วันนี้ ( 29 ม.ค.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจว่า ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท และการรับมือเงินบาทแข็งค่านัดแรกวานนี้ ว่า อาจมีผู้ประกอบบการที่มีผลกระทบมากกว่ารายอื่นที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังจากที่ในช่วงก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการทั่วไปในการบรรเทาผลกระทบไปแล้ว อาทิ มาตรการด้านภาษี การเพิ่มสภาพคล่อง
นายกิตติรัตน์ ยังระบุว่า นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เตรียมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นกรรมการเพิ่มเติม อาทิ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสถาบันการเงินต่าง ๆที่เป็นสมาชิกสภาธนาคารไทย ธนาคารต่างประเทศที่เปิดกิจการในไทย และการให้สำนักงานส่งเสริมวิาสหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.เป็นหน่วยงานกลางในการรับเรื่องราวจากผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป
นายกิตติรัตน์ ยังระบุว่า ได้มีการหารือถึงกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ส่งออกได้รับผลกระทบ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานว่า การแข็งค่าขึ้นจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงระยะสั้นและอาจมีความเสี่ยงเนื่องจากทำให้ค่าเงินแข็ง และเงินที่ไหลเข้าเข้าเหล่านี้ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็แสดงความเป็นห่วงถึงเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมหารือกับ นายประสารไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างไรที่จะดูแลการไหลเข้า-ออกของเงินทุนที่ไหลเข้าในระยะสั้นในช่วงนี้ และยืนยันว่ายังไม่มีมาตรการควบคุมการไหลเข้า-ออกของทุน เนื่องจากเป็นประเทศที่เปิดและจะใช้นโยบายตามที่ใช้ปกติ รวมถึงการเชิญผู้ที่มีความรู้เข้าหารือด้วย
"สิทธิและหน้าที่ในการจัดทำนโยบายเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทยและหน้าที่ของกรรมการนโยบายการเงิน และยืนยันว่า ไม่ใช้นโยบายควบคุมเงินไหลเข้า-ออกแน่นอน รวมถึงมาตรการภาษีที่ไปกระทบกับเรื่องของอัตราผลตอบแทน อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่มจากกำไรการลงทุน ภาษีจากอัตราผลดอกเบี้ยหรือเงินปันผล" นายกิติรัตน์ ระบุ
