หลักฐานยืนยันตัวตนดิจิทัล (WorldID) อาจเป็นสิ่งของเหนือกาลเวลา ( Timeless Items) ในสถานที่เกิดเหตุ บนโลกแห่งความเป็นจริง ย่อมไม่ปรากฏลายนิ้วมือ หรือ ลายมือชื่อ บนเอกสารธุรกรรมทางการเงินของ “อาชญากร”หรือ “เหยื่อ “ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก่อนเกิดเหตุนับเป็นเวลาหลายสิบปีหรือนับร้อยปี แต่สถานที่เกิดเหตุบนโลกเสมือนจริงนั้น อาจตรงข้าม
WorldID ของ “เหยื่อ” และ “อาชญากร” สามารถปรากฏขึ้นใน “สถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และเวลาที่ต่างกัน” โดยผู้เกี่ยวข้องอาจไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า บุคคลเจ้าของ “ม่านตาดิจิตอล”นั้น “ยังมีชีวิต” อยู่หรือ “ตาย” ไปนานแล้ว และWorldID อาจเป็น Timeless Items ในโลกเสมือนจริงของอาชญากรรม ที่สามารถนำ”คุณลักษณะ“ของม่านตาดิจิตอลใช้หมุนเวียน (reused) ได้ตลอดเวลา
ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin “คดีพิเศษที่ 148/2568 ในความรับผิดชอบของกรมสอบคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง หลังสืบสวนพบคนไทย 1.2 ล้านคน ถูกชักชวนให้สแกนม่าน เพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ตั้งแต่ปี 2567
แม้ยังไม่ชัดเจนว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU โครงการจัดตั้งศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน หรือ TIDC ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2567จะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการตั้งบริษัทเพื่อนำเข้า “เครื่องสแกนม่านตา” เข้ามาในไทยหรือไม่ก็ตาม และดีเอสไอยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อขยายผล
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลัง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สั่งการให้ตามคำสั่งของสำนักงานรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ดศ 0100.3/939 ลงวันที่ 21 พ.ย.2568 ให้ตรวจสอบและรายงานผลเกี่ยวกับเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ด่วนที่สุด ให้ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสองหน่วยงานเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2568
การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีความเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัล ขณะที่บันทึกข้อตกลง (MOU ) ที่ทำไว้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลาง ธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) และยังพบข้อพิรุธหลายประเด็น เช่น มีการเริ่มต้น MOU วันที่ 25 มี.ค.2567 และลงนามในวันที่ 27 มี.ค. 2567 ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน
ขณะเดียวกันภาพสักขีพยานในวันลงนาม MOU ระหว่าง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ดีอีฯ (ขณะนั้น) “เบน สมิธ” หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ทำให้ดีเอสไอต้องเชิญ บุคคลทั้งสอง เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอ ได้สอบปากคำพยาน ทั้ง อดีตรมว.ดิจิทัล ฯ“ประเสริฐ” และ “วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” ประธานกรรมการก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และผู้เกี่ยวข้อง เรื่องการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไปแล้ว
ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ระบุตรงกันว่า ก่อนหน้าที่กระทรวงดีอี ฯจะร้องขอให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบการทำ MOU ร่วมกับบริษัทต่างชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เคยแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2568 ว่า ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มบุคคลใช้อุปกรณ์สแกนม่านตา เชื่อว่า Orb ในการแสกนเก็บข้อมูลม่านตาของประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนตามห้างสรรพสินค้า และชักชวนไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเหรียญเงินดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซี Cryptocurrency เป็นเงินประมาณ 500 – 1,000 บาท
กรมการปกครอง ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลม่านตาดังกล่าว ไม่ใช่การดำเนินการจัดเก็บข้อมูลของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง หรือส่วนราชการอื่น ๆ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลในท้องที่ สอดส่องการจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่าให้เกิดการหลอกลวงประชาชน
ต้นเดือน ม.ค.2569 ดีเอสไอเข้าตรวจค้น 5 จุด บริษัท ทีไอดีซี โฮสดิ้ง จำกัด , บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด , บริษัท ทีไอดีซี จำกัด , บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) และที่หมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2 สถานที่ที่ถูกระบุว่า เป็นแหล่งติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา พร้อมแจ้งขอกล่าวหา มีการกระทำเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการนำข้อมูลชีวภาพที่สำคัญ ให้เกิดข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยด้าน “ข้อมูลส่วนบุคคล”
