ภาคเอกชนเสนอ 5มาตรการดูแลค่าเงินบาท
ภาคเอกชน ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย เข้าพบกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือค่าเงินบาทแข็งที่ส่งผลกระทบกับภาคส่งออกอย่างหนัก โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งทำหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทยภายในวันนี้ (26 เม.ย.2556) เพื่อให้เร่งออกมาตรการ โดยเอกชนได้เสนอมาตรการเพื่อพิจารณา 5 ข้อ โดยเฉพาะการเร่งลดดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1
รวมทั้งเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชนชุดเล็ก เพื่อประเมินสถานการณ์ค่าเงินบาท และประชุมร่วมกันทุกเดือน โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่ากระทรวงพาณิชย์ ต้องเร่งสนับสนุนการค้าชายแดนให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีมูลค่าอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท หรือ ร้อยละ 10 ของจีดีพี เพื่อชดเชยการส่งออกที่ขาดหายไปจากตลาดหลักในยุโรปและสหรัฐฯและจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
พร้อมเตรียมหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 30 เม.ย.2556 เพื่อให้มีมาตรการที่ชัดเจน เพราะขณะนี้อุตสาหกรรมส่งออกหลายประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น การส่งออกอัญมณี
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยา เนื่องจากค่าเงินที่แข็งค่าต่อเนื่องผิดปกติ จากเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นหรือไม่ โดยรัฐบาลควรมีมาตรการระยะสั้น-กลาง และระยะยาว เพื่อดูแลสิ่งจำเป็นเร่งด่วน คือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ต้องรับซื้อประกันความเสี่ยงส่วนที่เหลือจากผู้ส่งออกเอสเอ็มอี ที่มีทุนหมุนเวียนต่ำ
ขณะที่รองศาสตราจารย์ ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทไม่น่าห่วง แม้ขณะนี้จะแข็งค่ากว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจากสะท้อนว่าไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี และมองว่าการที่รัฐบาลกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ลดอัตราดอกเบี้ย เป็นการหวังผลทางการเมือง ขณะเดียวกันทางแบงก์ชาติควรดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วจนเกินไป เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวทัน
ซึ่งบ่ายวันนี้จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หารือปัญหาค่าเงินบาท ที่ทำเนียบรัฐบาล
