เรียกว่าก่อน "ลงจากหลังเสือ" นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวย้ำว่า "ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ไม่เคยคิดโกรธแค้นใคร" รวมไปถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่น่าจะตีความเป็นสัญญาณทางการเมือง กรณีจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าได้ด้วย
ไม่เพียงแต่จะตีความเป็น "สัญญาณทางการเมือง" แต่นี่คือ "สัญญาประชาคม" ก็ว่าได้ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล พูดถึงแนวคิด-หลักการ-จุดยืน ว่าด้วยข้อตกลง โดยนัยฟันธงได้ว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่แข่งขัน-ช่วงชิง พรรคอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล เว้นแต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็ต้องเป็นสิทธิของพรรคอื่นตามลำดับไป
ในคำถามยังมีคำตอบอีกว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคประชาชน หากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวย้ำว่าจะรักษากติกาตามระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด แต่ชี้ว่ารัฐบาลควรมีเสียงในสภาฯ "เกินกึ่งหนึ่ง" ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด
แต่ก็เปิดช่องไว้ เว้นแต่พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะเป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 ถ้าจัดไม่ได้อีก ก็เป็นพรรคอันดับ 3 ซึ่งไม่เคยมี และไม่ควรมี พรรคใดแย่งชิงสิทธิกัน แต่เป็นที่สังเกตว่า จาก 1 เปลี่ยนมือเป็น 2 หรือ 3 ต้องเกิดขึ้นเมื่อไร นายอนุทิน ออกตัวว่าไม่รู้เพราะพรรคภูมิใจไทย ยังไม่เคยเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงตอบไม่ได้ว่า ต้องจับจากจังหวะไหน-อย่างไร
นายอนุทิน ยังอ้างอิงว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร และที่ผ่านมาก็ไม่เคยคิดโกรธหรือแก้แค้นใคร ซึ่งหมายรวมถึงการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชน หากได้คำเชิญ ซึ่งเท่ากับว่าไม่ปิดประตูตาย พร้อมร่วมงานกับทั้ง 2 พรรค โดยไม่คิดจะลอยแพใคร
ระหว่างประชุม ครม.นัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ก่อนวันเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีกำชับ ครม.ต้องทำงานเต็มประสิทธิภาพจนกว่า "ครม.ใหม่" จะเข้ารับหน้าที่ แม้จะอยู่ในฐานะ "รักษาการ" ก็ตาม และหากเทียบ "ไทม์ไลน์การเมือง" ครม.ใหม่น่าจะเข้ารับหน้าที่ได้เร็วที่สุด คือ 2 เดือน หรืออย่างช้า 4 เดือนหลังการเลือกตั้ง
และถ้าเทียบ "ไทม์ไลน์การเมือง" หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 หลังเลือกตั้ง 1 เดือน กกต.ก็ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง "สส." ทั้งที่กฎหมายจะให้เวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน และแม้จะมีเหตุฉุกเฉิน กรณีพรรคก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 แถลงยอมรับไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและให้สิทธิพรรคอันดับ 2 ก่อนที่พรรคเพื่อไทย จะเริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนหลังการเลือกตั้ง
และในช่วง 1 เดือนให้หลัง ก็เป็นกระบวนการของรัฐสภา คือ เรียกประชุมรัฐสภา นัดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วง 15 วันนับจาก ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่จึงเป็นไปได้ว่าหลังการเลือกตั้งจนถึงมี ครม.ชุดใหม่ เข้ามาแทนที่ ครม.รักษาการ จะใช้เวลาอย่างเร็ว 2-3 เดือน อย่างช้าอาจ 3-4 เดือน ซึ่งไม่น่าจะเกินเดือน มิ.ย.2569
สรุปแล้วกว่า ครม.ใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ได้ ก็ปาครึ่งปี 2569 แล้ว แต่ก่อนเลือกตั้งเพียง 3 วัน ในช่วงเวลา คาบลูก-คาบดอกแบบนี้ คำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เพียงแต่จะเป็น "สัญญาณทางการเมือง" แต่นี่คือ "สัญญาประชาคม" ไม่ช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคที่ได้รับชัยชนะอันดับ 1 ซึ่งคำพูดนี้อาจหมายถึงพรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง ปี 2569
แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยชนะขึ้นมา นี่อาจเป็นท่าทีประนีประนอมของค่ายสีน้ำเงินก็ได้
อ่านข่าว :
“วาทกรรมเด่น-วลีเด็ด” สัญญาใจ 5 พรรคการเมือง
3 พรรคการเมือง ชูทางรอดประเทศไทย ประชาชนอยู่ได้ อุตสาหกรรมอยู่รอด
เตะตัดขา "พรรคประชาชน" กับกระแส "พรรคภูมิใจไทย" รักษาการยาว










