วันสุขภาพจิตโลก 2567 ปรับ Mindset ปลดล็อกใจทุก (ข์) มนุษย์ออฟฟิศ

ไลฟ์สไตล์
15:37
จำนวนผู้ชม 4,834
Thai PBS
วันสุขภาพจิตโลก 2567 ปรับ Mindset ปลดล็อกใจทุก (ข์) มนุษย์ออฟฟิศ
ผู้ช่วย AI

วันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) ก่อตั้งขึ้นโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health หรือ WFMH) เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2535 เพราะปัญหาสุขภาพจิตมักถูกตีตราในหลายวัฒนธรรม การสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้ จะช่วยลดทอนอคติที่มีต่อผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้พวกเขาได้รับการรักษาที่เหมาะสมและเข้าถึงบริการได้อย่างทันท่วงที

สิ่งสำคัญในที่ทำงานคือ "สุขภาพจิต"

แคมเปญของ "วันสุขภาพจิตโลก" ในปี 2567 นี้คือ "ถึงเวลาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตในที่ทำงาน" (It's Time to Prioritize Mental Health in the Workplace) ซึ่งเน้นถึงความสำคัญของสุขภาพจิตในสถานที่ทำงาน โดยเชื่อมโยงระหว่างความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ซึโยชิ อากิยามะ ประธาน WFMH กล่าวว่า แคมเปญวันสุขภาพจิตโลกในปีนี้ ได้รับเลือกจากการลงคะแนนเสียงจากทั่วโลกจากสมาชิก WFMH ใน 116 ประเทศ ถือเป็นการสะท้อนให้ผู้บริหารได้ตระหนักถึงสุขภาพจิตของพนักงานในองค์กร

ผู้ใหญ่บางคนใช้เวลาทำงานมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพ แต่สำหรับคนอีกจำนวนมาก การทำงานกลับไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเอง ไม่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตตามมา

ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล เป็นปัญหาที่แพร่หลายในสถานที่ทำงานทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน หากไม่ได้รับการรักษา ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ตามการประเมินของ WHO ดังนั้น แคมเปญปี 2567 จึงยิงเป้าไปเพื่อกระตุ้นนายจ้างและองค์กร หากลยุทธ์ช่วยลดความเครียดในที่ทำงานมาใช้ เช่น การจัดเวลาให้ยืดหยุ่น การสนับสนุนทรัพยากรด้านสุขภาพจิต และการสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกตำหนิ

ด้าน ศ.เกเบรียล อิฟบิจาโร เลขาธิการ WFMH ระบุว่า งานวิจัยในปี 2563 พบอัตราการว่างงานที่สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต พฤติกรรมก่ออาชญากรรม อัตราการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด อัตราการฆ่าตัวตาย และ อัตราการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ "ที่เพิ่มขึ้น"

โดยทั่วไป แม้ว่าการจ้างงานจะเป็นสิ่งที่ดี แต่รูปแบบการทำงาน "บางอย่าง" อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและนำไปสู่ความเครียดที่เพิ่มขึ้น เช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การทำงานกะกลางคืน การทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ รวมถึงภาวะหมดไฟ ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ "ลดลง" เช่น เริ่มขาดงาน มาทำงานสาย

ทุกคนรู้ว่างานที่ดีมาจากสภาพแวดล้อมที่ดี แต่ผู้คนจำนวนมากที่มีปัญหาสุขภาพจิต กลับไม่กล้าเปิดเผยปัญหาที่ตัวเองเจอกับนายจ้าง เพราะกลัวการถูกตีตรา ตำหนิ และ การเลือกปฏิบัต

สุขภาพจิตที่ดีในที่ทำงาน เป็นยังไง ?

