"ศาลฎีกา" พิพากษาจำคุก คดีโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันฯ ผิด ม.112

อาชญากรรม
15:45
จำนวนผู้ชม 8,685
Thai PBS
"ศาลฎีกา" พิพากษาจำคุก คดีโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันฯ ผิด ม.112
ผู้ช่วย AI

วันนี้ (18 ก.พ.2569) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นโจทก์ฟ้อง นายวุฒิภัทร (นามสมมติ) อายุ 31 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ทั้งนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2563 จำเลยแสดงความเห็นลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ดูหมิ่นสถาบันฯ เกี่ยวกับการสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เบื้องต้น จำเลยให้การปฏิเสธ โดยคดีนี้ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ในความผิดตาม มาตรา 112 แต่ให้ลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อัยการโจทก์ และจำเลยยื่นอุทธรณ์

ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 5 ปี คำให้การชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยไว้ 3 ปี 4 เดือน จำเลยยื่นฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่

โดยจำเลยฎีกาใจความว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์คุ้มครองพระมหากษัตริย์องค์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์อยู่ การตีความว่า พระมหากษัตริย์ในบทบัญญัติดังกล่าวน่าจะมีความหมายเพียงแค่ พระมหากษัตริย์องค์ที่ยังมีพระชนม์และครองราชย์อยู่เท่านั้น ไม่อาจตีความขยายความ ให้รวมถึงองค์พระมหากษัตริย์ในอดีตได้ เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.2559 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยจะลงข้อความตามคำฟ้องในเฟซบุ๊ก การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ได้มีการบัญญัติ โดยนำเอาบทบัญญัติเดิมที่เคยบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.123 มาตรา 98 มาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยบัญญัติไว้ในหมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งการบัญญัติหมวดความผิดให้ยึดโยงกับความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรเช่นนี้ มีนัยสำคัญว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะควบคุมและป้องปรามการละเมิดต่อพระเกียรติยศ ชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็ยังมีบทบัญญัติให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ว่า ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดหรือกล่าวหาฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้ ด้วยเหตุนี้ การตีความเพื่อบังคับใช้บทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงจำต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ที่นอกจากจะมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศ ชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์แล้ว ยังมุ่งหมายเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และป้องปรามการกระทำที่บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของประเทศชาติประกอบด้วย

ดังนั้น ไม่ว่าการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือการแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะได้กระทำต่อพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระชนม์อยู่หรือไม่ก็ตาม หากการกระทำนั้นมีลักษณะดังกล่าว ก็ย่อมเป็นความผิดได้ทั้งสิ้น

ดังนี้ เมื่อพิจารณาถึงความมุ่งหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตีความคำว่า "พระมหากษัตริย์" ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ โดยรวมถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 อดีตพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว ประชาชนก็ยังเคารพสักการะและมีพิธีรำลึกถึง โดยทางราชการจัดวางพวงมาลาถวายราชสักการะเป็นประจำทุกปีตลอดมา

ทั้งยังกำหนดให้วันคล้ายวันสวรรคตของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 เป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำในระหว่างทรงมีพระชนม์ชีพ อันเป็นคุณประโยชน์นานัปการต่อประเทศชาติและประชาชน การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน อันจะนำไปสู่ความไม่พอใจและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้นั้น จึงเป็นการตีความให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดังนัยข้างต้นแล้ว มิได้เป็นการตีความเกินขอบเขตหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา ส่วนปัญหาและผลกระทบต่าง ๆ ที่จำเลยยกขึ้นอ้างมาในฎีกาล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยนึกคิดตามความเข้าใจของตนเอง

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาคดีของศาลว่า การกระทำใดเป็นความผิดหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละคดี โดยต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดในส่วนเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ การตีความดังที่วินิจฉัยข้างต้น มิได้มีผลทำให้ประชาชนไม่อาจแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการ หรือแสดงข้อความโดยสุจริต หรือไม่อาจติชมด้วยความเป็นธรรมได้แต่ประการใด ในทางกลับกัน หากตีความจำกัดให้หมายความเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ ย่อมก่อให้เกิดช่องว่างของกฎหมาย และเป็นช่องทางให้เกิดการทำลายความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อคุณค่าในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านเมืองได้ และสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

สำหรับคดีนี้ เห็นได้ชัดว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ ทั้งยังเป็นมิ่งขวัญและหลักยึดเหนี่ยวของพสกนิกรชาวไทย เป็นถ้อยคำที่นำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์จักรี ลดพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 และกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนที่ล้วนยังคงรำลึกน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่เสื่อมคลาย ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน และอาจกระทบถึงความมั่นคงของรัฐได้ มิได้เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต หรือติชมด้วยความเป็นธรรม หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการ อันจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แต่อย่างใดไม่

การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวนายวุฒิภัทร (นามสมมติ) จำเลยไปคุมขังที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป

อ่านข่าว

“เทวฤทธิ์” แตะเบรก เสนอชื่อ 2 กกต.หวั่นใกล้ชิดพรรคการเมือง

คลี่ปมทิ้งการเมืองช่วงไฮไลท์ "ธรรมนัส" อ้างแพลนเป็นปีไปดู "แสงเหนือ"

กกต.กทม.พร้อมเลือกตั้งใหม่ ไม่ยืนยันบัตรใหม่เป็นแบบเดิมหรือไม่

"ผ่าตัดกระเพาะ" ทางลัดผอมชั่วคราว หรือ เครื่องมือสู่สุขภาพดียั่งยืน ?