"รัฐธรรมนูญใหม่" เสียงประชาชนที่ยังไม่เห็นปลายทาง

การเมือง
15:57
จำนวนผู้ชม 75
"รัฐธรรมนูญใหม่" เสียงประชาชนที่ยังไม่เห็นปลายทาง
Botnoi Voice
เป็นที่ชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีไม่นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างสภาฯ ไปพิจารณาต่อ โดยยกหน้าที่ให้สภาฯ จัดทำร่างฉบับใหม่ แต่เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ยังมีมุมมองความคิดที่ต่างกันสิ้นเชิงจากสองขั้วการเมือง โดยเฉพาะคำถามว่า "ที่ว่าทำใหม่นั้น เริ่มเมื่อไร?"

ลำพังพรรคการเมืองที่มีเสียง สส.มากพอตามกติกา จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสภาฯ ก็ย่อมทำได้โดยอิสระ แต่กฎหมายจะผ่านได้หรือไม่นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง

นี่คือโจทย์ที่พรรคประชาชนกำลังเผชิญในกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลพรรคสีส้มสามารถเสนอร่างแก้ไขฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ได้ และพวกเขาก็อยู่ระหว่างร่างเนื้อหา ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาจ้องมองในฐานะอุปสรรค มีเพียงท่าทีของคณะรัฐมนตรีเพียงเท่านั้น

แต่เดิมมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอไว้ในสภาฯ ชุดที่แล้ว ขอเพียงคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเห็นชอบให้พิจารณาต่อ ก็นำมาปัดฝุ่นเดินหน้าต่อจากวาระที่ค้างไว้เดิมได้เลย

เว้นแต่ คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีไอเดียเป็นอื่นในเรื่องนี้

คณะรัฐมนตรีโดยนายกฯ อนุทิน ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อ 21 ล้านเสียงในการทำประชามติ เห็นควรให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแต่พวกเขาเลือกจะไม่ใช่ร่างฉบับเดิมที่คงค้าง และชัดเจนว่าตีตกไป โดยมอบภาระในการเสนอร่างฉบับใหม่เป็นหน้าที่ของสภา

ประโยคนี้ทำเอาบางคนถึงกับอุทาน เพราะตอนจรดปากกาเห็นชอบในคูหาประชามติ พวกเขาเข้าใจว่าจะเป็นการต่อยอดจากร่างแก้ไขฉบับเดิม

เอาเป็นว่า มีหลายเหตุผลที่คณะผู้บริหารภายใต้การนำของขุนพลสีน้ำเงินเชื่อว่า ร่างของใหม่ดีกว่าใช้ของเก่า เหตุผลเหล่านี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งจากปากของหนึ่งในคณะแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาฯ ชุดก่อน สส.นิกร จำนง บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

1. นิกร ระบุว่า ร่างฉบับที่ค้างอยู่มีปัญหาเห็นต่างกันโดยเนื้อใน เพราะถึงแม้จะเป็นร่างฉบับที่เสนอโดยรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ก็อยู่ในสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำให้ร่างหลักที่สภาฯ รับไปพิจารณา เป็นร่างของพรรคประชาชน (ฉบับของพรรคก้าวไกลเดิม) ซึ่งมีโครงสร้างและหลักการที่ฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบันไม่เห็นด้วย

2. รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 จับสัญญาณจากท่าทีที่ผ่านมา พวกเขาถือเอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขเด็ดขาด แต่ในร่างฉบับเดิมที่เป็นร่างหลัก ไม่มีการยกเว้นหมวดดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนตามที่พรรคภูมิใจไทยต้องการ

3. กลไกการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงในร่างเดิม ถูกมองว่าอาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้แนวทางไว้

4. รัฐบาลมองว่าการเริ่มใหม่จะช่วยให้สามารถออกแบบกระบวนการรับฟังเสียงประชาชนได้กว้างขวางและเหมาะสมกว่า

5. ใช้งบประมาณการทำประชามติสูง เห็นควรให้ทุ่มสรรพกำลังไปยังการแก้ปัญหาปากท้องจากวิกฤตด้านพลังงาน

นิกร ยืนยันในรายการมุมการเมือง (14 พ.ค.2569) ว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเสียงข้างมากในรัฐบาลปัจจุบัน ต้องการใช้อำนาจในฐานะเสียงข้างมากเสนอร่างใหม่ที่เขียนตามหลักการที่ควรจะเป็น และจะเจรจากับวุฒิสภาไว้ก่อน เพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนครั้งที่ผ่านมา

