ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ กับการร้องเรียนการทุจริต นับคะแนน เลือกตั้ง 2569 ล่าสุด (11 ก.พ.2569) พบมีการยื่นร้องขอนับคะแนนใหม่ การร้องเรียน และการรวมตัวของประชาชน ร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ รวม 24 เขต จาก 8 จังหวัด คือ
ปทุมธานี เขต 1 หลังมีการนับคะแนนใหม่ถึง 2 ครั้ง ผลยังออกมาคงเดิม
ชลบุรี เขต 1 พบความผิดปกกล่องใส่บัตรเลือกตั้ง
ลำปาง เขต 2 และ 4 เนื่องจากมีบัตรเสียมากผิดปกติ
สุพรรณบุรี เขต 1-5 เพราะบางหน่วยนับคะแนนแบบไม่เปิดเผย มีการใช้อิทธิพลข่มขู่ผู้มาสังเกตุการณ์
จันทร์บุรี เขต 1-3 พบบางเขตยอดบัตรดีมีจำนวนน้อยกว่าคะแนนรวมของผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง
มหาสารคาม เขต 1-10 พบบางเขต ผลคะแนนของผู้สมัครหลายคนที่มีการนำมาติดประกาศไว้ มีทั้งคะแนนเพิ่มในบางเบอร์ของผู้สมัคร และคะแนนลดในบางเบอร์
พิจิตร เขต 1 พบบัตรเขย่ง เกือบ 30,000 ใบ
กาญจนบุรี เขต 1 เนื่องจากพบยอดบัตรรวเกินจำนวนผู้ไปใช้สิทธิประมาณ 7,000 ใบ
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจังหวัด ที่ประชาชน ออกมาแสดงความกังวลเรื่องทุจริตเลือกตั้ง ทั้ง นครราชสีมา, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา, อุบลราชธานี, สมุทรปราการ, สระบุรี, ตาก และสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ตามระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร้อง คัดค้านผลการเลือกตั้ง ที่ กกต. ได้ภายใน 30 วัน นับจากวันเลือกตั้ง พร้อมหลักฐานการกระทำผิดอย่างไร ซึ่งหากย้อนประวัติการเลือกตั้งในปี 2566 พบ กกต. มีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่ 47 หน่วย ใน 16 จังหวัด หลังพบว่ามีหลักฐานเพียงพอ
แล้วใครบ้าง ที่สามารถคัดค้านการนับคะแนนได้ คำตอบคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน สามารถคัดค้านได้ตามกฏกหมาย รวมถึง ผู้แทนพรรคการเมือง, ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นๆ หรือพรรคการเมือง ที่จะร้องเรียนได้ในฐานะองค์กร
หากตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการฝ่าฝืนกฏหมายเลือกตั้ง หรือมีข้อบกพร่องจริง กกต. อาจสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยนั้น เหมือนที่เคยทำมาแล้ว ในเลือกตั้ง 2566 หรือถ้าพบกระบวนการไม่สุจริต กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา เพื่อวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นๆ
แต่หากการยื่นคำร้องมีองค์ประกอบเข้าข่าย แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาเช่น แจ้งความเท็จ และต้องรับผิดทางแพ่ง/อาญาได้ (ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยของศาล)
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 ก.พ.2569) แนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชนประมาณ 20 คน จัดกิจกรรมบริเวณหน้า อาคาร B ประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยการรวมกลุ่มในครั้งนี้้ เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องด้วยใจความสำคัญ 5 ข้อ เรียกถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. คือ
1.ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ
2.ขอให้มีการริเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางวินัย และอาญา กับเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อ หรือเชื่อว่าปล่อยปละละเลยจนมีการทุจริตเลือกตั้ง
3.ให้เปิดเผยหน่วยคะแนนรายเลือกตั้งทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใหม่ได้
4.หากนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ แล้วยังมีเขตไหนพบความผิดปกติ เช่นบัตรหาย หรือบัตรเกิน ต้องประกาศให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นๆ
5.เมื่อแก้ไขข้อ 1-4 แล้ว ให้ กกต. ทั้ง 7 คน ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหมด
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยเผยแพร่รายละเอียดงบประมาณรายจ่าย เพื่อใช้ในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และการออกเสียงประชามติ รวมวงเงินทั้งสิ้น 7,824,040,100 บาท
งบประมาณดังกล่าว แบ่งการจัดสรรเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนงานของสำนักงาน กกต. จำนวน 6,174,315,500 บาท และ ส่วนงานของหน่วยงานสนับสนุน (14 หน่วยงาน) จำนวน 1,649,724,600 บาท อาทิ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่ทำหน้าที่ขนส่งบัตรเลือกตั้ง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เคยโพสต์ข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่าย กปน. ไว้เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2569 ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการเพิ่มค่าตอบแทน คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จากเดิมวันละ 650 บาท เป็นวันละ 800 บาท และเพิ่มค่าตอบแทน ประธานเขต และ ผอ.เขต จาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท/ เดือน (จ่าย 2 เดือน)
ขึ้นค่าตอบแทน กรรมการเขต จาก 12,000 บาท เป็น 22,000 บาท/ เดือน (จ่าย 2 เดือน) และจำนวนเจ้าหน้าที่จะเพิ่มเป็น 2 ชุดต่อหน่วยเลือกตั้ง เพื่อแยกไปทำหน้าที่เลือกตั้ง สส. 1 ชุด และออกเสียงประชามติ อีก 1 ชุด
สอดคล้องกับการเปิดเผยตัวเลขงบประมาณโดย กกต. ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ที่ระบุว่า ยังมีเบี้ยเลี้ยงสำหรับวันอบรมเตรียมความพร้อมก่อนเลือกตั้ง อีก 300 บาท/ วัน/ คน ตามภาพที่แนบมา ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า อบรมแล้ว ทำไมยังเกิดความผิดพลาดในหลายหน่วยเลือกตั้ง
นอกเหนือจากเรื่องการนับคะแนน ที่ยังเป็นปัญหาอยู่นั้น นักวิชาการหลายคน ก็ออกมาแสดงความคิดเห็น ในเรื่องการซื้อเสียง ที่พบเห็น และมีหลักฐานปรากฏอยู่มากมาย แต่กลับไม่เห็นแอคชั่นใดๆ จาก กกต.เลย อาทิ รศ.ดร.พรอัมรินทร์ พรหมเกิด อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มองว่า พันธกิจหลักของ กกต. คือการทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตโปร่งใส แต่ไม่สามารถทำได้
"นอกจากปล่อยให้มีการทุจริตเลือกตั้ง มีการซื้อเสียงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย การบริหารจัดการการหน่วยเลือกตั้งไร้ประสิทธิภาพ และเกิดปัญหาวุ่นวาย ไม่เข้าใจว่า กกต. อบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยยังไง อย่างชลบุรีกระดาษนับจำนวนคะแนนถูกทิ้งถังขยะกล่องเก็บบัตรก็ไม่มีการปิด มันเป็นข้อสงสัยเดิม คนก็ไม่เชื่อมั่นไม่ศรัทธาอยู่แล้ว พอมาเกิดเรื่องแบบนี้คนยิ่งไม่มีความเชื่อมั่นอีกต่อไป" รศ.ดร.พรอัมรินทร์ กล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มองปัญหาสายรัดหีบบัตรเลือกตั้ง ที่พบในหลายเขต โดยเฉพาะที่ ชลบุรี อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นตัวเร่งให้วิกฤตศรัทธาปะทุขึ้นอีกครั้ง
การร้องเรียนเยอะ ในเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้แปลว่า มีการทุจริตมากขึ้น แต่อาจแปลว่า การแข่งขันสูงขึ้น ในหลายพื้นที่ และเทคโนโลยี (สมาร์ทโฟน) ทำให้ทุกอย่างถูกบันทึก
เป็นไฟฉายส่องความผิด และ เชื้อไฟแห่งความสงสัย
อ่านข่าว
ทัวร์ลงเดือด "กกต." ที่ชลบุรี เหตุคนไร้ศรัทธาแต่แรก
แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต.นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ - ลาออก
"สุชาติ" ส่งหนังสือถึงประธาน กกต. ลั่นยินดีให้นับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี










