วันนี้ (4 ก.พ. 2569) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการหาเสียงในตลาดแสงทิพย์ เขตวัฒนา ว่า เป็นเขตเลือกตั้งเก่าของตัวเองในอดีต และดีใจที่ประชาชนยังรู้สึกผูกพันคิดถึงกัน ครั้งนี้นายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส.เดินหน้าอย่างเต็มที่ในเขตวัฒนา และเขตคลองเตย หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณในการทำนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองและพบว่า นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนองบประมาณตามที่ กกต.กำหนดเวลา หากจะเปรียบเทียบระหว่างพรรคการเมืองก็จะต้องพิจารณาด้วย เพราะของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นงบประมาณ 4 ปี
งบประมาณที่เราส่ง กกต.ยกตัวอย่างเช่น กรณีเบี้ยยังชีพ ต้องส่งงบประมาณทั้งโครงการ ปัจจุบันจ่ายอยู่แล้ว 600 - 800 บาท เราส่งไปว่า 1,000 จริง ๆ เรารวมที่จ่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก อย่างที่เกิดความเข้าใจกัน เพราะทุกโครงการเป็นอย่างนี้ กับที่ทีดีอาร์ไอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับค่าไฟ เราสงสัยว่า เราไม่ได้ใช้งบประมาณเลย ยืนยันว่า ได้ดูหมดแล้ว แต่ละปีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ดูเรื่องอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างกรณีกู้เงินการขาดดุลได้ เรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะส่งผลต่อประชาชนในการโหวตให้พรรคการเมืองหรือไม่ว่า ทีดีอาร์ไอวิจารณ์ทุกพรรคการเมือง เพราะทุกพรรคไม่ได้มีตัวเลขต่างกันมากนัก เช่นพรรคประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ต่างกัน โดยพรรคประชาชนจำนวนเยอะกว่า ในส่วนของพรรคการเมืองอื่นที่น่าสงสัย คือ หลายพรรคการเมืองเขียนของโครงการ แต่ไม่ได้เขียนงบประมาณจึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบให้เข้มงวด
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกระแสการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า แต่ละพรรคตอบไปแล้ว ถึงจุดยืนในการร่วมงานทางการเมือง และพรรคประชาธิปัตย์ตอบชัดเจนที่สุดเรื่องหลักเกณฑ์การร่วมหรือไม่ร่วมทำงานกับใคร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ กกต.กำลังตัดสิทธิ์ผู้สมัคร สส.ที่ขาดคุณสมบัติจำนวน 28 คนว่า การตัดสิทธิ์เนื่องจากขาดคุณสมบัติเป็นเรื่องปกติตามกฎหมาย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรต่อการเลือกตั้งครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจมีบางพรรคที่หัวหน้าพรรคจะต้องรับผิดชอบด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การรับรองตามแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ทำคือ 1.ผู้สมัครจะต้องรับรองตัวเอง 2.พรรคส่งข้อมูลไปหน่วยงานต่าง ๆ ให้ตรวจสอบ บางครั้งได้คำตอบแต่บางครั้งก็ไม่ได้คำตอบ 3.ทำหนังสือชัดเจนว่า กระบวนการส่งผู้สมัครคืออะไร ส่วนกรณีการไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติชี้ว่า ผู้สมัครจะต้องชี้แจงเองว่า เหตุใดถึงรับรองตัวเอง และยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามตรวจสอบอย่างเต็มที่แล้ว
อย่างกรณีล่าสุดเกิดขึ้นที่ จ.อุดรธานี ปรากฏว่า มีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2550 แต่ความจริงเจ้าตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 เราก็ไม่เจอข้อมูลนี้ กกต.ก็ไม่เจอข้อมูลนี้ จนมาเจอรอบนี้โดย กกต.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการปราศรัยใหญ่ ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ว่า ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ทางเลือกของประชาชนคนไทยในอีก 2 วัน ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร จะตัดสินใจอย่างไร จึงหยิบยกเรื่องที่เห็นว่าสำคัญที่สุดมาพูด
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้วางเป้าหมายว่า จะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่ทั้งหมด 1.ขึ้นอยู่กับผลของการเลือกตั้ง 2.ใครมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อนเพราะเป็นสิทธิ์ของเขา
สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำได้คือ แสดงจุดยืนไปแล้วว่าเป็นอย่างไร มีนโยบายและแนวคิดอย่างไร หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ และทำงานร่วมกันได้ แต่หากไม่สามารถทำงานด้วยกันได้ ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ในสภาฯ เป็นเรื่องปกติ โดยเปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้ยังมีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือ หัวหน้าพรรคการเมืองใด เพราะต่างคนยุ่งกับการหาเสียง
แปลกใจนิดหน่อยเมื่อวาน เห็นมีข่าวทำนองว่า ท่านต่อว่าผมด้อยค่าอะไร ไม่มีเลย จริง ๆ ท่านน่าจะบอกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ มากกว่า เพราะว่า โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ มากเลยในภาคใต้
อ่านข่าว :
เลือกตั้ง 2569 : "เพื่อไทย" เตรียมร้อง กกต.เอาผิดปมคลิปเสียงเมืองกาญจน์
3 พรรคการเมือง ชูทางรอดประเทศไทย ประชาชนอยู่ได้ อุตสาหกรรมอยู่รอด
คนรุ่นใหม่ ชี้ "การศึกษา" รากปัญหาเชื่อมเศรษฐกิจ–อนาคตเรียกร้องรัฐบาลใหม่ดูแลทั้งระบบ
เลขาฯ กกต. กำชับทุกจังหวัด เลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ต้องไม่เกิดปัญหาซ้ำรอย