แต่โดยคำชี้แจงเหล่านี้ สิ่งที่ถูกทวงถามมากที่สุดคือ ร่างแก้ไขฉบับใหม่ของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน จะแล้วเสร็จเป็นรูปร่าง หรือมีรายละเอียดอย่างไร จะถูกเสนอเข้าสู่สภาฯ ช่วงเวลาไหน นี่คือกรอบเวลาที่ยังไร้คำตอบ และเป็นกรอบเวลาที่พรรคฝ่ายค้านจี้ตรงเข้าไปยังศูนย์กลางอำนาจมากที่สุดนาทีนี้

ว่ากันตามตรง พรรคประชาชนพอจะรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะไม่นำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับค้างสภาฯ ไปพิจารณาต่อ พวกเขามีเวลาพอสมควรในการเตรียมแผน หรืออย่างน้อยเตรียมคำถาม เพื่อช่วงชิงจังหวะนำที่ได้เปรียบในการโต้เถียงเรื่องนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นหนึ่งในทีมขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญที่โดดเด่นไม่แพ้ใครจากฟากฝ่ายค้าย เขาเปิดใจผ่านรายการประจักษ์จับประเด็น (14 พ.ค.2569) อย่างไม่เกรงใจ ถึงเหตุผลที่ทำให้นักการเมืองหนุ่มคนนี้เชื่อว่า "แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลไม่ได้อยากแก้รัฐธรรมนูญ"

1. พริษฐ์ เชื่อว่ากฎกติกาหลายประการของรัฐธรรมนูญ 2560 เอื้อความได้เปรียบทางการเมืองให้แก่พรรคภูมิใจไทย เขาเชื่อมโยงไปถึงกติกาการเลือก สว. ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการฮั้วและไม่ยึดโยงประชาชน เอื้อประโยชน์ต่อขั้วอำนาจเดิมและรัฐบาลในการควบคุมหรือต่อรองทางการเมือง

2. พริษฐ์ ยังเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้องค์กรอิสระยากแก่การถูกตรวจสอบหรือถอดถอน เขายกตัวอย่างการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งไม่ได้มีช่องทางให้ภาคประชาชนตรวจสอบ แม้การจัดการเลือกตั้งจะถูกตั้งข้อสงสัยถึงความผิดปกติ ประชาชนก็ไม่สามารถเข้าชื่อถอดถอนได้โดยง่าย

3. พริษฐ์ ตั้งคำถามถึงฉายา "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" ว่าแท้ที่จริงแล้ว ระบบปัจจุบันไม่สามารถปราบการทุจริตได้จริง

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พอจะประเมินได้ว่า เพราะเหตุใด สส.พริษฐ์ จึงเชื่อว่าการที่รัฐบาลอ้างถึงวิกฤตเศรษฐกิจ งบประมาณการทำประชามติที่สูงถึง 7,000-8,000 ล้านบาท หรือข้ออ้างเรื่องความไม่พร้อมของร่างเดิม เป็นเพียงภาพสะท้อนความไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น

ว่ากันตามตรง แม้กระบวนการทำรัฐธรรมนูญจะต้องเริ่มกันใหม่ในรัฐบาลชุดนี้ แต่หากตัดขั้นตอนของคณะกรรมการศึกษาออกไป ก็พอจะร่นเวลาลงมาได้ และกระบวนการในการทำประชามติครั้งแรกก็ถือว่าผ่านพ้นไปแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ ก็ไม่สามารถพูดได้เลยว่า "รวดเร็ว"

ลำพังการทำประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน (กฎหมายกำหนดให้การทำประชามติแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน)

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการร่างใหม่ทั้งฉบับจะใช้เวลาพิจารณาและเสนอเรื่องประมาณ 4 ถึง 6 เดือน เมื่อรวมขั้นตอนการประกาศใช้กฎหมายแก้ไขนี้อาจกินเวลาเกือบ 1 ปี

กระบวนการการคัดเลือกหรือตั้งคณะกรรมการยกร่างจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน และยังต้องใช้เวลาในการรับฟังเสียงประชาชนอย่างกว้างขวางทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เหมือนเช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี

คาดการณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วง ปี 2571

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้คำสัญญาจากฟากฝั่งรัฐบาลว่า ได้รัฐธรรมนูญใหม่ทันวาระรัฐบาลชุดนี้แน่นอน

อันเป็นคำสัญญาเดิมกับที่เคยให้ไว้แก่ประชาชน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นั่นเอง

วิเคราะห์ : อุรชัย ศรแก้ว ผู้ดำเนินรายการมุมการเมือง

อ่านข่าว :

สภาฯ เบรกพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

นายกฯ ไม่หวั่นยื่นศาลปม พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้จำเป็นเร่งด่วน ลั่นไม่มีแผนสอง

"ภราดร" แจง ครม.ไม่ยืนยันร่าง รธน.เดิมเสี่ยงถูกตีตก ให้สภาฯ ชุดใหม่เสนอ