“เขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิงแตก” ที่แท้แค่โครงสร้างพัง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวบิดเบือนจาก Facebook
ภาพบัญชีเฟซบุ๊ก แชร์คลิปวิดีโอภาพน้ำท่วม พร้อมข้อความระบุว่า “ด่วน!! เขื่อนแตกแล้วเขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิง ทรุดตัว–พังทลาย”
Thai PBS Verify พบบัญชีเฟซบุ๊ก แชร์คลิปวิดีโอภาพน้ำท่วม พร้อมข้อความระบุว่า “ด่วน!! เขื่อนแตกแล้วเขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิง ทรุดตัว-พังทลายพื้นที่ริมแม่น้ำปิง เฝ้าระวังและยกของขึ้นที่สูงขอบคุณข้อมูลภาพข่าว: ที่นี่กำแพงเพชร” ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 69
Thai PBS Verify นำภาพในโพสต์ ไปตรวจาอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI เช่น Hive moderation และ zerogpt ไม่พบว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างจาก AI
ผลการตรวจสอบ เว็บไซต์ Hive moderation
ผลการตรวจสอบ เว็บไซต์ zerogpt
เขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิงแตกจริงหรือไม่?
Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “เขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิงแตก” พบว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 69 เพจเฟซบุ๊ก ที่ว่าการอำเภอคลองขลุง กำแพงเพชร ได้โพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริง
โดยมีรายละเอียดดังนี้
อำเภอคลองขลุง จ.กำแพงเพชร ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าเกิดเหตุ “เขื่อนแตก” บริเวณฝั่งท่ามะเขือ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการแตกของเขื่อนกักเก็บน้ำหรือเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่
อำเภอคลองขลุงระบุว่า บริเวณดังกล่าวเป็น โครงสร้างป้องกันริมตลิ่งแม่น้ำปิง ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำหรือเขื่อนกั้นน้ำ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายของแนวป้องกันริมตลิ่ง และขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่
ขณะเดียวกัน อำเภอคลองขลุงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพื้นที่และดำเนินการแก้ไข พร้อมติดตามระดับน้ำและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่
อำเภอคลองขลุงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนและความตื่นตระหนก
สชป.4 ลงพื้นที่ติดตามการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จ.กำแพงเพชร
ต่อมาเมื่อเข้าไปค้นหาในเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานชลประทานที่ 4 พบว่า วันที่ 30 ก.ย. 69 เวลา 10.00 น. นายปิยะ ลืออุติกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 มอบหมายให้ นายสิงหา ศรีบุญมา ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานของเครื่องจักรกลในการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ณ คลองแขยง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
การดำเนินงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ และเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 4 ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สถานการณ์น้ำภาคเหนือเป็นอย่างไร ?
วันที่ 2 ต.ค. 69 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยสถานการณ์น้ำว่า ปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคเหนือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำสะแกกรัง ซึ่งมีปริมาณน้ำลดลงกว่า 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสามารถรักษาระดับการระบายได้อีก 5–6 วัน เพื่อเตรียมรองรับฝนที่จะตกในช่วงวันที่ 11–13 ต.ค.นี้
สำหรับเขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์ 80% และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70–80% ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเกินความจุ แต่ยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีกประมาณ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้ระบายน้ำอยู่ที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายไพฑูรย์กล่าวว่า น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไหลรวมกับคลองชัยนาท-ป่าสัก ก่อนเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และมุ่งหน้าไปยังพื้นที่บางปะอินและบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนเข้าสู่ จ.ปทุมธานีและนนทบุรี โดยคาดว่าจะมีปริมาณน้ำประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่พื้นที่นอกคันกั้นน้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะ อ.เสนา และ อ.ผักไห่ อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ
ส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังต่ำกว่าตลิ่ง โดยที่ จ.นนทบุรี ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1.2 เมตร จ.ปทุมธานี 0.57 เมตร และพื้นที่ กทม.ประมาณ 1.2 เมตร จึงยังสามารถรองรับการระบายน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามปริมาณฝนช่วงวันที่ 11–13 ต.ค.อย่างใกล้ชิด โดยอาจมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ของ กทม.และปริมณฑล
สำหรับลุ่มน้ำท่าจีน มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก โดยมีการควบคุมการระบายน้ำบริเวณประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่พื้นที่รอยต่อสุพรรณบุรีและนครปฐมมีการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง
ด้านการระบายน้ำใน กทม. สามารถสูบน้ำผ่านอุโมงค์และคลองต่าง ๆ ได้ ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออกบริเวณ จ.ฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ ยังระบายน้ำได้จำกัด จึงมีการสั่งการให้เพิ่มเครื่องสูบน้ำและเร่งระบายน้ำไปยังจุดที่สามารถรองรับได้
ส่วนลุ่มน้ำบางปะกง เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ระดับน้ำขึ้นสูงสุดครั้งใหม่ที่ 4.98 เมตร สูงกว่าปี 2556 ประมาณ 11 เซนติเมตร โดยกรมชลประทานจะบริหารการระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาพื้นที่รองรับน้ำ ขณะที่ช่วงวันที่ 11–13 ต.ค. จะควบคุมการระบายน้ำ เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำอาจได้รับผลกระทบ
สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก มีสถานการณ์น้ำท่วมบางส่วนใน จ.ระยองและจันทบุรี และคาดว่าจะมีฝนตกหนักใน จ.จันทบุรีและตราดช่วงวันที่ 11 ต.ค. จึงมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณยังมีพื้นที่รองรับน้ำประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์เหลือพื้นที่รองรับน้ำประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่การระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองมีแนวโน้มลดลง และคาดว่าจะต่ำกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายใน 1 สัปดาห์
สำหรับลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจานยังสามารถบริหารจัดการน้ำได้ โดยมีน้ำไหลเข้า 11–13 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบายน้ำประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนในวันที่ 6 ต.ค. และช่วงวันที่ 11–13 ต.ค.
