“ความเชื่อ” เหนี่ยวนำผู้คนด้วยพลังศรัทธา
ดวงตก มีเคราะห์ ต้องแก้เคราะห์ เสริมดวง จากนั้นก็ตามมาด้วยพิธีกรรม คำเชิญชวนทำบุญบริจาค ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นหญิง เริ่มต้นจากการความต้องการดูดวง เพื่อหวังจะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต แต่สุดท้ายติดกับดัก “ความเชื่อ” สูญเงินกันหลักหมื่น หลักแสน
ผู้เสียหาย ถ่ายทอดเรื่องราวว่า รู้จัก “อ.สิงห์” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยม อ้างตัว เป็นพรามหณ์ ทำนายดวงชะตาแม่นยำและมีผู้ติดตามจำนวนมาก อีกทั้งมีผู้ที่มีชื่อเสียงติดตาม และให้ของขวัญชิ้นใหญ่ในเวลาที่ถ่ายทอดสด จึงเกิดความเชื่อถือ
เมื่อติดต่อขอดูดวงก็ถูกทีมงานชักชวนให้เข้ากลุ่มคนพิเศษ เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นในแอปพลิเคชันสนทนา ซึ่งมีค่าแรกเข้า 18,000 บาท อ้างว่า สิทธิพิเศษคือ สามารถสอบถามดวงชะตา ปรึกษาแก้ดวง เสริมดวง ได้ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ตามมาคือ ขอให้ส่งของขวัญผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ จำหน่ายเครื่องราง ของขลัง อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมพาทำบุญ 9 วัด เป็นแพคเกจเหมา ราคาหลักแสน
ผู้เสียหายของอ.สิงห์
หลายคนเจอรูปแบบเดียวกัน เมื่อสูญเงินบ่อยครั้ง โดยที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ว่า ได้มีการทำพิธีกรรมเสริมดวงชะตาให้ตามที่กล่าวอ้าง และตกลงกัน จึงสงสัยว่า อาจจะถูกหลอกลวง จึงได้รวมตัวกันเข้าร้องทุกข์กับตำรวจ กองบังคับการปราบปราม
เรื่องเคราะห์กรรม แม้จะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ในทางวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์กันไม่ได้ แต่ก็ยังมีคนไม่น้อยที่ “เชื่อ” และพร้อมจะเข้าร่วมพิธีกรรม เพียงเพราะอยากให้เคราะห์กรรมนั้น เบาบางลงไป
“สัปเหร่อสนม” ทำพิธีอาบน้ำมนต์ มานานกว่า 30 ปี มีผู้คนมากมายเดินทางไปหาถึงจังหวัดอ่างทอง เพื่อร่วมพิธีแก้กรรม อาบน้ำมนต์ชะล้างเคราะห์กรรม เพิ่มความเป็นศิริมงคล แต่กลับกลายเป็นว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกสัปเหร่อสนม “กระทำอนาจาร” ในขณะทำพิธีกรรม ตามความเชื่อ
มีผู้เสียหายแจ้งความ 7 คน พร้อมหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้ สัปเหร่อสนม ถูกศาลออกหมายจับ และตำรวจตามจับได้พร้อมของกลางที่ใช้ก่อเหตุ คือ มีดปัดเป่า ลูกล็อก ลูกเหล็ก เครื่องรางของขลัง ขณะนี้ถูกฝากขังระหว่างสืบสวนคดี ในวัย 81 ปี
มากกว่า “เชื่อ” ว่า เคราะห์กรรมมีจริง อาจเป็นการเชื่อใน “บุญ” เพราะ “บุญ” มีภาพลักษณ์ ถึง ความดีงาม ความสงบ ร่วมเย็นและเป็นสุข
“พระผู้สร้าง” คือ ตัวตนที่นายชวิศร์ หรือ "อาจารย์ต้น" สร้างขึ้น บรรยายธรรม ให้คำสอน ในช่วงแรก จากนั้นจะอวดอ้างตัว ว่า เป็นพระผู้สร้าง บิดเบือนคำสอน อ้างถึงความเป็นความตาย ภูตผี เพื่อชักจูงให้ทำบุญ “ลดกรรม” การทำบุญ ไม่ใช่ปัญหา หากไปในที่ทางที่เหมาะสม แต่ปัญหาเกิดเมื่อเงินบริจาคถูกโอนเข้าบัญชี อ.ต้น โดยตรง
อ.ต้น บรรยายธรรมลูกศิษย์ รับเจิมหัว
ความเสียหายเกิดขึ้นหลายล้านบาท เพราะลูกศิษย์ส่วนใหญ่มีฐานะ มีศักยภาพในการทำบุญ
พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป เปิดเผยว่า ผู้ต้องหามีวิธีการเลือกกลุ่มเป้าหมายเจาะจงที่คนมีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม เมื่อเกิดการบอกต่อจากคนเหล่านี้ ก็มักจะเป็นที่น่าเชื่อถือ พร้อมขอให้มองผู้เสียหายด้วยความเข้าใจ ว่า
“ผู้เสียหายเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ แต่ผู้เสียหายกลุ่มนี้เป็นคนสวย เป็นคนหน้าตาดี จิตใจอ่อนโยน ที่สำคัญด้วยความสวย ความหน้าตาดี จิตใจอ่อนโยน เป็นคนเด่นดังเนี่ยนะครับ เป็นไฟส่องให้ทุกคนอยากทำตามและเขาเลือกคนที่มีศักยภาพที่สามารถร่วมทำบุญได้โดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย”
พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ยกตัวอย่างด้วยว่า ถ้าคุณกับผมมานั่งคุยกันอยู่แค่นี้ ถ้าผมทักว่า พี่นักข่าวหน้าดำ, มีตาแดงแดงพี่, มีเส้นกากบาทสีแดงอยู่บนศีรษะ เดี๋ยวจะตายใน 3 วัน 7 วัน ทุกคนอาจจะหัวเราะ เป็นเรื่องตลก แต่นี่เป็นเรื่องจริง เขาจะมีคอร์ส มีขบวนการ มีการสั่งสอน อบรมเป็นระยะ เป็นการให้ความรู้ในหลักธรรมและให้ความรู้ที่ผิดแผก สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็คือจะซึมซับข้อมูลต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ
พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป
จนสุดท้ายแล้วไม่แปลกครับที่บางคนโอนเงินให้เป็น 10 ครั้ง บางคนโอนให้ 200 กว่าครั้ง หรือบางคนโอนให้ถึง 8,000 ครั้ง นี่คือที่มาที่ไปว่า ทำไมถึงโอนเงินให้ง่าย ๆ สรุปผู้เสียหายทั้งหมดเป็นคนจิตใจดี มีความเชื่อ เลื่อมใสศรัทธา ไม่ใช่โง่
“ความโลภ” เสมือนเชื้อเพลิงล่อ “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ”
คดีในตำนาน “แชร์น้ำมันแม่ชม้อย” ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน ชื่อของนางชม้อย ทิพย์โส ได้ปรากฏขึ้น ด้วยการเปิดธุรกิจค้าน้ำมัน โดยชักชวนประชาชนคนทั่วไป ให้ร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยตกลงจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของเงินปันผลในอัตราร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือ ร้อยละ 78 ต่อปี
ในระยะแรก ต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสม่ำเสมอตรงต่อเวลา จึงเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก มากไปกว่านั้นความน่าเชื่อที่นางชม้อยได้รับ ส่วนหนึ่งเพราะทำงานอยู่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ยิ่งทำให้ผู้คนหลงเชื่อ โดยไม่ได้สงสัยอะไรเลย
นางชม้อย ต้นกำเนินแชร์แม่ชม้อย
ที่น่าตกตะลึง ก็คือ “นางชม้อย ไม่มีการค้าน้ำมันหรือกิจการค้าน้ำมัน ทั้งในหรือนอกประเทศ ทั้งสิ้น”
แล้วเงินเอาเงินจากไหนจ่ายผลตอบแทน ก็เงินจากผู้ร่วมลงทุนหน้าใหม่ ที่เวียนวนเข้ามาตามคำบอกเล่า ตามกลิ่นเงิน ที่อวดอ้างถึงผลตอบแทนสูง “คล้ายแมลงเม่า บินเข้ากองไฟ” นั่น
“ท้ายที่สุดมีผู้ถูกหลอกลวงกว่า 16,000 คน เกิดความเสียหายเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท”
และคดีนางชม้อย คือ จุดเริ่มต้นของ การก่อกำเนิด พ.ร.บ.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2527
เข้าสู่ยุคใหม่ก็เกิดคดีใหม่ ที่ใหญ่ไม่แพ้กัน “Forex - 3D” โดยนายอภิรักษ์ โกฎธิ คดีนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2562 นายอภิรักษ์ เปิดตัวเป็นนักลงทุน เลือดใหม่ ไฟแรง เปิดบริษัทลงทุนทางการเงิน จากการซื้อ - ขาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างประเทศ ภายใต้ชื่อ “Forex - 3D” สร้างการตลาดด้วยการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง เข้าสังคมคนดัง ปรากฏภาพในโซเชียลมีเดียและข่าวสาร ด้วยความร่ำรวย กินหรู อยู่แพง
“สมาชิกมีแยกระดับตามวงเงินการลงทุน รวมถึงผลตอบแทนจะถูกกระจายส่วนแบ่งให้กับเครือข่ายที่เข้ามาร่วมลงทุน ผ่านการชักชวน เรียกง่าย ๆ คือจะได้ค่านายหน้า นี่คือหัวใจสำคัญของการตลาด “Forex - 3D” เกิดการชักชวน บอกต่อ จูงใจ โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา และยังได้ความน่าเชื่อถือ ไว้ใจ เพราะข้อมูลถูกบอกต่อโดยคนใกล้ชิด”
เพียงไม่กี่ปี “Forex - 3D” เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง สมาชิกเบิกถอนเงินไม่ได้ ทำให้มีหลายคนรวมตัวกันเข้าแจ้งความ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้ชัด นี่คือ “แชร์ลูกโซ่” พบผู้เสียหายเกือบ 10,000 คน ซึ่งตัวเลขจริงน่าจะมากกว่านี้ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่แจ้งความ และคดีนี้มีผู้เสียหายทั้งในแวดวงดารานักแสดง ข้าราชการ นักลงทุน รวมไปถึงวงการสื่อมวลชน คนข่าว ก็ไม่เว้น!
