เอกชนเรียกร้อง ธปท.ลดดอกเบี้ยร้อยละ 1
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ วันนี้ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะกำชับให้เร่งแก้ปัญหา ซึ่งภายหลังประชุมนายกิตติรัตน์ก็งดให้ข่าวรายละเอียดการประชุม
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมสรุปมาตรการ 5 ข้อ ที่จะให้รัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลค่าเงินบาท โดยมาตรการที่สำคัญที่สุดคือ ลดดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จาก ปัจจุบันร้อยละ 2.75 เนื่องจากหากทยอยลด จะไม่มีผล
ขณะที่นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตระกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่า นอกจากกระทบต่อผู้ส่งออก ยังกระทบเกษตรกร ทำให้รายได้ลดลง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าแทรกแซงเงินบาท ให้เห็นผลโดยเร็ว พร้อมเตรียมเข้าพบผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่พิจารณาที่จะใช้มาตรการลดดอกเบี้ย และเห็นว่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลดีต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง และระยะยาว
ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และรวดเร็ว ซึ่งจนถึงขณะนี้เงินบาทแข็งค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 6 และแข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบกับการส่งออก
ผู้ประกอบการสะท้อนว่าปีนี้เป็นปีที่ค่าเงินบาทเลวร้ายมากที่สุด โดยผู้ประกอบการส่งออกกุ้งแช่แข็ง และผู้ส่งออกไม้ดอก กล่าวว่า ธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งจากค่าแรงขั้นต่ำ และเงินบาทแข็งค่า ทำให้ต้องลดเวลาทำงาน ลดการจ้างแรงงาน และหากไม่สามารถแบกรับภาระได้อาจต้องปิดกิจการ
สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยผู้ประกอบการระบุว่าหากเงินบาทแข็งค่าไปถึง 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ร้อยละ 12 อาจจะต้องปลดคนงาน ขณะที่เกือบร้อยละ 10 ถึงขึ้นปิดกิจการ
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากเงินบาทแข็งค่าถึง 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้การส่งออกในปีนี้ขยายตัวได้ไม่ถึงเกินร้อยละ 5 และในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 จะเห็นผลกระทบกับภาคส่งออกชัดเจน โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป กลุ่มสิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์