นายไพฑูรย์ย้ำว่า ขณะนี้มวลน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง และสถานการณ์ใน กทม. ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่อาจมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ จึงขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนอย่างต่อเนื่อง
เรื่องจริงเป็นอย่างไร?
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า บริเวณฝั่งท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เกิดความเสียหายของโครงสร้างป้องกันริมตลิ่งแม่น้ำปิงจริง แต่ไม่ใช่เหตุ “เขื่อนกักเก็บน้ำหรือเขื่อนกั้นน้ำแตก” ตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยอำเภอคลองขลุงระบุว่าอยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและแก้ไข พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่
ส่วนสถานการณ์น้ำในภาพรวม ปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคเหนือมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำสะแกกรัง ขณะที่หน่วยงานด้านน้ำยังบริหารการระบายน้ำจากเขื่อนและลุ่มน้ำต่าง ๆ เพื่อเตรียมรองรับฝนที่คาดว่าจะตกในช่วงวันที่ 11–13 ต.ค. 2569 โดยพื้นที่ กทม.และปริมณฑลยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ แต่ยังมีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ จึงต้องติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI : เมื่อนำภาพในโพสต์ ไปตรวจาอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI เช่น Hive moderation และ zerogpt ไม่พบว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างจาก AI
- ตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญ: Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “เขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิงแตก” พบว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 69 เพจเฟซบุ๊ก ที่ว่าการอำเภอคลองขลุง กำแพงเพชร ชี้แจง กรณี “เขื่อนเรียงหินริมแม่น้ำปิงแตก” ฝั่งท่ามะเขือ เป็นความเสียหายของโครงสร้างป้องกันริมตลิ่ง ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำหรือเขื่อนกั้นน้ำ ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไข ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก
- ตรวจสอบด้วยแหล่งข้อมูล: เมื่อเข้าไปค้นหาในเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานชลประทานที่ 4 สชป.4 ลงพื้นที่ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ติดตามการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองแขยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเพื่อเตรียมรับมือช่วงฤดูฝน
- ตรวจสอบแหล่งข้อมูล: สทนช.ระบุ มวลน้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำสะแกกรัง ขณะที่ กทม.และปริมณฑลยังสามารถบริหารจัดการน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังฝนช่วงวันที่ 11–13 ต.ค. 69 ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบของข้อเท็จ
- สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเกิดเหตุเขื่อนกักเก็บน้ำหรือเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่แตก ทั้งที่หน่วยงานท้องถิ่นระบุว่าเป็นความเสียหายของโครงสร้างป้องกันริมตลิ่ง
- ทำให้ประชาชนประเมินความรุนแรงของสถานการณ์น้ำผิดไป และอาจตัดสินใจเตรียมรับมือหรืออพยพโดยอาศัยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
- กระทบต่อความเชื่อมั่นในสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้คำว่า “เขื่อนแตก” ซึ่งสื่อถึงเหตุการณ์รุนแรงกว่าข้อเท็จจริง
- อาจทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลซ้ำและขยายความเข้าใจผิด โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและฝนอย่างใกล้ชิด
- บดบังข้อมูลสถานการณ์จริงที่ประชาชนควรติดตาม เช่น ระดับน้ำ การกัดเซาะของตลิ่ง และประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานในพื้นที่
- กระทบประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ หากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนทำให้เกิดความกังวลหรือการเตรียมตัวรับมือที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ซึ่งอำเภอคลองขลุงเองระบุว่าควรติดตามข้อมูลจากทางราชการและหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบว่าข้อมูลระบุ สถานที่และประเภทของโครงสร้าง ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะคำว่า “เขื่อนแตก” อาจหมายถึงโครงสร้างป้องกันริมตลิ่ง ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำ
- ตรวจสอบวัน เวลา และจุดเกิดเหตุจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการนำภาพหรือคลิปจากเหตุการณ์อื่นมาเผยแพร่ซ้ำ
- ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่ เช่น อำเภอ จังหวัด ปภ. และหน่วยงานด้านน้ำ ก่อนสรุปสถานการณ์
- เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง หากพบข้อความที่ระบุว่าสถานการณ์รุนแรง ควรตรวจสอบว่ามีประกาศหรือการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่
- ไม่ส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ หากพบว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน ควรแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมแหล่งอ้างอิงให้ผู้อื่นทราบ









