"ภาคเอกชน" จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้เศรษฐกิจ-คอร์รัปชัน กู้ภาพลักษณ์ "ผู้ป่วยแห่งเอเชีย"

เศรษฐกิจ
10:19
จำนวนผู้ชม 2,310
"ภาคเอกชน" จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้เศรษฐกิจ-คอร์รัปชัน กู้ภาพลักษณ์ "ผู้ป่วยแห่งเอเชีย"
เอกชนขานรับ รัฐบาลใหม่  จี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่งออก ท่องเที่ยว พร้อมเร่งกู้ภาพลักษณ์ไทย หลังสื่อต่างประเทศมองไทยกำลังจะเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ชี้หากรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังหน้าเดิม เชื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยได้

วันนี้ (9 ก.พ.2569) นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” หลังพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล พิสูจน์ฝีมือมาในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงเชื่อว่านโยบายต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทำ หรือยังค้างอยู่ จะเดินหน้าต่อไม่สะดุด ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็จะได้คนที่พร้อมทำงาน ซึ่งมีน้อยครั้งที่การเมืองจะได้คนที่ไม่ได้มาจากโควตาหรือจากการเมืองมาดูเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ เพราะในทางการเมืองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว พรรคการเมืองมักจะมีโควตาของกลุ่มพรรคร่วม หรือกลุ่มการเมืองในพรรค ทำให้ไม่ได้คนที่มีความสามารถหรือถนัดในสายงานเฉพาะจริง ๆ มาทำงาน

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่ถ้ามองในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ ทั้งเรื่องความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์  ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะไทยกำลังถูกต่างชาติมองว่า เป็นผู้ป่วยของเอเชีย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกู้ภาพลักษณ์กลับมาให้ได้รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เป็นสิ่งที่เอกชนคาดหวังจะได้เห็นในรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย

รองประธานหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า หากรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังเป็น 3 คนนี้ คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ต้องบอกว่า ทั้ง 3 คนได้พิสูจน์ความสามารถให้เห็นไปบ้างแล้ว แม้ว่าจะเป็นช่วงระยะสั้น ๆ ที่ยังไม่ได้เป็นที่ประจักษ์ชัด เพราะมีระยะเวลาการทำงานสั้น แต่ก็ต้องให้โอกาสทำงานต่อ แต่หากไม่ใช่ทั้ง 3 คน ดังกล่าว ก็ต้องให้เวลาคนที่จะเข้ามาทำงานเช่นกัน เพราะการเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ต้องใช้เวลาแต่ต้องไม่นานเกินไป สิ่งสำคัญในขณะนี้ คำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” ที่ทำให้ไทยถูกมองในด้านลบ

ภาพประกอบข่าว

ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นเร่งด่วน คือ การแก้ปัญหาปากท้อง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ เพราะไทยเคยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ดังนั้นการเร่งแก้ปัญหาปากท้องจึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนในตอนนี้ ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวด้วย และการเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทัน เพราะเอกชนไม่อยากเห็นความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณ เพราะถ้าล่าช้าผลกระทบก็จะตามมาเช่นกัน ดังนั้นต้องพยายามทำให้เร็ว แต่ต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญและย้ำตลอดเวลา ทั้งเรื่องคอรัปชัน ปัญหาทุนเทา ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และมาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมารองรับ

หนุนเร่งจัดตั้งรัฐบาล ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโดยด่วน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมีความยินดีที่การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีอุปสรรคสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ขณะนี้ภาคเอกชนและประชาชนรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. เพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ต้องการความเชื่อมั่นทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน

การจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากควรเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ เสถียรภาพ

ในส่วนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของบุคคลในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น แบบช่วงที่ผ่านมา โดยให้เป็นผู้ที่ “รู้งาน เข้าใจงาน และทำงานได้ทันที” รวมถึงควรหาพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

หอการค้าไทยยังคงเน้นย้ำแนวทาง Zero Corruption และการแก้ไขปัญหาทุนสีเทาอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยภาคเอกชน หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดหุ้นวันนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก โดยตลาดหลักทรัพย์มีการฟื้นตัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป เอกชนยืนยันความพร้อมในการเป็นกลไกสนับสนุนและร่วมมือภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน และโปร่งใส

ภาพประกอบข่าว

โพล ส.อ.ท. คาดหวังรัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้าง–ปราบคอร์รัปชัน

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 ประจำเดือน ม.ค.2569 ภายใต้หัวข้อ ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569 ว่า ส.อ.ท.มีความเชื่อมั่นต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับปานกลาง โดยให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของนักการเมืองในด้านความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากประวัติการทุจริตเป็นอันดับแรก ส.อ.ท.ยังประเมินว่า ผลการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสม โดยมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท.ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า มีความคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกันเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากภาวะหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจ ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

ภาพประกอบข่าว

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เนื่องจากการทุจริตถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ

โดยจัดให้มีระบบควบคุมและป้องกันการทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกระดับ พร้อมเร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย หรือ Regulatory Guillotine เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ลดภาระต้นทุน และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ส.อ.ท. ชี้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพคือกุญแจฟื้นความเชื่อมั่น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90 % ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104 % สะท้อนว่า รายได้ของประชาชนจำนวนมาก ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่ วิกฤติ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

รวมถึงปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ และ  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่า ทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ Quick Big Win ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เลือกทีมงานที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง

อ่านข่าว:

กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทย โตต่ำ 2% เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ งบปี70 ล่าช้า

เปิดแผนดันส่งออกปี 69 พาณิชย์ ตั้งเป้าทำเงิน 1.42 แสนล้าน รับบาทแข็งกระทบ

โจทย์ใหญ่ “ทุเรียนไทย” ปี2569  หืดขึ้นคอ คู่แข่งรอบด้าน ราคาไม่ฟื้น