ขณะที่ผู้ถูกดำเนินคดีมี 22 คน นอกจากนายอภิรักษ์ และคนในครอบครัว ยังมีคใกล้ชิดและนักแสดงผู้มีชื่อเสียงอีกลหายคนถูกกล่าวหาไปด้วย
นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่
จากความนิยมลงทุนกับการ ซื้อ - ขาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างประเทศ สู่ยุค “คริปโตเคอร์เรนซี” หรือ เงินสกุลดิจิทัล
มีคดีความเสียหายจากการลงทุนไม่น้อย และเกือบทั้งหมดคือ การหลอกลวง ล่าสุด เป็นกรณีของ นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่ ถูกผู้เสียหายรวมตัวกันเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม
ผู้เสียหาย เล่าว่า รู้จักนายแอ็คมี่ เมื่อปี 2563 ในฐานะนักเทรดฟอเร็กซ์ โดยเข้าร่วมกิจกรรมอบรม สัมมนา สอนการซื้อ ขาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ต่อมานายแอ็คมี่ แจ้งว่า จะสร้างเหรียญคริปโตฯ พร้อมสอนการใช้เทคโนโลยีให้สามารถซื้อ ขาย เหรียญได้ด้วยตัวเอง โดยแนะนำให้ลงทุนซื้อเหรัยญ เอทีซี ที่เขาสร้างขึ้น
“ด้วยภาพลักษณ์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้ ทั้งการปรากฏตัวคู่กับคนมีชื่อเสียง ปรากฏในข่าวสาร ทำให้ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่า จะถูกหลอก จะไม่ได้เงินคืน” ผู้เสียหายย้ำ
นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่
“ผลตอบแทนที่สูง” ตามอายุสัญญาลงทุน เช่น 1 ปี จะมีผลตอบแทนสูงสุด 500 เท่า คือแรงดึงดูดให้เกิดการลงทุนจากคนจำนวนมาก แต่เมื่อครบสัญญา ปัญหาเกิดทันที
ถอนเงินทุน ถอนกำไรไม่ได้ อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เมื่อพยายามติดต่อกับนายแอ็คมี่ โดยตรง ก็จะได้รับคำตอบคล้ายการข่มขู่ ว่า หากฟ้องร้อง อาจจะไม่ได้เงินคืน เมื่อรู้ตัวว่า น่าจะไม่ได้เงินคืน ก็เริ่มตรวจสอบข้อมูล จนพบว่า นายแอ็คมี่ หลบหนีหมายจับใน คดีฉ้อโกงประชาชน ไปเมื่อปี 2568 โดยเป็นความเสียหายในลักษณะคล้ายกัน ปัจจุบันนายแอ็คมี่ ใช้ชีวิตกินดี อยู่ดีที่ เมืองดูไบ ขณะที่ผู้เสียหายจากการถูกหลอกให้ลงทุน มีทั้งวัยทำงานและวัยเกษียณ ซึ่งมีหลายร้อยคน รวมมูลค่าความเสียหายขณะนี้ประมาณ 1,300 ล้านบาท
“ความกลัว” หัวใจสำคัญของ มิจฉาชีพ
กลอุบาย สร้างเรื่องราวให้เกิดความหวาดกลัว เร่งเร้าให้รีบตัดสินใจ หรือทำอะไรสักอย่าง เพื่อยับยั้งภัยอันตราย เป็นกลอุบายที่ขบวนการคอลเซนเตอร์ ใช้กันมานานและยังใช้ได้ผลดีเสมอมา
มีผู้คนจำนวนมาก ที่เกิดความเสียหายจากการถูกแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกลวง โดยการกล่าวอ้างให้เกิดความกลัว
- ตรวจสอบพบว่า มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อแสดงความบริสุทธิ์จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตามกฎหมายการฟอกเงิน
