ถอดบทเรียนภัย AI ปั่นอารมณ์ สื่อเร้าอารมณ์ สู่กลลวงแบ่งขั้วสังคม

เจาะลึกภัยคลิป AI ปั่นอารมณ์ (Emotional Journalism) หวังยอดวิว ! นักวิชาการเตือนถูกใช้เป็น Soft Propaganda กล่อมเกลาแบ่งขั้วสังคม พร้อมกางช่องโหว่กฎหมายและทางออกสร้างภูมิคุ้มกันสื่อ
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์คลิปจำนวนมากในปัจจุบัน แต่ข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนหนึ่งที่แฝงไปด้วยความตั้งใจบิดเบือน หรือ Disinformation ซึ่งไม่เพียงมุ่งเป้าให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ยังถูกขับเคลื่อนด้วย Emotional Journalism และกลวิธี Rage bait เพื่อหวังผลประโยชน์จากยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) บนโซเชียลมีเดีย
ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็น “กระบวนการกล่อมเกลา” คล้ายการโฆษณาชวนเชื่อแบบอ่อน ๆ (Soft Propaganda) ที่เมื่อสบโอกาสกับวิกฤตการณ์ทางการเมือง จะกลายเป็นตัวเร่งการแบ่งขั้วทางสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น ท่ามกลางช่องโหว่ในการกำกับดูแลของทั้งภาครัฐและแพลตฟอร์ม
สองนักวิชาการด้านการสื่อสาร ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ร่วมกันฉายภาพภัยคุกคามของคลิป AI กลไกทางจิตวิทยา กลยุทธ์การตรวจสอบในปัจจุบัน และโจทย์สำคัญในการหาจุดสมดุลระหว่าง “การกำกับดูแลของรัฐ” กับ “สิทธิเสรีภาพของประชาชน”
ผลเสียของ AI จากการสร้างเนื้อหาแอบแฝงในโลกโซเชียลมีเดียเป็นอย่างไร ?
ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะนี้ถือว่าเป็นความตั้งใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ทำคลิปหรือสร้างเนื้อหาที่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง ซึ่งหากเป็นข้อมูลที่มีเจตนาไม่ดี ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มของ “Disinformation”
ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สิ่งที่น่ากังวลคือ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้คนเข้าใจผิด แต่ยังหวังผลเชิงอารมณ์ หรือที่เรียกว่า “Emotional Journalism” คือการสื่อสารแบบเร้าอารมณ์ที่แฝงความต้องการให้ผู้คนช่วยกันแชร์ออกไปด้วยความรู้สึกโกรธ ความไม่พอใจ หรือความชอบ เพื่อทำให้ข้อมูลแพร่กระจายไปให้ได้มากที่สุด และเมื่อผู้สร้างคลิปหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นยอดวิว ยอดแชร์ หรือยอดไลก์ เขาก็จะหยิบยกกระแสสังคมและความรู้สึกของผู้คนในช่วงนั้นมาใช้ประโยชน์ เช่น ประเด็นการเมือง ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การต่อต้านชาวยิว หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างรัสเซีย-ยูเครน
คลิปเหล่านี้จะถูกออกแบบมาทำให้คนรู้สึกโกรธหรือเกลียดฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ซึ่งเราเรียกลักษณะนี้ว่า “Rage bait” มันคล้ายกับ “Clickbait” แต่ใช้อารมณ์โกรธเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เมื่อข้อมูลตรงกับความรู้สึกเดิมของคน คนก็พร้อมจะแชร์ออกไปทันทีด้วยความโกรธ โดยไม่ได้ตรวจสอบหรือฉุกคิดในเบื้องต้น นำไปสู่การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง
ปัญหา-ช่องโหว่ การกำกับดูแลอยู่ที่ตรงไหน ?
ผศ. ดร.เจษฎา ระบุว่าถึงปัญหาและการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียว่า การกำกับดูแลเป็นเรื่องสำคัญมาก และภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาควบคุม แต่ที่ผ่านมาแม้จะมีการพูดคุยกันหลายครั้ง เช่น กรณีของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม) ที่พยายามจะเข้ามาควบคุมบริการ OTT (Over-the-Top) แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ
ขณะที่ในส่วนขององค์กรวิชาชีพ ปัจจุบันเรามีความหวังว่าเมื่อมีองค์กรวิชาชีพของกลุ่ม Content Creator เกิดขึ้นแล้ว จะนำไปสู่การกำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) แต่ในความเป็นจริง เราก็ยังไม่เห็นกลไกที่ชัดเจนที่จะทำให้การกำกับดูแลกันเองนั้นประสบความสำเร็จได้
สุดท้ายคือตัวแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเอง ซึ่งจำเป็นต้อง Take Action แต่เราก็ยังไม่เห็นการลงมากำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะตัวแพลตฟอร์มเองก็ได้ประโยชน์จากทราฟฟิก ยอดไลก์ และยอดแชร์เหล่านี้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การขับเคลื่อนเพื่อป้องกันปัญหานี้จึงไม่สามารถพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่ต้องผลักดันไปพร้อมกันทุกภาคส่วน
ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการรับมือกับปัญหานี้คืออะไร ?
