อิหร่านยังเหลือขีปนาวุธตอบโต้ "สหรัฐฯ-อิสราเอล" มากแค่ไหน?

ต่างประเทศ
09:13
จำนวนผู้ชม 3,101
อิหร่านยังเหลือขีปนาวุธตอบโต้ "สหรัฐฯ-อิสราเอล" มากแค่ไหน?
Botnoi Voice
ทางการอิสราเอล ประเมินศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่าน พบความน่ากลัวไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นกำลังการผลิต โดยเฉพาะเมื่อระดมยิงโจมตีพร้อม ๆ กันจำนวนมาก ย่อมหลุดรอดระบบป้องกันภัยหลายชั้นได้ ในปี 2568 คาดอิหร่านมีขีปนาวุธทิ้งตัวในคลังแสง 2,000 ลูก

"ขีปนาวุธ" อาวุธชิ้นสำคัญที่อิหร่านใช้ต่อกรกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการสู้รบหลายระลอก รวมถึงการสู้รบในครั้งนี้ โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มหลายเมืองในอิสราเอล และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ บ้านเรือนประชาชนในเมืองทางตอนกลางของอิสราเอล ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน เมื่อวานนี้ (1 มี.ค.2569) ซึ่งถือเป็นวันที่ 2 ของการสู้รบดุเดือด หลังสหรัฐฯ จับมืออิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีถล่มอิหร่าน

เจ้าหน้าที่กู้ภัย เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง โดยมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 คน และบาดเจ็บ 28 คน

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC ระบุว่า ได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 4 ลูก พุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln หนึ่งในสองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ประจำการรักษาความปลอดภัยในตะวันออกกลาง

แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเรือแต่อย่างใด และเรือลำดังกล่าวยังเดินหน้าทำภารกิจต่อ

ตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา ฐานทัพและสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งในคูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย และจอร์แดน ตกเป็นเป้าการโจมตีของขีปนาวุธอิหร่าน หากดูรัศมีการโจมตีแล้วจะเห็นว่าขีปนาวุธของอิหร่านมีศักยภาพในการโจมตีครอบคลุมไปถึงอียิปต์และยุโรปตะวันออก

อิหร่านนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีปนาวุธมากที่สุด และหลากหลายที่สุดในตะวันออกกลาง แต่เน้นที่มีพิสัยทำการโจมตีอิสราเอลเป็นหลัก โดยขีปนาวุธพิสัยทำการสูงสุดที่อิหร่านมีในคลังแสง ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000 กิโลเมตร ซึ่งอิหร่าน ระบุว่า การพัฒนาขีปนาวุธเท่านี้เพียงพอแล้วที่จะป้องกันประเทศ แต่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่เชื่อเช่นนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวตั้งแต่วันแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รวมถึงในคลิปวิดีโอความยาว 8 นาที ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 ว่า อิหร่านต้องการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป หรือ ICBM และจะมีขีปนาวุธที่จะสามารถโจมตีถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งความเชื่อ หรือคำกล่าวอ้างนี้สวนทางกับข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐฯ เอง

รายงานของสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปี 2568 ชี้ว่า อิหร่านจะสามารถพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปได้ภายในปี 2578 แต่ปัจจุบันยังไม่พบว่าอิหร่านอยากครอบครองอาวุธที่ใช้โจมตีสหรัฐฯ ได้

แม้ยังไม่มี ICBM แต่ศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่านก็น่ากลัวไม่น้อย ทำให้สหรัฐฯ พยายามกดดันอิหร่านอย่างหนักให้นำประเด็นเรื่องขีปนาวุธมาพูดคุยกันบนโต๊ะเจรจาก่อนหน้านี้ แต่ก็ถูกอิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอด

ขณะที่ทางการอิสราเอล ประเมินศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่าน โดยพบว่าความน่ากลัวของอิหร่าน ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นกำลังการผลิตขีปนาวุธ ซึ่งเมื่อระดมยิงโจมตีพร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมาก ย่อมหลุดรอดจากระบบป้องกันภัยหลายชั้นของอิสราเอลได้

ในช่วงก่อนสงคราม 12 วัน เมื่อเดือน มิ.ย.2568 อิสราเอลประเมินว่า อิหร่านน่าจะมีขีปนาวุธทิ้งตัวในคลังแสงกว่า 2,000 ลูก และตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ลูก ภายในปี 2570 และอาจแตะ 8,000 ลูก ภายในปี 2573 โดยกำลังการผลิตจะอยู่ที่สูงสุดถึง 100 ลูกต่อเดือน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อิสราเอลพุ่งเป้าการโจมตีเมื่อปี 2568 ไปที่โครงการขีปนาวุธและฐานยิงขีปนาวุธ

ทางการอิสราเอลและสหรัฐฯ ประเมินว่าสงคราม 12 วัน ทำให้ขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านพร่องลงไปถึงครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ทั้งหมดในคลังแสงและมีฐานยิงขีปนาวุธถูกทำลายอีกมากถึง 1 ใน 3 จนปัจจุบันน่าจะเหลืออยู่ประมาณ 200 ฐานยิงเท่านั้น

ขณะที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา อิหร่านพยายามเร่งกำลังการผลิตเพื่อทดแทนขีปนาวุธที่ถูกใช้ หรือถูกทำลายในระหว่างการสู้รบใน 2567 และปี 2568

การทำลายขีปนาวุธและกำจัดอุตสาหกรรมการผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำสงคราม เนื่องจากทรัมป์มองว่าเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนเรื่องหนึ่งของประเทศ

วิเคราะห์โดย จารุพร โอภาสรัตน์ ไทยพีบีเอส

อ่านข่าว :

ครอบครัวแรงงานไทยในอิสราเอล ห่วงสถานการณ์สู้รบ

ประมวลเหตุการณ์ ความไม่สงบหลายจุดทั่ว "ตะวันออกกลาง" ตลอดทั้งคืน

"ทรัมป์" เผย "ผู้นำชุดใหม่อิหร่าน" ต้องการเจรจา ชี้เตรียมเปิดพูดคุย