วันนี้ (9 ก.พ.2569) นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” หลังพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล พิสูจน์ฝีมือมาในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงเชื่อว่านโยบายต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทำหรือยังค้างอยู่จะเดินหน้าต่อไม่สะดุด ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็จะได้คนที่พร้อมทำงาน ซึ่งมีน้อยครั้งที่การเมืองจะได้คนที่ไม่ได้มาจากโควตาหรือจากการเมืองมาดูเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ เพราะในทางการเมืองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วพรรคการเมืองมักจะมีโควต้าของกลุ่มพรรคร่วม หรือกลุ่มการเมืองในพรรค ทำให้ไม่ได้คนที่มีความสามารถหรือถนัดในสายงานเฉพาะจริงๆมาทำงาน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่ถ้ามองในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ ทั้งเรื่องความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะไทยกำลังถูกต่างชาติมองว่า เป็นผู้ป่วยของเอเชีย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกู้ภาพลักษณ์กลับมาให้ได้รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน เป็นสิ่งที่เอกชนคาดหวังจะได้เห็นในรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย
รองประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า หากรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังเป็น 3 คนนี้ คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ต้องบอกว่า ทั้ง 3 คนได้พิสูจน์ความสามารถให้เห็นไปบ้างแล้ว แม้ว่าจะเป็นช่วงระยะสั้นๆที่ยังไม่ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเพราะมีระยะเวลาการทำงานสั้น แต่ก็ต้องให้โอกาสทำงานต่อ แต่หากไม่ใช่ทั้ง 3 คนดังกล่าว ก็ต้องให้เวลาคนที่จะเข้ามาทำงานเช่นกันเพราะการเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต้องใช้เวลาแต่ต้องไม่นานเกินไป สิ่งสำคัญในขณะนี้ คำว่า “คนป่วย ของเอเซีย” ที่ทำให้ไทยถูกมองในด้านลบ
ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นเร่งด่วน 3 เดือนแรก คือ การแก้ปัญหาปากท้องเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ เพราะไทยเคยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ดังนั้นการเร่งแก้ปัญหาปากท้องจึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนในตอนนี้ ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวด้วย และการเร่งจัดทำงบประมาณปี2570 ให้ทัน เพราะเอกชนไม่อยากเห็นความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณเพราะถ้าล่าช้าผลกระทบก็จะตามมาเช่นกัน ดังนั้นต้องพยายามทำให้เร็ว แต่ต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญและย้ำตลอดเวลา ทั้งเรื่องคอรัปชัน ปัญหาทุนเทา ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และมาตรการต่างๆที่จะออกมารองรับ
หนุนเร่งจัดตั้งรัฐบาล ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโดยด่วน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีความยินดีที่การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีอุปสรรคสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ขณะนี้ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน
การจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ
ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่ “รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที” รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์
หอการค้าไทยยังคงเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ไขปัญหาทุนสีเทาอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์มีการฟื้นตัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป เอกชนยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกสนับสนุนและร่วมมือภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน และโปร่งใส
โพล ส.อ.ท. คาดหวังรัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้าง–ปราบคอร์รัปชัน
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 ประจำเดือนมกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อ ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569 ว่า ส.อ.ท. มีความเชื่อมั่นต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของนักการเมืองในด้านความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากประวัติการทุจริตเป็นอันดับแรก ส.อ.ท. ยังประเมินว่า ผลการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสม โดยมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท.ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า มีความคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ขณะเดียวกันเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจ ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากการทุจริตถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ
โดยจัดให้มีระบบควบคุมและป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกระดับ พร้อมเร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย หรือ Regulatory Guillotine เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ลดภาระต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อ่านข่าว:
กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทย โตต่ำ 2% เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ งบปี70 ล่าช้า
เปิดแผนดันส่งออกปี 69 พาณิชย์ ตั้งเป้าทำเงิน 1.42 แสนล้าน รับบาทแข็งกระทบ
โจทย์ใหญ่ “ทุเรียนไทย” ปี2569 หืดขึ้นคอ คู่แข่งรอบด้าน ราคาไม่ฟื้น










