หน่วยปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) ภาคใต้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บุกทลายแคมป์ลักลอบตัดไม้กฤษณาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง จับกุมชาวเวียดนามได้ 3 คน พร้อมยึดชิ้นไม้กฤษณามูลค่าหลักล้านบาท
นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 วางแผนและอำนวยการปฏิบัติการในครั้งนี้ เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับข้อมูลจากสายสืบว่า มีกลุ่มชาวต่างชาติ เข้าไปตั้งแคมป์ลักลอบตัดไม้กฤษณาในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำตกโยงและอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง บริเวณ ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มาแล้วเกือบ 10 วัน จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (พญาเสือ) ภาคใต้ นำโดยนายทรงคุณ ดาลัดกวิน หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ และนายสัญจร เพชรมาศศรี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 เจ้าหน้าที่อุทยานฯ และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 รวมกำลังกว่า 20 นาย เข้าปฏิบัติการ
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในคืนวันที่ 27 ม.ค.2569 เวลา 23.45 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ป่าลึกตามพิกัดดังกล่าว กระทั่งพบแคมป์ที่พักซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังล้อมโอบแคมป์ ก่อนแสดงตัวและควบคุมตัวชายสัญชาติเวียดนาม 3 คน ที่กำลังพักอยู่ในแคมป์
เมื่อทำการตรวจค้นภายในแคมป์ พบชิ้นไม้กฤษณา ซึ่งเป็นของป่าหวงห้ามลำดับที่ 4 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม พ.ศ.2530 น้ำหนักรวม 25.05 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบซากเม่นหางพวงหรืออีแกะย่างรมควัน น้ำหนัก 1.20 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พร้อมเครื่องมือขุดไม้ 3 ชิ้น สิ่วแต่งไม้ 14 เล่ม มีดดาบ 2 เล่ม และอุปกรณ์อื่น ๆ รวมถึงเงินสดทั้งไทยและเวียดนาม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง
จากการตรวจสอบบริเวณใกล้เคียง ยังพบการตัดโค่นต้นกฤษณาคาตอ ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ไม้หวงห้ามธรรมดา ลำดับที่ 162 ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 จำนวน 2 ต้น เมื่อสอบสวนผู้ต้องหาพบว่าเข้ามาตั้งแคมป์พักอาศัยเก็บหาชิ้นไม้กฤษณามาแล้ว 10 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไม้กฤษณาไปจำหน่ายในตลาดมืด ในราคา 40,000-200,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไม้ หากคำนวณจากของกลางที่ยึดได้ อาจมีมูลค่ารวมหลายล้านบาท
การกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เป็นความผิดตามกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในข้อหาทำไม้หวงห้าม เก็บหาและมีไว้ครอบครองของป่าหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต, พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ในข้อหาทำไม้และเก็บหาของป่าในป่าสงวนแห่งชาติ, พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ในข้อหากระทำให้เสื่อมสภาพพื้นที่อุทยาน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า รวมถึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ในข้อหาล่าและมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ ได้ดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง อยู่ระหว่างประเมินค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเพื่อเรียกค่าชดเชยจากผู้กระทำผิดต่อไป
อ่านข่าว :
"สนามบินภูเก็ต" ตรวจคัดกรอง - เฝ้าระวัง "ไวรัสนิปาห์"
กทม.ขอ WFH 29-30 ม.ค.นี้ ชี้ค่าฝุ่น PM2.5 สูง เหตุเผาชีวมวล
สสจ.ภูเก็ต ยืนยัน ยังไม่พบผู้ป่วย "โรคไวรัสนิปาห์" ในพื้นที่











