CGM คืออะไร? รู้จักเครื่องวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง ใครควรใช้ และมีประโยชน์อย่างไร

ไลฟ์สไตล์
09:00
จำนวนผู้ชม 22
Thai PBS
CGM คืออะไร? รู้จักเครื่องวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง ใครควรใช้ และมีประโยชน์อย่างไร

จากการนับก้าวเดิน วัดการนอน และติดตามการเต้นหัวใจผ่านสมาร์ตวอทช์ อีกเทรนด์สุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจคือ การติดตามระดับน้ำตาล ผ่านเครื่อง CGM (Continuous Glucose Monitor) ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลได้แบบต่อเนื่องตลอดวัน

เดิมที CGM ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ให้สามารถเฝ้าติดตามระดับน้ำตาลได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเจาะปลายนิ้วบ่อยครั้ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปที่ใส่ใจสุขภาพ นักกีฬา รวมถึงผู้ที่ต้องการดูแลร่างกายเชิงป้องกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ CGM จะได้รับความนิยม แต่การใช้งานควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้แปลผลข้อมูลและนำไปใช้ดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

CGM คืออะไร?

CGM (Continuous Glucose Monitor) เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลจากของเหลวระหว่างเซลล์ โดยใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กติดไว้ใต้ผิวหนัง มักติดบริเวณต้นแขนหรือหน้าท้อง เซ็นเซอร์จะตรวจวัดระดับน้ำตาลทุกไม่กี่นาที และส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยังสมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ หรือเครื่องรับสัญญาณ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามค่าระดับน้ำตาลได้ตลอดทั้งวันและทั้งคืน

นอกจากแสดงค่าปัจจุบันแล้ว CGM ยังบอกแนวโน้มว่าระดับน้ำตาลกำลังเพิ่มขึ้น ลดลง หรือคงที่ ทำให้สามารถวางแผนการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาได้เหมาะสมมากขึ้น

จุดเด่นของ CGM ที่เหนือกว่าการเจาะปลายนิ้ว คือ การเจาะปลายนิ้วแบบเดิมจะแสดงเพียงค่าระดับน้ำตาลในช่วงเวลาที่ตรวจเท่านั้น หากต้องการติดตามอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยอาจต้องเจาะหลายครั้งต่อวัน

CGM มีประโยชน์อย่างไร?

CGM ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาล แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจร่างกาย และนำข้อมูลไปปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม เช่น

  • ลดการเจาะปลายนิ้วบ่อยครั้ง ช่วยติดตามระดับน้ำตาลได้ต่อเนื่อง ทำให้ลดความจำเป็นในการเจาะเลือด ยกเว้นในกรณีที่ต้องตรวจยืนยันผลเมื่อค่าที่แสดงไม่ตรงกับอาการ
  • CGM แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล ทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่าอาหาร การออกกำลังกาย หรือความเครียด ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น ข้อมูลช่วยให้ปรับพฤติกรรมและการรักษาได้ทันที ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
  • แจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำตาลผิดปกติ ส่งสัญญาณเตือนเมื่อระดับน้ำตาลต่ำหรือสูงเกินกำหนด โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะฉุกเฉิน

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ CGM ?

CGM เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1, ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลต่ำโดยไม่รู้ตัว, ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเข้มงวดตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีบางคนที่ไม่มีโรคเบาหวานเลือกใช้ CGM เพื่อศึกษาผลกระทบของอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความเครียดที่มีต่อระดับน้ำตาลในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม การใช้งานในกลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

แม้ CGM จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำ แต่ก็ยังมีข้อควรระวัง ผู้ใช้งานควรเปลี่ยนเซ็นเซอร์ตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด ดูแลบริเวณติดตั้งให้สะอาด และตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์อยู่เสมอ

หากค่าที่แสดงไม่สอดคล้องกับอาการ เช่น หน้ามืด ใจสั่น เหงื่อออกมาก หรือมีอาการสงสัยภาวะน้ำตาลต่ำ ควรตรวจยืนยันด้วยการเจาะปลายนิ้ว และรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า CGM เพียงบางรุ่นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าค่าระดับน้ำตาลหรือรูปแบบของน้ำตาลแบบใดจาก CGM จะถือว่าผิดปกติในคนทั่วไป รวมถึงไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงประโยชน์ระยะยาวของ CGM ในคนที่ไม่เป็นเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม การใช้ CGM ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน CGM อาจช่วยให้ เห็นความผันผวนของระดับน้ำตาลในแต่ละวัน ทำให้เห็นถึงผลของอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยชะลอการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 กับประโยชน์ของ CGM

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมาก การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ ไตวาย

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อ้างอิง ศ.คลินิก พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล อุปนายกคนที่ 2 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ระบุว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes: T1D) เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ พบได้ทุกช่วงวัย แต่พบมากในเด็กและวัยรุ่น

อาการที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป คือมีน้ำตาลในเลือดสูง ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำเยอะ ผอมลง แต่จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 2-3 สัปดาห์ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและเริ่มรักษาโดยเร็ว

การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้อินซูลินทดแทน ร่วมกับการติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเจาะปลายนิ้วและการใช้เครื่อง CGM ที่ช่วยแสดงค่าระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง พร้อมแจ้งเตือนเมื่อค่าสูงหรือต่ำผิดปกติ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อ้างอิงข้อมูล : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลพญาไท 2, National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK), สหรัฐอเมริกา

แพทย์เตือนจ้องจอนาน เสี่ยงตาล้า-ตาแห้ง แนะใช้หลัก 20-20-20

คู่รักป่วนนิวยอร์ก ปีนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต ก่อนคุกเข่าขอแต่งงาน

"เคน" เหมา 2 พาอังกฤษแซงชนะ ดีอาร์ คองโก ไป 2-1 ประตู ลิ่ว 16 ทีมสุดท้าย