เล็กแต่ร้าย! "กองเรือยุง" อาวุธอิหร่านท้าทายทัพเรือสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ

ต่างประเทศ
20:47
จำนวนผู้ชม 766
เล็กแต่ร้าย! "กองเรือยุง" อาวุธอิหร่านท้าทายทัพเรือสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ
แม้สหรัฐฯ จะประกาศความสำเร็จทางทหารหลายครั้ง แต่ความเป็นจริงในช่องแคบฮอร์มุซยังคงซับซ้อน นักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่า "กองเรือยุง" ของอิหร่าน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การคุ้มกันเส้นทางเดินเรือน้ำมันในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นภารกิจที่ท้าทาย

ตามคำขู่ของอิหร่านเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก หรือคำอ้างของสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าสามารถทำลายและจมเรือรบขนาดใหญ่ของอิหร่านลงได้หลายลำในช่วงเริ่มต้นของ "Operation Epic Fury" แต่ทว่าจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีรายงานข่าวใดที่ยืนยันได้อย่างเป็นรูปธรรมว่ากองทัพสหรัฐฯ สามารถเข้าไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันให้สัญจรผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ได้อย่างปลอดภัย ตามคำกล่าวอ้างของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

ดร. โรเบิร์ต ฟาร์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทูต มองปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งนี้ว่า เกิดขึ้นเพราะปัจจัยสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ "กองเรือยุง" (Mosquito Fleet) ของอิหร่านยังคงปฏิบัติการอยู่ และเป็นอาวุธที่สร้างความลำบากใจให้กับกองทัพเรือที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ มาโดยตลอด

รู้จัก "กองเรือยุง" ยุทธศาสตร์เรือเร็วอิหร่าน

ข้อมูลจาก MILITARNYI สื่อด้านการทหารและความมั่นคงของยูเครน วิเคราะห์ไว้ว่า Mosquito Fleet ชื่อที่เรียกเป็นภาษาไทยแปลตรงตัวคือ "กองเรือยุง" หรือที่นักวิเคราะห์ทางทหารเรียกขานกันอย่างเป็นทางการว่า "กองเรือเร็วโจมตี" (Fast Attack Craft - FAC) ไม่ได้ประกอบด้วยเรือรบขนาดใหญ่ที่มีระวางขับน้ำหลายพันตัน แต่เป็นการรวมตัวของเรือยนต์ขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง เรือเหล่านี้ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายเรือเร็วประมงที่ดัดแปลงติดตั้งอาวุธร้ายแรง เช่น เครื่องยิงจรวด RPG, ปืนกลหนัก และที่สำคัญที่สุดคือขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านเรือรบ

แม้เรือลำเดียวจะดูเหมือนไม่สามารถสร้างความเสียหายที่หนักหน่วงให้กับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดมหึมาหรือเรือบรรทุกเครื่องบินได้ แต่เรือเล็กเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานภายใต้ยุทธวิธี "Swarm Tactics" หรือการรุมเข้าโจมตีพร้อมกันจากหลายทิศทางคล้ายกับยุง จนระบบป้องกันของศัตรูเกิดอาการ "อัมพาต" และถูกทำลายในที่สุด

ภาพประกอบข่าว เล็กแต่ร้าย!

เร็ว แรง พร้อมพลีชีพ

ขีดความสามารถของกองเรือยุงอิหร่านนั้นพัฒนาไปไกลกว่าเรือติดปืนกลในอดีตมาก ปัจจุบันอิหร่านมีเรือรบขนาดเล็กเหล่านี้มากกว่า 2,000 ลำที่ประจำการอยู่ในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ เรือเหล่านี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ประมาณ 60 นอต) ซึ่งเร็วกว่าเรือรบทั่วไปของสหรัฐฯ มาก

นอกจากความเร็วแล้ว อิหร่านยังได้บูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับกองเรือขนาดเล็กนี้ เช่น การใช้สีดูดซับสัญญาณเรดาร์ (Radar-absorbent paints) เพื่อการล่องหน ระบบสื่อสารที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการดักฟัง และขีปนาวุธนำวิถีรุ่นใหม่อย่างตระกูล "คอว์ซาร์" (Kowsar) ที่นำวิถีด้วยโทรทัศน์หรือระบบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งยากต่อการรบกวนสัญญาณ

ยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะสงครามเต็มรูปแบบ เรือเหล่านี้สามารถเปลี่ยนบทบาทเป็น "เรือพลีชีพ" (Suicide Boats) ที่บรรทุกระเบิดมหาศาลพุ่งเข้าชนเป้าหมายได้ทันที ซึ่งเป็นฝันร้ายที่สุดสำหรับกะลาสีเรือชาวอเมริกัน ยุทธวิธีนี้สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางศาสนาแบบ "อาชูรอ" (Ashura) ที่ให้ความสำคัญกับการเสียสละและการทำหน้าที่ทางศาสนาเหนือกว่าผลลัพธ์ของการรบ ทำให้ทหารในกองเรือยุงเหล่านี้พร้อมที่จะสละชีพเพื่อเป้าหมายอย่างไม่ลังเล ตามข้อมูลเรื่อง หลักการสงครามทางทะเลแบบอสมมาตรของอิหร่าน (Iran's Doctrine of Asymmetric Naval Warfare) โดย The Washington Institute

บทเรียนจากความพ่ายแพ้ในอดีต

ยุทธศาสตร์การรบทางเรือแบบอสมมาตรของอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่คือผลผลิตจากความเจ็บปวดในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988) โดยเฉพาะในช่วงที่เรียกว่า "สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน" (Tanker War)

ในเวลานั้น อิหร่านพบว่าเรือรบขนาดใหญ่ของตนตกเป็นเป้าสายตาและถูกทำลายได้ง่ายโดยอากาศยานและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ "เอิร์นเนสต์ วิลล์" (Operation Earnest Will) และ "เพรเยอร์ แมนทิส" (Operation Praying Mantis) ความล้มเหลวในครั้งนั้นสอนให้อิหร่านรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะสหรัฐฯ ในการรบแบบดั้งเดิมได้

เตหะรานจึงหันมาทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนากองทัพเรือที่ "กระจายตัว" และ "ไร้รูปแบบ" แทนที่จะสร้างเรือรบราคาแพงลำเดียว พวกเขาเลือกสร้างเรือเร็วขนาดเล็กนับร้อยลำที่สามารถซ่อนตัวตามเกาะแก่งหรือฐานทัพใต้ดินได้ดีกว่า ยุทธวิธีนี้ถูกนำมาใช้อย่างได้ผลในสงครามระหว่างเฮซบอลลาห์และอิสราเอลในปี 2006 ซึ่งเป็นแม่แบบที่กองทัพเรืออิหร่านนำมาประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบัน

กองเรือยุงเหล่านี้ไม่ได้สังกัดกองทัพเรือปกติของอิหร่าน (IRIN) ที่ทำหน้าที่เป็น "ทูตทางทะเล" หรือเน้นการปฏิบัติการระยะไกล แต่ถูกควบคุมโดย "กองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม" (Islamic Revolutionary Guard Corps Navy - IRGCN) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พาสดารัน" โดยมีผู้นำสูงสุดคือ พล.ร.อ.อาลีเรซา ตังสิรี (Admiral Alireza Tangsiri) คนสำคัญที่เปลี่ยน IRGCN ให้กลายเป็นกองทัพที่มีความสามารถในการรบแบบอสมมาตรอย่างเต็มรูปแบบ

ที่เน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับหน่วยเรือขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถตัดสินใจโจมตีได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากศูนย์กลางหากถูกตัดขาดการสื่อสาร ภายใต้การนำของ ตังสิรี อิหร่านได้สร้างเรือประเภทใหม่ ๆ เช่น เรือคอร์เวตชั้นชาฮิด โซเลมานี (Shahid Soleimani-class) ซึ่งเป็นเรือคาตามารันอลูมิเนียมที่มีดีไซน์ล่องหนและสามารถบรรทุกเรือเร็วโจมตีขนาดเล็กติดไปกับเรือได้ด้วย

ภาพประกอบข่าว เล็กแต่ร้าย!

