วันนี้ (19 มี.ค.2569) CNN วิเคราะห์ สถานการณ์การที่อิสราเอลใช้ยุทธศาสตร์ "ลอบสังหารผู้นำระดับสูง" ของอิหร่าน กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ความพยายามของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการหาทางยุติสงครามซับซ้อนยิ่งขึ้น
อิสราเอลเปรียบเทียบยุทธศาสตร์นี้ว่าเป็นการ "ตัดหัวปลาหมึก" โดยเริ่มต้นด้วยการกำจัดผู้นำสูงสุด อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี และขยายไปสู่โครงสร้างอำนาจส่วนอื่น ๆ ของระบอบ ล่าสุด รัฐมนตรีข่าวกรอง เอสมาอิล คาติบ ถูกสังหาร ตามมาด้วยการเสียชีวิตของ อาลี ลาริจานี ซึ่งถือเป็นผู้นำตัวจริงในทางปฏิบัติ แม้อิสราเอลเคยลอบสังหารผู้นำกลุ่มติดอาวุธอย่าง เฮซบอลลาห์ และ ฮามาส รวมถึงเจ้าหน้าที่อิหร่านในต่างประเทศมาก่อน แต่การยกระดับสู่การโจมตีผู้นำรัฐโดยตรง ถือเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่
แสดงแสนยานุภาพ แต่เปลี่ยนสมการการเมือง
การโจมตีครั้งล่าสุดไม่เพียงสะท้อนศักยภาพทางทหารของอิสราเอล แต่ยังแสดงถึงความสามารถด้านข่าวกรองและอาวุธแม่นยำสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แต่ยังเป็นความพยายามเปลี่ยนความเป็นจริงทางการเมืองในกรุงเตหะราน การโจมตีทางอากาศจำนวนมากร่วมกับสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายความสามารถของอิหร่านในการคุกคามโลกภายนอกผ่านขีปนาวุธและโดรน
แต่การลอบสังหารผู้นำต่างประเทศ ถือเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ และ กฎหมายระหว่างประเทศ นักวิจารณ์จำนวนมากมองว่าการสู้รบครั้งนี้เป็นสัญญาณของการเสื่อมถอยของระเบียบโลกที่อิงกติกา อย่างไรก็ตาม สำหรับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และ อิสราเอล ยุทธศาสตร์ตัดหัวผู้นำ กลับถูกมองว่าเป็นวิธีลดระยะเวลาสงคราม และหลีกเลี่ยงการจมปลักในความขัดแย้งระยะยาว
แม้การสังหารผู้นำอาจทำให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างลังเลที่จะรับตำแหน่ง แต่ผลกระทบในระยะยาวยังไม่ชัดเจน อุดมการณ์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมีรากฐานจาก "การพลีชีพ" ทำให้การสูญเสียผู้นำอาจยิ่งกระตุ้นความแข็งกร้าว แทนที่จะทำให้การสู้รบสั้นลง แต่การลอบสังหารอาจจุดชนวนความแค้น และปิดช่องทางการเจรจาทางการทูต ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าผู้นำอิหร่านได้กระจายอำนาจล่วงหน้า ทำให้การกำจัดบุคคลสำคัญอาจไม่ทำให้ระบอบล่มสลาย
อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี - เอสมาอิล คาติบ - อาลี ลาริจานี
บทเรียนจากอดีต การลอบสังหารไม่ใช่คำตอบเสมอไป
แนวคิดการลอบสังหารผู้นำในสงครามไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยเป็นเป้าหมายลอบสังหาร ขณะที่ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ก็เคยถูกพยายามลอบสังหารเช่นกัน
หน่วยงาน CIA เคยพยายามสังหาร ฟิเดล กัสโตร (Fidel Castro) ผู้โค่นล้มเผด็จการบาติสตา ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ และอดีตนายกฯ คิวบา หลายครั้ง
สหรัฐฯ ยังเคยสังหารโอซามะ บิน ลาเดิน และสั่งโจมตี คาเซ็ม สุเลมานี แต่ในกรณีอิรัก การพยายามกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ไม่ได้นำไปสู่เสถียรภาพ กลับก่อให้เกิดการก่อความไม่สงบยาวนาน
แม้ยุทธศาสตร์นี้อาจประสบความสำเร็จในเชิงปฏิบัติการ แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าระบอบอิหร่านกำลังล่มสลาย ในทางกลับกันอิหร่านตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าว เช่น การยิงขีปนาวุธโจมตีกรุงเทลอาวีฟ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล ระบุว่า การโจมตีมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้ประชาชนอิหร่านโค่นล้มรัฐบาล แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ตรงกันข้ามว่าความต้องการแก้แค้นอาจทำให้รัฐบาลใหม่ยิ่งกดขี่ประชาชน และหากระบอบล่มจริง อาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง
อิหร่าน "ยิ่งฆ่า ยิ่งแกร่ง" - สหรัฐฯ "ยิ่งรบ ยิ่งจบยาก"
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การลอบสังหารอาจไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก โดยระบอบอิหร่านเป็นระบอบที่เติบโตจากความทุกข์ ยิ่งถูกโจมตี จะยิ่งแข็งแกร่ง ขณะที่อีกฝ่ายเตือนว่า การสังหารผู้นำสายปฏิบัตินิยม อาจทำให้โอกาสในการเจรจาลดลง
ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ยอมรับว่า การกำจัดผู้นำจำนวนมาก อาจทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยากขึ้น การสูญเสียบุคคลสำคัญอาจทำให้ไม่มีตัวแทนที่พร้อมเจรจา หรือมีความสามารถในการบรรลุข้อตกลง นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากการลอบสังหารทำให้ทางออกทางการทูตหายไป และยิ่งทำให้สงครามซับซ้อนขึ้น
อ่านข่าวอื่น :
คิวบามืดสนิท! วิกฤตพลังงานลามทั้งเกาะ สหรัฐฯ บีบหา "ผู้นำคนใหม่"
อิหร่านยืนยัน "รมว.ข่าวกรอง" ถูกสังหาร ผู้นำสูงสุดลั่นอิสราเอลต้องชดใช้
ทรัมป์ขู่ถล่ม "เซาท์ พาร์ส" เอง หากอิหร่านไม่หยุดโจมตีกาตาร์-อิสราเอล