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง "เจ้านายและลูกน้อง" ในที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของพนักงานและประสิทธิภาพในการทำงาน นี่คือแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน

  • สื่อสารที่เปิดเผย : ช่วยเปิดกว้างให้พนักงานรู้สึกว่า ความคิดเห็นของพวกเขาถูกนำมาพิจารณา การพูดคุย ไถ่ถามกันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พนักงานกล้าพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา หรือ ข้อเสนอแนะ จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจในทีม
  • ให้การสนับสนุน : เจ้านายที่น่ารัก ควรให้การสนับสนุนลูกน้องในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เช่น การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม หรือ การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้พนักงานมีความรู้สึกดีขึ้นในที่ทำงาน​
  • ยอมรับและชื่นชม : การยอมรับความสำเร็จ ชื่นชมในความพยายามของพนักงาน จะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจและความภูมิใจในการทำงาน การแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจสามารถสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีได้​
  • สร้างวัฒนธรรมที่มีส่วนร่วม : สร้างโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมจะช่วยส่งเสริมความรู้สึกของความเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของงาน​
  • จัดการความขัดแย้ง : ความสามารถในการจัดการและแก้ไขความขัดแย้งในทีม "อย่างมีประสิทธิภาพ" จะช่วยให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้น และลดความเครียดที่อาจเกิดจากปัญหาต่าง ๆ

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเจ้านายและลูกน้องไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี แต่ยังทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นและบรรยากาศการทำงานที่ดีในองค์กรโดยรวมด้วย

สุขภาพจิตที่ดี เริ่มที่ตัวเรา

ข้อมูลจาด WHO ระบุ การดูแลสุขภาพจิตเริ่มที่ตัวเราและสามารถทำได้ง่าย ๆ เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

  • สร้างกิจวัตรประจำวันที่ดี เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการนอนหลับเพียงพอ การดูแลร่างกายจะช่วยสนับสนุนสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ฝึกสติหรือทำสมาธิ ช่วยให้จัดการกับความเครียดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ ช่วยให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันและลดความวิตกกังวล​
  • สร้างเครือข่ายสังคม ความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตอย่างมาก เพราะการมีคนที่สามารถพูดคุยหรือขอความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นสิ่งสำคัญ
  • ให้เวลากับตัวเองในการทำสิ่งที่ชอบ เช่น การอ่านหนังสือ การฟังเพลง หรือการทำกิจกรรมที่สร้างความสุข จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและลดความเครียดในชีวิตประจำวัน​
  • ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ช่วยให้มีแรงจูงใจในการทำงานและดำเนินชีวิต ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต

รู้จัก 4 สารตั้งต้นแห่ง "ความสุข"

การทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชอบ หรือ การใช้เวลากับคนที่เรารัก ช่วยกระตุ้นการหลั่ง "ฮอร์โมนแห่งความสุข" ซึ่งเป็นสารเคมีในร่างกายที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกดี ลดความเครียด

  1. เซโรโทนิน (Serotonin) ฮอร์โมนแห่งความสุข ควบคุมอารมณ์ความสุขและการนอนหลับ ระดับเซโรโทนินที่เหมาะสม จะช่วยทำให้รู้สึกสงบและมีความสุขมากขึ้น​
  2. โดปามีน (Dopamine) ฮอร์โมนแห่งรู้สึกพอใจ ดีใจ เมื่อเราทำกิจกรรมที่เราชอบหรือประสบความสำเร็จ โดปามีนจะหลั่งออกมา
  3. เอนโดรฟิน (Endorphins) ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่คล้ายกับยาบรรเทาอาการปวด มักหลั่งออกมาในช่วงออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีความสุข
  4. ออกซิโทซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความผูกพัน โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เมื่อเราอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารักหรือมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ฮอร์โมนนี้จะหลั่งออกมา ทำให้รู้สึกอบอุ่นและมีความสุข

"สุขภาพจิตที่ดี" ต้องเริ่มต้นจากการฝึกพัฒนาใจตัวเองให้แข็งแรงก่อน แล้วตัวเราเองก็จะสามารถเป็น "สารตั้งต้น" แห่งความสุขในที่ทำงานได้

อ่านข่าวอื่น :

"กัญจนา" ย้ายด่วนช้างขุนเดช-ดอกแก้ว ไม่ขอคุย "แสงเดือน"

เนื้อนุ่ม หนาฟู "กระท้อนนาปริกสตูล" Soft Power ผลไม้ไทย

น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูง เอ่อท่วมชุมชนวัดเทวราชกุญชร กทม.