นายกฯตุรกียันไม่ล้มแผนสร้างสวนสาธารณะ

ต่างประเทศ
04:04
จำนวนผู้ชม 49
Thai PBS
นายกฯตุรกียันไม่ล้มแผนสร้างสวนสาธารณะ

ผู้นำตุรกีเดินทางกลับประเทศแล้ว หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสิบปี โดยยืนยันว่าจะไม่ล้มเลิกแผนการพัฒนาพื้นที่สวนสาธารณะในนครอิสตันบูล ซึ่งเป็นชนวนเหตุของการประท้วงในครั้งนี้

การต้อนรับการเดินทางกลับบ้านของนายเรเซป ทายยิป เออร์โดกัน นายกรัฐมนตรีของตุรกี มีกลุ่มผู้สนับสนุนหลายคนรอต้อนรับที่สนามบินในนครอิสตันบูลช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยนายเออร์โดกันได้กล่าวปราศรัยที่สนามบินขอให้ผู้ประท้วงยุติการชุมนุมทันที ที่ผ่านมาตุรกีสูญเสียความน่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยและตอนนี้ประเทศกำลังเข้าสู่ความจลาจล

ก่อนหน้านี้ผู้นำตุรกีได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเยือนประเทศในแอฟริกาเหนือว่า รัฐบาลจะไม่ล้มเลิกแผนการพัฒนาพื้นที่สวนสาธารณะเกซีในนครอิสตันบูล เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้นานแล้ว และฝ่ายค้านไม่เคยท้วงติงเรื่องนี้ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลยกเลิก

ส่วนการประท้วงเมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.2556) ซึ่งเป็นวันที่ 7 มีประชาชนออกมาชุมนุมในนครอิสตันบูลและกรุงอังการ่าจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้นายเออร์โดกันลงจากตำแหน่ง ส่วนการปะทะระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คนที่เมืองอดาน่า ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 3 คน และบาดเจ็บมากกว่า 4,000 คน

ด้านรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย แถลงว่าทางการได้สอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องที่ตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับประชาชนแล้ว โดยเริ่มจากการตรวจสอบภาพเหตุการณ์ทั้งภาพนิ่งและภาพวีดีโอ รวมถึงข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์สังคมออนไลน์และข้อมูลที่ประชาชนส่งมาให้ทางการ

แต่การประท้วงของตุรกีครั้งนี้ ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในประเทศ จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลพยายามปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการกดดันไม่ให้สื่อนำเสนอเรื่องนี้ เช่น สถานีโทรทัศน์ของเอกชนรายหนึ่งที่นำเสนอข่าวการประท้วงเพียงสั้นๆ ในช่วงข่าวภาคปกติ แม้แต่เวลาที่เกิดการปะทะระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง ทางสถานีไม่เคยตัดเข้ารายการพิเศษ แต่นำเสนอรายการปกติ ทำให้ประชาชนต้องติดตามสถานการณ์การประท้วงผ่านทางเว็บไซต์ อย่าง"ทวิตเตอร์"และ"เฟซบุ๊ค" ชาวตุรกีบางคนบอกว่ารู้สึกเสียใจที่สื่อมวลชน โทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ไม่สนใจข่าวการประท้วงเท่าที่ควร ขณะที่ผู้ดำเนินรายการคนหนึ่งของสถานีบอกว่า เหตุผลที่ทางสถานีไม่ให้ความสำคัญกับข่าวการประท้วง เพราะไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย หากสื่อมวลชนเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพเหตุการณ์จะแพร่กระจายไปในวงกว้าง ทางสถานีจึงต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง และยืนยันว่าการที่ไม่ให้ความสำคัญกับข่าวการประท้วง ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันของรัฐบาล