วันนี้ (30 ม.ค. 2569) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจัดทำ MOU กับกลุ่มทุนต่างชาติ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และความคืบหน้าการสอบสวนคดีพิเศษ กรณี การสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี จนมีประชาชนหลงเชื่อและถูกสแกนเก็บอัตลักษณ์ม่านตาซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวไปแล้ว กว่า 1.2 ล้านราย
กรณีกล่าวสืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ส่งเรื่อง กรณีการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เนื่องจากมีความเห็นจาก คณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่าข้อมูลม่านตาดังกล่าว เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอม
ในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งพบว่า ในส่วนของกลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์ กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็น คดีพิเศษที่ 148/2568
ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกัน (MOU) ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนจากต่างประเทศ
ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU และพบหลักฐานสำคัญอื่นอีกหลายประการ อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ในวันนี้ จึงมีการแถลงผลการดำเนินการร่วมกัน และส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน ลงวันที่ 30 มกราคม 2569
ในประเด็นดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะต่อไป
“เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” เสน่ห์วิถีชุมชนมอญสู่งานคราฟต์ที่โดดเด่น
ทร.เดินหน้าเก็บกู้ระเบิด พื้นที่ ชำราก-หนองรี จ.ตราด
โพลสำรวจ “โค้งสุดท้าย” ใคร “ลอยลำ” ว่าที่ นายกฯ-แกนนำรัฐบาล











