รมว.อุตสาหกรรมหารือป้องกันนิคมอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออก
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อม นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมคณะติดตามเตรียมการรับมือสถานการณ์อุทกภัย เชิญผู้อำนวยการ นิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน,นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขต กรุงเทพมหานคร, นิคมอุตสาหกรรมเวลโกร์ล จังหวัดฉะเชิงเทรา, นิคมอุตสาหกรรมบางพลี และนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ประชุมหารือหลังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ.เตรียมผันน้ำผ่านทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ใน 1-2 วันนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ร่วมประชุมหารือกับ นิคมอุตสาหกรรม ในฝั่งตะวันออกทั้ง 5 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็น 5 นิคมฯสุดท้ายที่จะต้องรับมวลน้ำที่กำลังจะไหลบ่ามาจากจังหวัดปทุมธานี และ กรุงเทพมหานคร หากแนวป้องกันน้ำที่คลองหกวาพังลง โดยสั่งให้ทุกแห่งเสริมกระสอบทรายเสริมคันดินเพิ่มขึ้นให้แน่นหนากว่าเดิม เพื่อรองรับแรงดันน้ำ ส่วนเครื่องสูบน้ำต้องเตรียมพร้อมใช้งานทันที
นอกจากนี้ ยังให้มีการกวดขันโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีให้มีการจัดเก็บอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู มีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอยู่หลายแห่ง โดยจะให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเข้าตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ แม้สถานประกอบการจะเตรียมรับมือแล้ว เช่น จัดเก็บสารเคมีขึ้นที่สูง มีกระสอบทรายล้อมรอบ จึงอยากให้การนิคมฯทุกแห่งเตรียมพร้อมอพยพประชาชนฉุกเฉิน โดยไม่ระมาท ประสานงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจนถึงจังหวัด หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
ขณะที่นางสุพัณณี ทิวถนอม ผู้อำนวยการนิคม สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปู เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำภายในนิคมฯขณะนี้อยู่ในสภาวะปกติ ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าแนวป้องกันประมาณ 90 เซนติเมตร มีสถานประกอบการ 420 แห่ง คนงานราว 65,000 คน มีสถานีสูบน้ำทั้งหมด 11 แห่ง ขณะนี้สั่งเตรียมพร้อมเดินเครื่องสูบน้ำได้ทันที มีศักยภาพสูบน้ำได้ราว 74,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง รวมทั้ง ประสาน เทศบาลตำบลบางปู และเทศบาลตำบลแพรกษา หากมีการอพยพฉุกเฉินไปตามจุดที่กำหนดไว้แล้ว นอกจากนี้ ยังประสานไปยังสถานประกอบการให้เคลื่อนย้ายสารเคมี ทรัพย์สินมีค่าออกจากโรงงาน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ส่วนน้ำในทุ่งลำท่าแดงที่ยังคงไหลบ่าข้ามคันดิน ที่ขาดบริเวณหน้าวัดหลุมไก่ลงสู่ทุ่งนา ส่งผลให้น้ำที่ท่วมสูงในพื้นที่ตอนบน ทั้งตำบลศาลาแดง อำเภอไชโย และตำบลบางระกำ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เริ่มลดลง ขณะที่มวลน้ำที่ไหลข้ามถนนอ่างทองโพธิ์พระยา-ท่าเรือ ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อ สายเหนือ กรุงเทพ ส่งผลให้การจราจรติดขัดบางจุด โดยภาพรวมน้ำท่วมในจังหวัดอ่างทอง น้ำยังท่วมสูงทรงตัวในหลายอำเภอ
ส่วนจังหวัดสิงห์บุรียังได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบนคือ จังหวัดนครสวรรค์ และอุทัยธานี ส่งผลให้ยังมีน้ำท่วมหนักใน 3 อำเภอ จากทั้งหมด 5 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภออินทร์บุรี และพรหมบุรี ส่วนที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำในแม่น้ำท่าจีนที่สูงขึ้น ทางเทศบาลนครชัยศรีได้วางกระสอบทรายกั้นน้ำสูงถึง 1 เมตร ป้องกันน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ และเร่งแจกกระสอบทรายให้ชาวบ้านป้องกันน้ำท่วม
ด้านจังหวัดปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนัก ที่อำเภอกบินทร์บุรี ขณะนี้ น้ำสูงเกินจุดวิกฤต โดยเฉพาะที่ชุมชนตลาดเก่า น้ำท่วมสูง 1 เมตร 35 เซนติเมตร และจะส่งผลให้ระดับน้ำที่ท่วมในอำเภอศรีมหาโพธิเพิ่มขึ้นอีก ส่วนอำเภอบ้านสร้างถูกน้ำท่วมมานานกว่า 3 เดือน ส่งผลให้โรงเรียนไม่สามารถเปิดภาคเรียนได้ในปลายเดือนนี้
ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรค์ น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังกั้นพนังกั้นน้ำที่พัง ได้ทั้งหมด แต่ต้องเผชิญกับปัญหาขยะ และน้ำเน่าเสีย ขณะนี้ภาคเหนือตอนล่างยังมีน้ำท่วม 2 จังหวัด คือ จังหวัดพิจิตร และพิษณุโลก หน่วยงานที่เกี่ยวของประเมินว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน จึงจะกลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนน้ำที่ท่วมในหลายจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายวงกว้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นเร่งระบายน้ำลงลำน้ำพองส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนในจังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พนังกั้นน้ำพัง 4 จุด น้ำทะลักท่วมพื้นที่อำเภอกมลาไสย และอำเภอฆ้องชัยอย่างรวดเร็ว ด้านอำเภอพิมายจังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกจุดหนึ่งที่ถูกน้ำท่วม และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังมีการระบายน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิง ลำเชียงไกร ลำสะแทะ และลำตะคอง ที่เกินระดับกักเก็บ