"ถ้าเสือ" ฐานทัพใต้ดินที่สหรัฐฯ เจาะไม่เข้า

ความน่ากลัวอีกประการของกองเรือยุงคือสถานที่เก็บรักษา อิหร่านไม่ได้จอดเรือเหล่านี้ไว้ที่ท่าเรือเปิดเผย แต่ซ่อนไว้ใน "ฐานทัพเรือใต้ดิน" หรือ "Missile Cities" ที่ขุดลึกลงไปใต้ภูเขาตามแนวชายฝั่งที่ยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ฐานทัพเหล่านี้บางแห่งลึกถึง 500 เมตร ซึ่งเพียงพอที่จะทนทานต่อการโจมตีด้วยระเบิดทำลายบังเกอร์ของสหรัฐฯ ได้

เรือเร็วจะถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ที่เชื่อมต่อกับทะเลโดยตรง เมื่อได้รับคำสั่ง เหล่าเรือยุงก็จะพุ่งออกมาจากปากถ้ำ รุมเข้าหาเป้าหมายและถอยกลับเข้าไปซ่อนตัวในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมี "ฐานทัพลวง" (Fake facilities) จำนวนมากที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อให้สหรัฐฯ เสียขีปนาวุธราคาแพงไปกับเป้าหมายที่ว่างเปล่า

ในเหตุการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นขณะนี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจมเรือ "ชาฮิด บาเกรี" ซึ่งเป็นเรือใหญ่ของอิหร่านได้สำเร็จ แต่บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่านั่นเป็นเพียง "ชัยชนะทางภาพลักษณ์" เท่านั้น เพราะเรือบาเกรีซึ่งดัดแปลงมาจากเรือบรรทุกสินค้า ไม่ใช่หัวใจสำคัญของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภัยคุกคามที่แท้จริงคือขีปนาวุธที่ติดตั้งตามชายฝั่ง โดรนพลีชีพ และกองเรือยุงที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปต่างหาก

ขณะที่สหรัฐฯ พยายามพัฒนาอาวุธเลเซอร์ (LaWS) และจรวดนำวิถี APKWS เพื่อรับมือกองเรือยุง ตามข้อมูลของ How Can The U.S. Navy Defeat Swarm Attacks? แต่อิหร่านก็โต้กลับด้วยการเพิ่มจำนวน "ยุง" ให้มากขึ้น จนเกินกว่าที่กระสุนเลเซอร์หรือขีปนาวุธราคาแพงจะรับมือไหว ยิ่งไปกว่านั้น กองเรือยุงยังมีเทคโนโลยีโดรนใต้น้ำ ที่ผู้นำสูงสุดของพาสดารันระบุว่าสามารถใช้โจมตีเรือดำน้ำหรือใต้ท้องเรือรบสหรัฐฯ ได้โดยไม่รู้ตัว

แม้ในวันนี้ สหรัฐฯ จะมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด แต่ในพื้นที่แคบ ๆ อย่างช่องแคบฮอร์มุซที่มีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร ภูมิศาสตร์ได้กลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของอิหร่าน กองเรือยุงสามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการซุ่มโจมตีและขัดขวางการเดินเรือน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่สัญจรผ่านช่องแคบลดลงเหลือเพียงหลักเดียวต่อวัน จากเดิมที่เคยสูงถึง 138 ลำ

ตราบใดที่ "กองเรือยุง" ยังคงลอยลำและซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์ใต้ภูเขา คำอ้างของทรัมป์หรือสหรัฐฯ เรื่องความสำเร็จในการคุ้มกันเส้นทางน้ำมันก็ยังคงเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่สวนทางกับความเป็นจริงในสนามรบ เพราะในยุทธการอสมมาตร การจมเรือยักษ์หนึ่งลำอาจเป็นข่าวใหญ่ แต่การจัดการกับ "ฝูงยุง" นับพันที่พร้อมจะตายเพื่ออุดมการณ์นั้นเป็นงานที่หินยิ่งกว่าหลายเท่าตัว

ภาพประกอบข่าว เล็กแต่ร้าย!

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : The Washington Institute, Militarnyi, 1945

อ่านข่าวอื่น :

ไม่เจรจา! อิหร่านเผยเพิ่งใช้กำลังทหาร 60% พร้อมสู้สหรัฐฯ ระยะยาว

กลาโหมสหรัฐฯ เผยวันนี้สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน "เข้มข้นที่สุด" ตั้งแต่เริ่มรบมา

"อิหร่าน" ลั่นจะเป็นผู้กำหนดวันจบสงคราม ชี้เป็นฝ่ายได้เปรียบ