ผศ. ดร.เจษฎา เปิดเผยว่า การให้ความรู้กับประชาชนคือการป้องกันปัญหาในระยะยาว แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องขับเคลื่อน เพราะการจะไปฝากความหวังไว้กับหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว เราก็ยังไม่เห็นการเดินหน้าที่ทันการณ์เท่าที่ควร
แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งในการรับข้อมูลข่าวสาร คือเรื่อง “Confirmation Bias” หรือ “อคติยืนยัน” นั่นคือธรรมชาติของคนที่มักจะเลือกเชื่อหรือแชร์เพราะความชอบ เมื่อสิ่งที่เราเห็นตรงกับสิ่งที่เราคิดหรือเชื่ออยู่แล้ว เราก็พร้อมที่จะเชื่อและแชร์ต่อทันทีโดยไม่มีการตรวจสอบ
ตัวอย่างคลิปที่สร้างจาก AI ที่เรียกยอดคลิกจาก “Rage bait”
ที่น่ากลัวคือ บางคนรู้ทั้งรู้ว่าเป็นคลิปที่สร้างจาก AI แต่ก็ยังยอมแชร์ เพราะมันช่วยไปยืนยันความเชื่อเดิมของตนเอง การไม่แชร์สิ่งที่เราไม่ชอบนั้นอันตรายอยู่แล้ว แต่การแชร์สิ่งที่ชอบโดยขาดการตรวจสอบกลับอันตรายยิ่งกว่า เพราะเมื่อเกิดการ “แบ่งทีม” หรือแบ่งขั้วขึ้นในสังคม ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้นมาทันที ผศ. ดร.เจษฎา กล่าว
กล่อมเกลา แบ่งขั้ว และความท้าทายของเสรีภาพ
ขณะที่ รศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินความสามารถของประชาชนในการแยกแยะคลิป AI ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตไว้ว่า แม้ว่าในปัจจุบันประชาชนจำนวนมากจะยังคงมีความรู้และสามารถแยกแยะได้ว่า คลิปใดเป็นคลิปปลอม หรือคลิปใดถูกสร้างจาก AI และยังมีผู้ที่รู้เท่าทันคอยช่วยเตือนกันอยู่ แต่เชื่อว่าในอนาคต หาก AI มีการเรียนรู้และพัฒนา (Learning) ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยสายตาอีกต่อไป ว่าอะไรคือคลิปจริงหรืออะไรคือสิ่งที่ AI Generate ขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดปัญหาและอันตรายร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน
รศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ สิ่งที่เห็นในปัจจุบันคือ ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังขาดทักษะและความรู้ในการแยกแยะ หรืออาจมีกลุ่ม IO (Information Operations) ที่ถูกตั้งขึ้นมาปะปนอยู่ในกลุ่มและเพจต่าง ๆ เพื่อคอยช่วยดันคลิปเหล่านี้ให้ขึ้นหน้าฟีด ซึ่งถ้าหากไม่มีการควบคุมดูแล ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างตามมาได้
คลิปหรือเนื้อหาลักษณะนี้ ส่งผลกระทบต่อ ความคิด-พฤติกรรม ของคนในสังคมอย่างไร ?
รศ. พิจิตรา ระบุว่า หากเป็นสถานการณ์ปกติ ข้อมูลเหล่านี้มักจะดูเหมือนไม่สร้างปัญหาอะไร ในภาษานิเทศศาสตร์จะมีคำที่เรียกว่า “กระบวนการกล่อมเกลา” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Propaganda อ่อน ๆ เช่น การกล่อมเกลาให้รู้สึกเป็นบวกกับกองทัพ หรือรู้สึกเป็นลบกับรัฐบาล มันคล้ายกับการทำโฆษณาชวนเชื่อแบบอ่อน ๆ เพื่อคอยเลี้ยงกระแสเอาไว้
ตัวอย่างคลิป AI ที่ทำให้เข้าใจผิด
หากเมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหาหรือวิกฤตเกิดขึ้น เช่น ปัญหาการเมืองในประเทศ หรือประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความรู้สึกที่ถูกกล่อมเกลาไว้จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นการ “แบ่งพวก” ทันที ผู้คนจะมองว่าคนที่เห็นด้วยกับคลิปคือพวกเดียวกัน และหากมีคนขั้วตรงข้ามเข้ามาแสดงความคิดเห็น ก็จะถูกจูงใจหรือถูกโจมตีได้ง่าย เพราะมีฐานแฟนคลับเหล่านี้คอยตั้งรับและรออยู่แล้ว รศ. พิจิตรา กล่าว
วิธีป้องกันและตรวจสอบคลิปที่สร้างจาก AI อย่างไรได้บ้าง ?
การป้องกันและตรวจสอบเบื้องต้นยังสามารถทำได้ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. การสังเกตด้วยสายตา: แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะพัฒนาไปไกลมากแล้ว แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีจุดสังเกตหรือร่องรอยความผิดปกติบางอย่างที่พอมองเห็นได้

2. สังเกตป้ายกำกับ (Label): ตรวจดูว่าแพลตฟอร์มหรือผู้โพสต์มีการระบุป้ายกำกับหรือไม่ว่าเป็นเนื้อหาที่ถูกสร้างด้วย AI Generate

3. ตรวจสอบผ่านเครื่องมือเฉพาะทาง: สามารถนำคลิปหรือภาพดังกล่าวไปตรวจสอบผ่านระบบตรวจจับ เช่น SynthID เพื่อยืนยันที่มาของข้อมูล

แม้การพัฒนาของคลิป AI จะถูกนำมาใช้ทั้งในด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างยิ่งคือ “ไม่ควรมีการควบคุมโดยรัฐที่มากจนเกินไป” เพราะการกำกับดูแลที่ตึงหรือเข้มงวดเกินขอบเขต อาจกลายเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้เช่นเดียวกัน การหาจุดสมดุลจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก






