ทำไม "สกุชชี่" ถึงกลายเป็นเครื่องบำบัดจิตใจของคนวัยทำงาน ?

ไลฟ์สไตล์
10:28
จำนวนผู้ชม 34
Thai PBS
ทำไม "สกุชชี่" ถึงกลายเป็นเครื่องบำบัดจิตใจของคนวัยทำงาน ?
ของเล่นทางเลือกอย่าง "สกุชชี่" กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในประเทศไทย ครอบคลุมทุกกลุ่มทุกวัย มีผลวิจัยชี้ชัดสรรพคุณไม่ใช่เพียงแค่ของเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน แต่เป็นของเล่นที่ตอบโจทย์จิตวิทยาด้านสัมผัส บำบัดความเครียด สร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดนักสะสม

หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วมีใครบอกว่า มนุษย์ออฟฟิศหลายคนยอมจ่ายเงินหลักร้อย หลักพัน หรือบางครั้งถึงหลายพันบาท เพื่อซื้อก้อนโฟมนิ่ม ๆ มาวางบนโต๊ะทำงาน หลายคนคงหัวเราะและคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

แต่วันนี้เรื่องนั้นเกิดขึ้นแล้ว

ตอนนี้ หลายออฟฟิศกลางกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โต๊ะทำงานหลายแห่งไม่ได้มีแค่คอมพิวเตอร์ แก้วกาแฟ และเอกสารกองโตอีกต่อไป แต่มี "สกุชชี่" รูปขนมปัง สกุชชี่รูปแมว สกุชชี่รูปเค้ก หรือแม้แต่คอลเลกชันหายาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่ซื้อของเหล่านี้จำนวนมากไม่ใช่เด็ก แต่คือคนวัยทำงาน คนที่ต้องประชุมวันละหลาย ๆ รอบ คนที่มีเป้าหมายเป็นยอดขายในแต่ละเดือน คนที่กำลังผ่อนบ้าน คนที่ต้องดูแลครอบครัว หรือเรียกรวม ๆ ว่า เป็นกลุ่มคนที่เผชิญความกดดันในแต่ละวัน

คำถามจึงไม่ใช่ว่า "ทำไมสกุชชี่ถึงขายดี" แต่น่าจะเป็น "เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้" จนผู้ใหญ่จำนวนมากรู้สึกดีขึ้นเพียงเพราะได้บีบก้อนโฟมในมือ คำตอบอาจไม่เกี่ยวกับของเล่น แต่อาจเกี่ยวกับความเครียด ความโดดเดี่ยว และความเหนื่อยล้าทางใจ ที่กำลังกลายเป็นโรคระบาดเงียบของคนวัยทำงานทั่วโลก

"สกุชชี่" พลังแห่งการบีบ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ "สัมผัส" มัดใจผู้บริโภค

"สกุชชี่" พลังแห่งการบีบ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ "สัมผัส" มัดใจผู้บริโภค

พลังแห่งการ "บีบ" เมื่อความนุ่มนิ่มควบคุมความเครียด

คำถามแรกที่หลายคนสงสัยคือ แค่การบีบตุ๊กตาโฟมจะช่วยอะไรได้ ? คำตอบซ่อนอยู่ในกลไกทางจิตวิทยาและสรีรวิทยาของมนุษย์ สกุชชี่ หรือที่ในทางวิชาการจัดอยู่ในกลุ่ม "ของเล่นแก้เครียด" คือเครื่องมือที่ช่วยจัดการกับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและอารมณ์

ข้อมูลเรื่อง Fidgeting Fun: Why You Need a Burst Simulation Cheese Vent Toy ระบุว่า เมื่อคนเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน ร่างกายจะหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมา การใช้สกุชชี่ที่มีคุณสมบัติ "คืนตัวช้า" (Slow Rebound) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ซ้ำ ๆ และเป็นจังหวะ

กิจกรรมทางกายเบา ๆ นี้ช่วยระบายพลังงานความวิตกกังวลออกไป เปรียบเสมือนมาตรการต่อต้านความเครียดตามธรรมชาติ งานวิจัยระบุว่า การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เหล่านี้จะกระตุ้นสมองบางส่วนที่ช่วยในเรื่องความจำ ช่วยให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านกลับมาสงบลงได้

ในเชิง "การตลาดประสาทสัมผัส" (Sensory Marketing) ประสาทสัมผัสทางกายเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ได้ลึกซึ้งที่สุด เมื่อเราสัมผัสหรือบีบวัตถุที่นุ่มนิ่มและปลอดภัย ร่างกายจะหลั่งออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและลดความดันโลหิต

สำหรับคนทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างหนัก "การบีบ" คือการให้รางวัลกับประสาทสัมผัสในรูปแบบ "การปลอบประโลมตัวเอง" ทำให้เกิดพื้นที่พักใจชั่วคราวท่ามกลางความวุ่นวายขณะทำงาน

พื้นที่ปลอดภัยในวัยผู้ใหญ่ "หมอนเน่า" ประจำโต๊ะทำงาน

ตอนเด็ก ๆ หลายคนคงเคยมีตุ๊กตาเน่าหรือผ้าห่มผืนโปรดที่ต้องกอดไว้ตลอดเวลาเพื่อให้หลับสบาย ในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนั้นว่า Transitional Object หรือวัตถุเปลี่ยนผ่าน ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องห่างจากอกแม่

แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ความโดดเดี่ยว ความกดดัน และภาวะหมดไฟจากการทำงาน ไม่ได้น้อยลงเลย แต่กลับไม่มี "พื้นที่ปลอดภัย" แบบนั้นเหลืออยู่ มนุษย์ออฟฟิศจำนวนมากจึงโหยหาสิ่งทดแทน และนั่นคือบทบาทใหม่ของสกุชชี่ในฐานะพื้นที่ปลอดภัยในวัยผู้ใหญ่

จากการศึกษาเรื่อง Expanding Sensory Kit Utilization Across Age and Contexts: Bridging Gaps for Inclusive Accessibility พบว่า การวางสกุชชี่ไว้บนโต๊ะทำงานไม่ได้เป็นเพียงแค่ของตกแต่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความผ่อนคลายและความปลอดภัย

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมออฟฟิศอันแสนกระด้าง และเต็มไปด้วยการแข่งขัน ยามที่เหนื่อยล้าหรือเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์แรง ๆ การได้สัมผัสวัตถุที่ไม่มีวันตัดสินเรา มีแต่ความนุ่มนิ่มตอบสนองกลับมา จะช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ เป็นการเติมเต็มความต้องการพื้นฐานทางอารมณ์ที่ช่วยประคับประคองไม่ให้เราดิ่งไปกับสภาวะอารมณ์สีเทาในที่ทำงาน

Micro-pleasures คุณค่าทางจิตใจสู่มูลค่าตลาดนักสะสม

ข้อมูลจาก SENSORY MARKETING ระบุว่า หลายคนอาจมองว่า การที่ผู้ใหญ่ยอมควักเงินหลักหลายร้อย หลายพัน เพื่อซื้อสกุชชี่รุ่นหายากเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แต่ในมุมมองพฤติกรรมผู้บริโภค นี่คือการลงทุนใน "คุณค่าทางจิตใจ" และเป็นนิยามที่เด่นชัดของ Micro-pleasures หรือความสุขมวลเบาในชีวิตประจำวัน

ความผูกพันทางจิตใจที่มีต่อชิ้นงานหายาก ไม่ได้หยุดอยู่แค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือการให้รางวัลตัวเองของคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับโลกที่ควบคุมอะไรไม่ได้เลย การได้เป็นเจ้าของ "แรร์ไอเทม" ที่มีจำนวนจำกัด มีตำหนิน้อยที่สุด หรือมีกลิ่นหอมพิเศษ ช่วยเพิ่มคุณค่าในตนเองและสร้างความพึงพอใจเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่

เป็นพื้นที่สะสมความสำเร็จที่จับต้องได้จริง การเปิดกล่องพัสดุเพื่อเชยชมสกุชชี่หายากชิ้นใหม่ จึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมบำบัดความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์ได้อย่างคุ้มค่าเงินในกระเป๋า

"สกุชชี่" พลังแห่งการบีบ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ "สัมผัส" มัดใจผู้บริโภค

"สกุชชี่" พลังแห่งการบีบ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ "สัมผัส" มัดใจผู้บริโภค

พลังแห่งหน้าจอ TikTok, ASMR และการบริโภคแบบ "สมมติร่วม"

คำถามต่อมาคือ เหตุใดคลิปบีบสกุชชี่หรือคลิปแกะกล่องสุ่มถึงมียอดวิวมหาศาล ? คำตอบคือ อิทธิพลของ "การบริโภคผ่านคนอื่น" และวงจรโดพามีนในโซเชียลมีเดีย คลิปบีบสกุชชี่มักมาพร้อมกับเสียงนุ่มนิ่ม หรือเสียงฟืดฟาดของอากาศที่เล็ดลอดออกมาจากโฟม ซึ่งจัดเป็น ASMR หรือภาวะร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส ช่วยลดความเครียดได้ทางหนึ่ง

