ตรวจสอบโพสต์ ชี้ “กลาโหม” อนุมัติชาวจีน-เมียนมา เข้าเรียนหลักสูตร วปอ. รุ่น 69

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวจาก X
ภาพโพสต์ที่ Thai PBS Verify ทำการตรวจสอบ จาก X
ตรวจสอบพบโพสต์อ้าง กระทรวงกลาโหมอนุมัติผู้เข้าศึกษาหลักสูตร วปอ.หรือ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 69 จำนวน 329 คน โดยมีนักศึกษาจากจีนและเมียนมาเข้าร่วม พร้อมตั้งคำถามว่าเป็นการเปิดให้ทั้งสองประเทศเข้าร่วมหลักสูตรเกี่ยวข้องกับการให้ช่วยดูแลด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ชาติของไทยหรือไม่
รายละเอียดระบุว่า
“กลาโหม อนุมัติ 329 นักศึกษา วปอ.รุ่นที่69
โดยเปิดทางมิตรประเทศ จีน เมียนมาร์
ร่วมเรียนด้วย หลักสูตรที่เรียน คือ
การป้องกันอาณาจักร ตอนนี้เราถึงขั้น
ต้องให้จีน กับ พม่า ช่วยรักษาความมั่นคง
และยุทธศาสตร์ชาติแล้วหรอ
โพสต์ดังกล่าวมียอดเข้าชมกว่า 25,800 ครั้ง
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
จากการตรวจสอบคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 266/69 พบว่า มีการอนุมัติรายชื่อผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2569–2570 จำนวน 329 คน โดยในรายชื่อดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ 5 คน ได้แก่ อินโดนีเซีย จีน เมียนมา มาเลเซีย และอินเดีย
การมีนักศึกษาต่างชาติในหลักสูตร วปอ. ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรุ่นที่ 69 โดยรายชื่อรุ่นที่ 68 มีนักศึกษาต่างชาติ 7 คน จากอินโดนีเซีย เมียนมา มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ เวียดนาม และออสเตรเลีย ขณะที่รุ่นที่ 67 มี 7 คน จากมาเลเซีย กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และเวียดนาม ทั้งนี้ มีรายงานในปี 2568 ว่า ไทยระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและหลักสูตร วปอ. จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
เปิดรายชื่อ วปอ.รุ่นที่ 69 พบรายชื่อผู้เข้าร่วมต่างชาติ
จากการตรวจสอบคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 266/ 69 รายชื่อที่ผ่านการอนุมัติเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2569-2570 รวมทั้งสิ้น 329 คน พบรายชื่อนักศึกษาชาวต่างชาติ 5 คน ได้แก่ นักศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย จีน เมียนมา มาเลเซีย และอินเดีย
รายชื่อที่ผ่านการอนุมัติเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2569-2570 รวมทั้งสิ้น 329 คน พบรายชื่อนักศึกษาชาวต่างชาติ 5 คน
นอกจากนี้เมื่อย้อนดูรายชื่อนักศึกษาชาวต่างชาติ วปอ. ในรุ่น 68 พบมี 7 คน จาก อินโดนีเซีย เมียนมา มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ เวียดนาม และออสเตรเลีย
สำหรับ วปอ. รุ่น 67 มีนักศึกษาชาวต่างชาติ 7 คน จาก มาเลเซีย กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และเวียดนามก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีการยกเลิกโควตาของกัมพูชาในภายหลัง โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม เมื่อปี 2568 ระบุ เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อสถานการณ์สู้รบชายแดนไทยกัมพูชา ได้มีคำสั่งให้ระงับความช่วยเหลือและความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชาทั้งหมด รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาที่ดำเนินอยู่ รวมถึงหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)
หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)
อ้างอิงตามเว็บไซต์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ระบุว่า หลักสูตร วปอ. เป็นหลักสูตรด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ มุ่งให้ผู้เข้าศึกษาจากทั้งภาครัฐ กองทัพ ภาคเอกชน และการเมือง เข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความมั่นคง รวมถึงนำความรู้ไปใช้ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และประสานงานด้านความมั่นคงของประเทศ
เงื่อนไขการสมัครเรียนและคุณสมบัติผู้สมัคร มีการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ รวมถึงกลุ่มผู้สมัครที่ได้รับการจัดสรรที่นั่งตามหน่วยงานต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังพบรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการรายงานตัวเข้ารับการศึกษา โดยข้อมูลอ้างอิงปี 2568 ระบุว่า ผู้เข้าศึกษามีค่าใช้จ่ายรวม คนละ 12,870 บาท ประกอบด้วยค่าสมาชิก วปอ. ตลอดชีพ ค่าเครื่องแต่งกาย และค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น
ความคิดเห็น: การนำ นศ. ต่างชาติเข้ามาร่วมอบรมหลักสูตรความมั่นคง จะมีผลอย่างไร ?
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ และหนึ่งในผู้ที่เคยสอนในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กล่าวว่า วปอ. ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แต่หลายประเทศมีสถาบันการศึกษาด้านความมั่นคงระดับสูงในลักษณะใกล้เคียงกัน แม้จะใช้ชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น National Defense College
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ
หลักสูตรลักษณะนี้มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้รอบด้าน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อให้เห็นว่าการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคงไม่ได้เป็นเรื่องของฝ่ายทหารเพียงอย่างเดียว จึงมักเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน นักการเมือง ข้าราชการ รวมถึงผู้แทนจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วม
สำหรับการมีนักศึกษาต่างชาติในหลักสูตร อาจเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และนโยบายของแต่ละประเทศ รวมถึงช่วยสร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน โดยควรพิจารณาจากข้อตกลงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
ในมุมหนึ่ง ดร.ปณิธาน มองว่า การมีนักศึกษาต่างชาติช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับสูง และสร้างความสัมพันธ์ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการทำงานร่วมกันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ ความคุ้มค่าของงบประมาณและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากหลักสูตร รวมถึงความเหมาะสมของการจัดกิจกรรมหรือการศึกษาดูงานต่าง ๆ
ส่วนข้อกังวลเรื่องข้อมูลความมั่นคงและความลับ รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า โดยหลักแล้วมีระเบียบราชการกำกับอยู่ และข้อมูลที่เป็นความลับระดับสูงไม่ควรถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอน ต้องพิจารณาว่าเนื้อหาที่นำมาสอนอยู่ในระดับใด ขณะที่ข้อมูลด้านนโยบายความมั่นคงบางส่วนในปัจจุบันเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น และสามารถเข้าถึงได้ในลักษณะ Open Data ได้ เช่น นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เรื่องนโยบายความมั่นคงชายแดนภาคใต้
ดังนั้น การประเมินว่าการมีนักศึกษาต่างชาติในหลักสูตรมีความเหมาะสมหรือไม่ จึงควรพิจารณาทั้ง ประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความคุ้มค่าของงบประมาณ ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลข้อมูลและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
“ต้องไปดูว่า ต่างชาติที่มาเข้าร่วมอบรม เขาอาจจะมีความรู้ในแง่ยุทธศาสตร์ การรบ นโยบายของบ้านเขา และนำมาแลกเปลี่ยน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเราในอีกหนึ่ง ประชาชนบางส่วนอาจมองว่ามันจะกว้างไป ไม่สามารถหวังผลได้ชัดเจน เทียบงบประมาณความคุ้มค่า
“ส่วนผลประโยชน์ระยะยาว ก็อาจเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดี การได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ส่วนข้อเสีย อาจเรื่องงบประมาณ หรือความลับรั่วไหล เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว การดูงานในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น เป็นต้น อาจจะต้องระวัง” รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
หมายเหตุ: ความเห็นจากนักวิชาการในบทความนี้ เป็นการวิเคราะห์และมุมมองประกอบ เพื่อให้เห็นบริบทและข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ตรวจสอบ ไม่ได้ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริง
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบรายชื่อจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:
จากการตรวจสอบคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 266/ 69 รายชื่อที่ผ่านการอนุมัติเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2569-2570 รวมทั้งสิ้น 329 คน พบรายชื่อนักศึกษาชาวต่างชาติ 5 คน ได้แก่ นักศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย จีน เมียนมา มาเลเซีย และอินเดีย
บทความที่เกี่ยวข้อง

“จีนเทา” ช่วย “กัมพูชา” ใช้แอนตี้โดรนโจมตีฝ่ายไทย

บทความที่ได้รับความนิยม









