เกษตรกรไทย นับเป็นรากฐานสำคัญของสังคม และเศรษฐกิจไทย จากข้อมูลสำมะโนการเกษตร ปี 2566 พบว่า ประเทศไทย มีเกษตรกรประมาณ 8.7-9.2 ล้านราย แบ่งแยกย่อยทั้งเกษตรกรปลูกข้าว, สวนผลไม้, ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ไทยพีบีเอส ออนไลน์ จะพาไปส่องนโยบายด้านการเกษตร ของ 6 พรรคการเมืองใหญ่ ในการเลือกตั้งเพื่อจูงใจเกษตรกรเข้าคูหา “กากบาท” ลงคะแนนให้ในวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้
ประเดิมที่ พรรคประชาชน ประกาศนโยบายด้านการเกษตรออกมาถึง 26 เรื่อง แนวคิดหลักคือ “เกษตรกรมีกิน” เริ่มตั้งแต่แนวคิดการแก้ปัญหาเรื่องสิทธิบนที่ดินทำกิน, แก้ปัญหาน้ำท่วม, แก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง, แก้ปัญหาฝุ่นพิษ, แก้ปัญหาหนี้เกษตรกร, พยุงราคาสินค้าเกษตร ไปจนถึงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร
ไม้ตายหลัก คือ การแจกคูปองเงินสนับสนุน เพื่อเกษตรกร ตั้งแต่ 250 บาท/ ไร่ สำหรับเกษตรกรอัจฉริยะ ที่ไม่เผา, ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย หรือใช้เครื่องจักรแทนการเผา
พรรคเพื่อไทย กับแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” แจกคูปองดิจิตอล สำหรับซื้อปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร ด้วยการแก้ กม.ที่ฉุดรั้งการเติบโตของระบบ SME ส่งเสริมนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ ประกันราคาพืชผล โดยเฉพาะราคาข้าว สร้างรายได้ให้เติบโต 3 เท่า ภายใน 4 ปี เพื่อปลดหนี้ถาวร
นอกจากนี้ยังมีนโยบายแก้ปัญหาการประมง โดยเฉพาะการยกเลิก พ.ร.ก.ประมง 2558 ปลดล็อกประมงขนาดเล็กไม่ต้องจดทะเบียนหรือขออนุญาต คืนโอกาสให้เรือประมงพาณิชย์ของไทย ที่หายไปกว่า 52% ฟื้นมูลค่าความเสียหายการผลิตอาหารทะเลที่หายไปกว่าแสนล้านบาท กลับคืนมา
พรรคภูมิใจไทย กับแนวคิด เกษตรมั่นคง ผ่านระบบบาร์เตอร์เทรด ให้สินค้าเกษตร แลกการจัดซื้อจากต่างประเทศ พร้อมผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Contract Farming หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงให้เกษตรกร รู้ราคาล่วงหน้า มีประกันการเพาะปลูก ด้วยหลักประกัน “รู้ราคาก่อนปลูก รับเงินก่อนขาย มีประกันความเสียหาย”
นอกจากนี้ยังเตรียมจัดโซนการผลิตให้ชัดเจน และขยายระบบไปยังพืชเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากข้าว อาทิ ข้าวโพด, มะพร้าว และลำไย เป็นต้น
พรรคประชาธิปัตย์ กับยุทธศาสตร์ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” เน้นการประกับรายได้ให้เกษตรกร จากการประกันราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว, ยางพารา และมันสำปะหลัง ด้วยการ จ่ายทันทีต้นฤดูกาล+ส่วนต่างเมื่อเก็บเกี่ยว
นอกจากนี้ยังเน้น ปัญหาเรื่องน้ำ ที่ต้องครอบคลุมพื้นที่เกษตร, คุมราคาปุ๋ย, เพิ่มเทคโนโลยี และอุปกรณ์การเกษตรสมัยใหม่, ใช้การทูตเชิงรุก เพื่อขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยไปสู่ต่างประเทศ, สร้างมาตรฐาน และความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตร ปิดท้ายด้วยโครงการ “ปลูกป่าได้เงินเดือน” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน จากเงินเดือนที่รัฐได้มาจากการขายพันธบัตรให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งนโยบายนี้ จะแก้ปัญหาได้ในหลายมิติพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือความยากจนในพื้นที่ห่างไกล
พรรคกล้าธรรม เป็นอีกพรรคที่ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการเกษตรอย่างมาก โดยแนวคิดหลักของนโยบายเรื่องนี้ คือการจัดการที่ดินผิดกฎหมาย และแก้ปัญหาการจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตร และรัฐบาลผลิตปุ๋ยราคาถูกเพื่อเกษตรกร
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการจัดตั้ง ธนาคารเกษตรเพื่อประชาชน ที่จะทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม แม้ว่าทุกวันนี้เราจะมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้ว แต่วันนี้ กลับไปแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ จนซ้ำเติมภาระดอกเบี้ยกับเกษตรกร
พรรครวมไทยสร้างชาติ มองปัญหาเรื่องปุ๋ย เป็นเรื่องใหญ่ เพราะปัจจุบัน มีราคาที่สูง เป็นภาระให้เกษตรกรไทยอย่างมาก ทั้งที่ประเทศไทย มีแหล่งแร่โพแทซ ในแอ่งโคราช ซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยหลัก จึงมีแนวคิดที่จะให้รัฐ เป็นเจ้าของ และควบคุมการผลิตปุ๋ยเองทั้งหมด 100% เพื่อไม่ให้กลุ่มทุนผูกขาด เข้ามาควบคุมราคา
นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกข้าว และปาล์ม ด้วยการ รับประกันราคา รวมไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ สร้างระบบแก้มลิง และโซล่าเซลล์ แก้ปัญหาน้ำแล้ง และน้ำท่วมถาวร ลดต้นทุนน้ำมันดีเซล และค่าไฟสำหรับเกษตรกร
จากนโยบาย 6 พรรคจะเห็นว่า ทุกพรรค เห็นปัญหาตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคาสินค้าทางการเกษตรของไทย ไปจนถึงปัญหาภาระหนี้สิน ที่นับเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และแก้ไข การสร้างเวทีเพื่อการแข่งขันระดับนานาชาติ สำหรับสินค้าเกษตรของไทย ไปจนถึงการจัดการระบบน้ำอย่างถาวร
8 ก.พ. เข้าคูหา เลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ นโยบายใครถูกใจ เลือกกันได้ตามใจทุกคน
อ่านข่าว
กกต.ยังไม่สรุปกรณี "หมอสุภัทร" รอศาลฎีกาชี้ขาดคุณสมบัติ
ตร.เผยออกหมายจับ "สจ.เนย์-ภรรยา" เหตุเป็นเจ้าของเว็บฯ หวยออนไลน์ เงินหมุนเวียนบัญชีละ 90 ล้าน
"ราชภัฎสงขลาโพล" ชี้ โค้งสุดท้ายการเมือง "สงขลา" อาจพลิกเกม











