะเกิดคำถามที่ว่า เครื่องพ่นแก๊สจะถูกใช้งานที่ไหน เมื่อไหร่ ใครมีสิทธิ์ควบคุม และจะทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ถนนและผู้ที่อยู่รอบข้าง หรือจะเป็นแค่ของประดับบารมีที่ไม่มีทางได้ใช้จริง

รถยนต์ทั่วไปถูกออกแบบให้สัมผัสถนนด้วยยางทั้งสี่ล้อ มีระบบเบรกและโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ในพื้นที่สองมิติเป็นหลัก ส่วนยานพาหนะที่ลอยหรือบินได้ต้องจัดการกับแรงในสามมิติ ทั้งการเคลื่อนที่ขึ้นลง การเปลี่ยนระดับความสูง การหมุนตัว และการรักษาสมดุลกลางอากาศ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจึงอาจส่งผลรุนแรงในลักษณะที่ต่างจากอุบัติเหตุรถยนต์ธรรมดามากโข ยิ่งถ้ามีการขับเคลื่อนในพื้นที่เมือง รถที่สามารถยกตัวขึ้นจากถนนได้อาจต้องรับมือกับสายไฟ อาคาร ป้ายจราจร สภาพอากาศ และยานพาหนะอื่นที่เคลื่อนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หากใช้หัวขับดันกำลังสูงเพื่อเร่งตัวหรือปรับทิศทางในระยะประชิด ก็ต้องมีระบบที่คาดการณ์และป้องกันความผิดพลาดได้อย่างรวดเร็วมาก

มัสก์เองก็ยอมรับระหว่างงานเปิดตัวว่าไม่แน่ใจว่าการใช้รถลักษณะนี้จะถูกกฎหมายที่ไหนได้บ้าง สื่อ Associated Press ก็อ้างความเห็นของ เดวิด วลาเด็ค นักกฎหมายจาก Georgetown University ซึ่งชี้ว่ารถที่สามารถยกตัวได้ และเคลื่อนที่ 3 มิติบนอากาศได้จะต้องผ่านกระบวนการกำกับดูแลทางกฎหมายที่ซับซ้อนมาก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่ Tesla นำระบบแรงขับจาก SpaceX มาประยุกต์กับยานพาหนะบนพื้นโลกก็เป็นการทดลองที่มีความหมายทางเทคโนโลยี การพัฒนาระบบควบคุมแรงขับแบบหลายทิศทาง การจัดการแรงดันสูง และการผสานระบบเหล่านี้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถยนต์ เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความรู้หลายแขนง ไม่ใช่เพียงการติดเครื่องพ่นแก๊สเข้าไปในตัวรถแล้วคาดหวังให้ทุกอย่างทำงานได้ทันที ผลิตภัณฑ์สาธิตนี้ต้องอาศัยมันสมองและแรงใจแรงกายของวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และผู้มีส่วนร่วมจำนวนมาก ซึ่งความสำเร็จทางวิศวกรรมแบบนี้ไม่ได้สร้างผลตอบแทนจากการขายผลิตภัณฑ์รุ่นแรกเพียงอย่างเดียว แต่อาจช่วยให้บริษัทเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี และเป็นพื้นฐานสำหรับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นในอนาคต

ในทางการตลาด ผลิตภัณฑ์เช่นนี้มักถูกเรียกว่า halo car หรือรถที่ทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์และความน่าตื่นเต้นให้กับแบรนด์ แม้ยอดขายของมันจะไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักก็ตาม รถที่สามารถทำสิ่งเหนือความคาดหมายได้อาจช่วยให้ผู้บริโภคมองบริษัทในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี และทำให้แบรนด์ยังอยู่ในพื้นที่สนทนาของสังคม แม้ในช่วงที่บริษัทกำลังมุ่งไปยังธุรกิจอื่น

รถยนต์ที่บินได้อย่างอิสระอาจเป็นเรื่องไกลตัวกว่าที่เราคิดมาก ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี : ที่มาภาพ ScreenRant

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของรถบินได้ไม่ได้ควรวัดจากระยะเวลาที่มันลอยอยู่ในอากาศ หรือจำนวนครั้งที่มันพลิกตัวได้กลางงานเปิดตัวเท่านั้น แต่ควรวัดจากวันที่มันสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งทางลาดพิเศษ สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้จริง และสามารถใช้งานได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับ ซึ่งต้องมีการทลายข้อจำกัดทางสังคมและเทคโนโลยีอีกมาก ไม่ได้จะเกิดขึ้นในอนาคตแสนใกล้ แต่เราก็กำลังมุ่งหน้าไปหามันอยู่อย่างไม่ลดละด้วยความทะเยอทะยาน

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

ที่มาข้อมูล : theguardian, apnews, theinformation, investing, techcrunch

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

เด็กวิทย์หัวใจศิลป์ ที่ตามความฝันด้วยการใช้ศิลปะเพื่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

สั่งฟองอากาศจิ๋วด้วยคลื่นเสียง! ควบคุมทิศทางของเหลว ให้การนำส่งยารักษาโรคได้ตรงจุดเทคโนโลยี

สั่งฟองอากาศจิ๋วด้วยคลื่นเสียง! ควบคุมทิศทางของเหลว ให้การนำส่งยารักษาโรคได้ตรงจุด

นักวิจัยคิดค้นชิปขนาดจิ๋วที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์คุม "ฟองอากาศไฮโดรเจน" ให้ไหลเวียนและเคลื่อนที่ตามสั่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการนำส่งยาเข้าสู่จุดเกิดโรคโดยตรง

03 พ.ย. 69|5 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
สุดเอ็กซ์คลูซีฟ! 10 เทคโนโลยีน่าจับตามองปี 69-70 เทคระดับโลกที่ไทยมีศักยภาพไปอยู่แถวหน้าเทคโนโลยี

สุดเอ็กซ์คลูซีฟ! 10 เทคโนโลยีน่าจับตามองปี 69-70 เทคระดับโลกที่ไทยมีศักยภาพไปอยู่แถวหน้า

พาไปรู้จัก 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองปี 69-70 (10 Technologies to Watch 2026-2027) จัดทำโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อมองเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลก ที่ไทยมีศักยภาพไปอยู่แถวหน้าได้

03 พ.ย. 69|5 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
NARIT บันทึกภาพปรากฏการณ์หาชมยาก "ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี" ต้อนรับเช้ามืด 3 พ.ย. 69อวกาศ

NARIT บันทึกภาพปรากฏการณ์หาชมยาก "ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี" ต้อนรับเช้ามืด 3 พ.ย. 69

NARIT เผยภาพปรากฏการณ์ "ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี" ช่วงเช้ามืดวันที่ 3 พ.ย. 69 บันทึกเมื่อเวลา 04:37 น. จาก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยยังพบดวงจันทร์ไอโอ ปรากฏอยู่ทางขวาของดาวพฤหัสบดีด้วย

03 พ.ย. 69|7 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
อัปเดต 5 เทรนด์มือถืองาน Thailand Mobile Expo 2026เทคโนโลยี

อัปเดต 5 เทรนด์มือถืองาน Thailand Mobile Expo 2026

สำรวจทิศทางโทรศัพท์มือถือยุคใหม่ พร้อมรายละเอียดงานจัดแสดงนวัตกรรมปลายปีที่ชาวไทยสายเทคไม่ควรพลาด

02 พ.ย. 69|21 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →