ก่อนยุบสภาและประกาศวันเลือกตั้งถึง 2 เดือน พบการระดมเงินสดจำนวนมากออกจากระบบ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะชี้แจงว่าเกิดจากปฏิบัติการกวาดล้างบัญชีม้าที่เข้มข้น ทำให้เกิดความหวาดกลัวเก็บเงินไว้ในบัญชีและนำไปสู่การกักตุนเงินสดไว้กับมือ แต่กก็มีผู้ตั้งคำถามว่าเม็ดเงินมหาศาลกว่าแสนล้านบาทไม่ได้คืนกลับเข้าแบงก์ชาติ อาจเป็นสัญญาณว่าเงินดังกล่าวเตรียมไว้เพื่อไปใช้วัตถุประสงค์อื่น
เลือกตั้ง 2569 ปลุกความหวังเศรษฐกิจไทยต้นปีให้กลับมาคึกคัก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินการเลือกตั้งปีนี้อาจมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 40,000 - 60,000 ล้านบาท เพราะคาดว่าการแข่งขันจะดุเดือด พรรคการเมืองและผู้สมัคร สส.จะทุ่มเงินหาเสียงผ่านช่องทางต่างๆ
แม้กฎหมาย กกต. กำหนดให้พรรคการเมืองใช้เงินประชาสัมพันธ์หาเสียงไม่เกิน 44 ล้านบาท ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ไม่เกินคนละ 1.9 ล้านบาท ต้องทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ยื่น กกต. 90 วันหลังเลือกตั้ง พร้อมห้ามแจกเงินซื้อเสียงโดยเด็ดขาด
สส.พรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเงินสดในมือแบงก์ชาติถูกเบิกออกไปมากกว่าปกติในช่วง 4 เดือนก่อนการเลือกตั้ง คิดเป็นเงินรวมกันมากกว่า 160,000 ล้านบาท โดยเดือน ก.ย.เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,000 ล้านบาท จึงออกมาปลุกให้สังคมตื่นตัวตรวจสอบ เพราะยอดการเบิกเงินสดระดับนี้ไม่ใช่เงินซื้อข้าวปลาตามปกติ แต่เทียบเท่าช่วงปี 2554 ซึ่งมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการซ่อมสร้างฟื้นฟูเมืองหลวงจากน้ำท่วมใหญ่
ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้แจงทันควันว่าในช่วงเดือน ก.ย.2568 ประชาชนบางส่วนแห่ถอนเงินสดเพราะกลัวถูกอายัดเพื่อตรวจสอบ หากอยู่ในเส้นเงิน "บัญชีม้า" โดยไม่รู้ตัว
ไทยพีบีเอส สอบถามแม่ค้าบางส่วนระบุว่า ลูกค้าส่วนใหญ่หันมาใช้ "พร้อมเพย์" ชำระค่าสินค้าและบริการ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้โมบายแบงก์กิง แม้มีช่วงหนึ่งเคยเกิดกระแสแห่ถอนเงิน-ไม่รับสแกน เพราะกลัวเป็นบัญชีม้า
สส.พรรคประชาชนระบุอีกว่า คำชี้แจงของแบงก์ชาติดูไม่สมเหตุสมผล เพราะปัญหาพ่อค้าแม่ค้าแห่ถอนเงินเกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์ จึงไม่เชื่อว่าขนาดปริมาณเงินที่ถอนออกไปไม่ใกล้เคียงหลักแสนล้านบาท ของเงินที่ศูนย์จัดการธนบัตรและสถาบันการเงินเบิกออกไปในช่วงเวลาดังกล่าว
สวนทางกับกระแสธนบัตรมีลวดเย็บกระดาษพร้อมเบอร์ผู้สมัคร กลับดูคึกคัก นักการเมืองผู้นี้จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินปริศนา ถูกกระจายไปยังกลุ่มอิทธิพลหรือเครือข่ายการเมืองซื้อเสียงหรือไม่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เงินทุนสีเทาจะถูกฟอกผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อซื้อเสียงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 มีการประมาณการว่า เขตที่มีการแข่งขันกันสูงมากๆ หัวคะแนนจะจ่ายเงินซื้อเสียงครัวเรือนละ 10,000 บาท หากสามารถดึงลูกหลานกลับมาลงคะแนนได้ จะจ่ายเงินพิเศษหรือ top-up อีก 1,000-2,000 บาท เฉลี่ยแล้วจะมีเงินซื้อเสียงหัวละ 2,000-4,000 บาท
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์จึงเสนอให้แก้ไขกฎหมาย กกต.กำหนดให้ สส.เปิดเผยรายงานบัญชีการใช้จ่ายในช่วงหาเสียง ซึ่งครอบคลุมถึง "บัญชีส่วนตัว" เพื่อความโปร่งใส พร้อมกับปลุกผู้มีสิทธิรักษาเสียงของตัวเอง สกัดกั้นพรรคการเมืองที่ซื้อเสียงหรือไม่มีนโยบายปราบปรามทุนเทาอย่างเป็นรูปธรรม
อ่านข่าว
เปิด 4 พื้นที่ "vote no" ชนะเลือกตั้ง อบต.
Gen Z - กระสุน "บ้านใหญ่" ตัวแปรสมการ “ชิงธง” ตั้งรัฐบาลใหม่
นักวิชาการชี้ปรากฏการณ์ Vote No สะท้อนต้นทุนทางสังคม