รายงานจากดีเอสไอระบุว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันกับพนักงานสอบสวนคดีฯ ว่า ”ม่านตา“ เป็นข้อมูลชีวภาพที่มีความปลอดภัยสูง และเทียบเท่ากับสารพันธุกรรม (DNA) จึงเกรงว่า เครื่องสแกนม่านตาดังกล่าวอาจมีการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยไว้ในระบบที่จัดทำไว้ ก่อนถ่ายโอนข้อมูลเหล่านี้ในฐานระบบออนไลน์ หรืออาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ที่ตั้งของบริษัท 2 แห่ง เชื่อได้ว่า ถูกใช้เป็นสถานที่ที่ใช้ในการเก็บรักษาข้อมูลม่านตาของบุคคลอันเป็นข้อมูลชีวภาพ อุปกรณ์ที่ใช้ในการสแกนม่านตา อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการสแกนม่านตา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลด้านการเงิน ตลอดจนข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับ 4 บริษัท และยึดเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 ชุดมาจากบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทที่เริ่มต้นในการทำเรื่องเครื่องสแกนม่านตา คือ บริษัท ย่านพญาไท ส่วนอีก 3 บริษัท พบข้อมูลเชื่อมโยงกันทั้งหมด และบริษัทฯ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา จึงต้องขยายผลว่ากลุ่มบุคคลที่ทำเรื่องเครื่องสแกนม่านตานั้น เก็บข้อมูลที่ได้จากการสแกนม่านตาไว้ที่ใด เช่น ระบบคลาวด์ (Cloud) หรือ มีการส่งต่อข้อมูลไปยังต่างประเทศหรือไม่
อีกทั้งเครื่องสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ยังไม่ถูกรับรองวินิจฉัยโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าผิดกฎหมายตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 หรือไม่ ดีเอสไอจึงจำเป็นต้องสอบขยายผลให้เห็นความเชื่อมโยงทั้งหมด
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่ได้หลักฐานมาส่วนหนึ่งมาแล้ว เรื่องความเชื่อมโยงกับ “เบน สมิธ” ทางการสอบสวนในเรื่องการทำ MOU และพบว่ามีดำเนินการที่ไม่ตรงกับ MOU โดย MOU ต้องทำเป็นแซนบ็อก ในพื้นที่ปิดเพื่อทดลองใช้ระบบ ที่แต่ตรวจพบเป็นการโฆษณาเป็นการทั่วไป มีการวางเครื่องแสกนม่านตาไว้ตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ถือว่ามีความเสี่ยง เพราะมันกำลังเก็บข้อมูลทางชีวภาพของประชาชนของประเทศจำนวน 1.2 ล้านคน โดยบริษัทที่เก็บข้อมูลอ้างว่า เป็นทำข้อมูลจำลอง ไม่ได้เป็นข้อมูลหลักไว้ ซึ่งดีเอสไอกำลังพิสูจน์ว่า จริงอย่างที่อ้างหรือไม่ เนื่องจากมีบางคนกลับไปสแกนในระบบซ้ำ แต่ทำไม่ได้ เพราะระบบยืนยันว่า มีตัวตนแล้ว
ส่วนผู้ที่สแกนม่านตาไปแล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการถูกล้วงข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่นั้น โฆษกดีเอสไอ บอกว่า ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรัฐที่ใช้เครื่องมือ ในการสแกนม่านตาเข้า-ออก หมายความว่า ได้รหัสการเป็นตัวตนของเราในระบบดิจิทัลไป ต่อไปหากคนร้ายได้ข้อมูลนี้ไปอาจทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีการป้องกันโดยการสแกนม่านตาได้
“เช่น ธนาคาร หากมีการเบิกถอนเงิน จำนวน5 หมื่นบาท ก็ต้องมีการสแกนม่านตา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะง่ายเช่นนั้น แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ต่างจากการได้บัตรประชาชนของเราไป และหน่วยงานข้อมูลส่วนบุคคลได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระวัง และดีเอสไอก็รับคดีมาดำเนินการแล้ว”
มีการอธิบายเชิงเทคนิคว่า การเก็บข้อมูล เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลจำลอง โดยใช้วิธีการแปลงม่านตา ให้เป็นโค้ดเข้ารหัส (Iris Code) เพื่อนำกลับมาประกอบร่างเป็นข้อมูลทางชีวภาพได้อีกรอบหรือไม่ หากทำได้ ก็เหมือนการดึงข้อมูลอัตลักษณ์ ของเราได้เหมือนกัน
โฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องการแยกคนออกจากหุ่นยนต์ เลยขอให้ไปสแกนม่านตา และนำข้อ มูลไปใช้ประโยชน์ หรือนำกลับมาเป็นข้อมูลตัวเราได้อีก และไม่ได้มีการแจ้งให้ผู้สแกนม่านตาทราบว่าถูกนำไปใช้อะไรบ้าง นี่คือ ความเสี่ยง” พ.ต.ต.วรณัณ กล่าว
ล่าสุด ก.ล.ต. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีบุคคล 5 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้บริการรับแลกเหรียญดิจิทัล Worldcoin และแจ้งรับซื้อขายเหรียญโดยไม่ได้รับอนุญาตทางบัญชีเฟซบุ๊ก นอกจากนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการนำเหรียญ Worldcoin เข้าสู่การจำหน่าย ซึ่งเชื่อมโยงกับมูลนิธิ Worldcoin และมีชาวต่างชาติ 2 คนเกี่ยวข้องโดยตรง จึงทำให้ต้องสอบขยายผลว่าเหรียญดิจิทัล Worldcoin มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) อย่างไร
ส่วนการสอบบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน พนักงานสอบสวนฯได้รับการประสานจากนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ว่าจะเข้าให้ปากคำในฐานะพยานวันที่ 20 ม.ค.นี้
ยังคงต้องรอการตรวจสอบจากดีเอสไอว่า คดีพิเศษสแกนม่านตาเพื่อแลกกับเหรียญคริบโตฯ ในไทยจะเป็นการลวงเหยื่อ เพื่อล้วงข้อมูลอัตลักษณ์ไปใช้ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ แม้พฤติกรรมดังกล่าว จะทำกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก ในทางกลับกันมี 5 ประเทศ คือ เยอรมนี,สเปน,เกาหลี,อินโดนีเซีย, บราซิล ห้ามไม่ให้กระทำการลักษณะดังกล่าวแล้ว
อ่านข่าว
นายพลในสนามรบ “วีระยุทธ-สมภพ-เสด็จ” หน้าแนวปะทะไทย-เขมร
สดุดี “11 ทหารกล้า” เสียขา ปกป้องอธิปไตยไทย เขมรละเมิด “ออตตาวา”
“พาณิชย์” จับมือ 17 หน่วยงาน ปราบนอมินี–บัญชีม้า สกัดภัยร้ายทางเศรษฐกิจ