- อ้างโทรฯ จาก จนท.ธนาคาร แจ้งบัญชีออมทรัพย์ถูกอายัด พร้อมบริการยืนยันตัวตนเพื่อปลดล็อก ก่อนจะหลอกล่อทำรายการเข้าระบบหรือดำเนินการผ่านตู้เอทีเอ็ม
- อ้างถึงหมายศาล อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อล่อลวงเอาข้อมูลหรือให้ทำธุรกรรม
ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยติดอันดับ 9 ของโลก ที่มีมูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์สูง เฉลี่ยอยู่ที่ 37,000 บาท ต่อคน
นักอาชญาวิทยา ย้ำเตือน “สติ” คือ เกราะป้องกันภัย
รศ. ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต ระบุว่า การหลอกลงทุน หัวใจสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ
การอ้างถึง “ผลตอบแทนสูง”
รศ. ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต
การหลอกลงทุนมีมานานต้องย้อนกลับไปสมัยแชร์แม่ชม้อย ก็ อ้างถึงผลตอบแทนสูง 20-30 ปี ผ่านมา มุกนี้ก็ยังใช้ได้อยู่
เพียงแต่ตัวธุรกิจที่อ้างถึงก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ปัจจุบันที่พบมากก็เป็นเรื่องของการซื้อ – ขาย เหรียญคลิปโตเคอร์เรนซี และผู้เสียหายส่วนใหญ่ในกรณีเหล่านี้มักจะเป็นผู้ที่มีฐานะ มีเงินและกล้าลงทุน รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีความรู้พื้นฐานด้านการลงทุนในเรื่องของการซื้อขายหุ้น ,ทองคำ ฯ เป็นทุนเดิม
นอกจากการสร้างตัวตนเป็น คนมีความรู้ เชี่ยวชาญ มีฐานะ กินหรู อยู่สบาย ก็ใช้กลยุทธ์การตลาดทั่วไป คือ สร้างให้ตัวเองมีชื่อเสียง เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ง่ายต่อการทำให้เชื่อ แต่ไม่ว่า ผู้หลอกลวงจะมีวิธีการใดก็ตาม
หากเราตรวจสอบด้วยความรอบคอบ มีสติ ก่อนลงทุน ลงใจ ก็จะช่วยป้องกันความเสียหายได้
ปัจจุบันมีวิธีมีช่องทางให้ตรวจเช็คได้มากมาย ไม่ว่า จะตรวจสอบตัวตน หรือตรวจสอบเหรียญดิจิทัล ว่า เหรียญที่กำลังจะลงทุน มีอยู่จริงไหม
แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือเราไม่คิดจะเอะใจเลยมากกว่า เพราะหากแค่เราตรวจสอบสักนิดนึง เราก็จะรู้ว่า มันไม่ใช่มันไม่ถูกแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องมีสติ ต้องระวังเงินทองที่เราจะลงไปมันอยู่ในช่องทางที่ถูกที่ควรรึเปล่า และอย่าโลภ“ รศ. ร.ต.อ.จอมเดช ย้ำทิ้งท้าย
”ความเชื่อ” “ความโลภ” “ความกลัว” อาจไม่น่ากลัว ถ้าเราตั้งตัว ตั้งสติ ก่อนเชื่อ ก่อนโลภ ก่อนจะกลัว เพราะการตั้งตัว ตรวจสอบ มีสติ ก็เสมือนเกราะป้องกันภัยให้ตัวเอง
รายงานโดย กิตติพร บุญอุ้ม ผช.บก.ข่าวอาชญากรรม
ขอบคุณที่มา ข้อมูลคดี แชร์แม่ชม้อย
https://www3.ago.go.th/library/chamoy-thipyaso/
อ่านข่าว:
เจาะปูมหลัง "อาริศ–คริษฐ์" อดีตลูกน้องสนิท สู่จุดแตกหัก "บิ๊กโจ๊ก"
ฝ่ามรสุม “คำพิพากษา” เส้นทางวิบาก “บิ๊กโจ๊ก” คืนถิ่นสีกากี
"เปปไทด์เถื่อน" วายร้ายความงาม เสี่ยงสูง "ตาย" ได้ไม่คุ้มเสีย