เสียงเหล่านี้ช่วยลดความวิตกกังวลและช่วยให้สมองผ่อนคลาย แม้ผู้ชมจะไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่สมองจะจินตนาการถึงความรู้สึกนั้นตามภาพที่เห็น เรียกว่า "กระจกเงาทางสมอง" ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายเสมือนได้บีบเอง

ตามข้อมูลของ Why Your Brain Can’t Stop Scrolling: The TikTok Dopamine Loop ระบุว่าอัลกอริทึมของ TikTok ถูกออกแบบมาให้ส่งมอบความแปลกใหม่ตลอดเวลา การดูคลิปแกะกล่องสุ่ม คือการร่วมลุ้นไปกับผู้สร้างคอนเทนต์ สร้างความสัมพันธ์เสมือนจริงที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์แบบสมมติร่วม"

ทุกครั้งที่ไถหน้าจอเจอคลิปใหม่ สมองจะได้รับโดพามีนไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวงจรที่ทำให้เราหยุดดูไม่ได้ จนกลายเป็น "ความสุขสำเร็จรูป" ที่หาได้ง่ายที่สุดหลังเลิกงาน

"สกุชชี่" ไอเทมอมตะไม่มีวันตาย

เหตุผลที่สกุชชี่ยังคงเป็นไอเทมอมตะที่ไม่มีวันตายไปจากตลาด เพราะเป็นของเล่นที่มีความแตกต่างจากของเล่นกระแสทั่ว ๆ ไป สกุชชี่สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสของมนุษย์ได้พร้อมกันถึง 3 ช่องทางในเวลาเดียวกัน

  1. รูปทรงสัมผัสทางสายตา การออกแบบที่อิงวัฒนธรรมความน่ารักแบบญี่ปุ่น (Cute Aesthetics) รูปสัตว์หน้าตากลมโต ขนมอบ หรือผลไม้ สีสันพาสเทลละมุนตา สิ่งเหล่านี้กระตุ้นกลไกสมองให้รู้สึกเอ็นดูและอยากปกป้อง (Baby Schema) ลดความก้าวร้าวในใจทันทีที่มองเห็น
  2. สัมผัสทางกายภาพ ความนุ่มนิ่ม ความอ่อนยวบ และจังหวะการคืนตัวที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เครื่องมือดิจิทัลใด ๆ ก็ไม่สามารถเลียนแบบได้
  3. สัมผัสทางกลิ่น แบรนด์สกุชชี่ชั้นนำมักผสมกลิ่นหอมหวาน เช่น กลิ่นวานิลลา กลิ่นช็อกโกแลต หรือกลิ่นสตรอว์เบอร์รี ซึ่งกลิ่นเหล่านี้จะวิ่งตรงเข้าสู่สมองส่วนระบบลิมบิก ควบคุมอารมณ์และความทรงจำ โดยเฉพาะกลิ่นขนมอบที่มักเชื่อมโยงกับความทรงจำในวัยเด็กอันแสนสุขและปลอดภัย ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายอย่างล้ำลึกในระดับจิตใต้สำนึก

สกุชชี่ ที่ผู้ใหญ่หลายคนให้เหตุผลว่า อยากได้เพราะเอามาบีบคลายเครียดเล่น ๆ แต่ลองมองลึก ๆ ก็เหมือนสัญลักษณ์ของการอนุญาตให้ตัวเองกลับไปเป็น "เด็ก" ได้ชั่วครู่ เป็นวัตถุที่พร้อมจะถูกบีบแน่น ดึงยืด ๆ ขยำ ๆ แต่ยังคงมีความสามารถในการ "คืนตัว" เสมอ นั่นอาจเป็นสิ่งที่คนวัยทำงานทุกคนปรารถนาจะเป็นก็ได้

ไม่ว่าจะถูกโลกใบนี้บดขยี้หนักหนาแค่ไหน เราจะยังสามารถคืนตัวกลับมามีรอยยิ้มได้เหมือนเดิมในที่สุด

"สกุชชี่" พลังแห่งการบีบ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ "สัมผัส" มัดใจผู้บริโภค

"สกุชชี่" พลังแห่งการบีบ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ "สัมผัส" มัดใจผู้บริโภค

อ่านข่าว :

ปล่อย "เสือปิ่น" คืนป่าห้วยขาแข้ง หลังฟื้นฟูร่างกาย-น้ำหนักเพิ่มขึ้น

วุฒิสภามติ 140:17 เห็นชอบ "จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช" นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายกฯ สั่งฟาดเต็มที่ ลั่นกระทรวงมหาดไทยรับไม่ได้ปมโกงสอบท้องถิ่น