สงครามอ่าวเปอร์เซีย "สะเทือนไทย" พลังงานขาดแคลน เศรษฐกิจติดลบ

การเมือง
11:41
จำนวนผู้ชม 683
สงครามอ่าวเปอร์เซีย "สะเทือนไทย" พลังงานขาดแคลน เศรษฐกิจติดลบ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง เข้าสู่สัปดาห์ที่  5 แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ถอยและยังเตรียมกำลังทหารราบและนาวิกโยธินเข้าไปจำนวนหลายพันนาย ทำให้สถานการณ์คุกรุ่นเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีแผนจะโจมตีทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่านซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด  หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่อิหร่านเมินเส้นตาย 48 ชั่วโมง พร้อมขู่โต้กลับ

มีคำถามว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะยืดเยื้อ -ขยาย หรือจบลงตรงไหน  เมื่อไหร่  อย่างไร…ไม่มีใครสามารถตอบได้  เนื่องด้วยความผันผวนที่เกิดขึ้น ส่งผลสะเทือนทั่วโลกและไทย ลุกลามเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านพลังงาน 

ภาพ : ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

ภาพ : ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย ขยายมุมมองในประเด็นดังกล่าว ผ่านรายการนิวส์รูม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

"ตามทฤษฎีคาดการณ์ตามหลักเศรษฐศาสตร์ สภาวะที่ไทยเจออยู่ตอนนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น จะเข้าสู่วิกฤตอย่างเต็มรูปแบบในช่วงไตรมาสที่ 2  นั้นก็เพราะในช่วงนี้เรายังใช้สต๊อกเก่าหรือสินค้าคงคลังที่มีอยู่... ความน่ากังวลในวิกฤตไตรมาสที่ 2  ไม่ใช่แค่เพียงความต้องการขายสินค้าจะปรับตัวลดลง ขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าก็ยังมีอยู่"

และต้องไม่ลืมว่า ในช่วงไตรมาส 2 ก็อาจจะเป็นฤดูที่คนขับรถในสหรัฐฯ คลายหนาวกันมากขึ้น จำเป็นต้องมีการผลิตกันมากขึ้น ดังนั้นในตอนนี้ ต้องติดตามกันว่า  2 ปัจจัยนี้อาจจะดันน้ำมันในราคาพุ่งขึ้นไปอีกหรือไม่

ภาพประกอบข่าว สงครามอ่าวเปอร์เซีย

ถ้าถามว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตพลังงานที่ต้องเตรียมรับมือว่าจะลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจหรือไม่?

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า สินค้าทุกอย่างต้องมีการขนส่ง และราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นเกี่ยวข้องกับรถบรรทุกขนส่งสินค้า แม้ภาครัฐจะพยายามอุ้มราคาน้ำมันเพื่อลดผลกระทบ แต่ท้ายที่สุดก็อาจจะไม่ได้ทั้งหมด  เห็นได้จากสินค้าหลายรายการเริ่มขยับราคาขึ้น สวนทางกับรายได้ไม่โตเท่ารายจ่าย

"ค่าครองชีพที่สูงขึ้นหลากหลายกลุ่มต้องเผชิญปัญหา  ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวน้อยลง   ส่งต่อภาคธุรกิจ  ขนส่ง  ภาคการผลิตที่ต้องมีต้นทุนสูง  ค่าไฟขยับ  กระทบไปยังผู้ส่งออก กลุ่มรถรับจ้าง การเดินเรือ และสุดท้ายคือประชาชน"

แม้ประเทศไทยจะขุดน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติได้เอง แต่ก็ไม่พอกับจำนวนความต้องการ จึงต้องนำเข้ามากกว่าส่งออก ยังไม่รวมสินค้าบางรายการที่ต้องนำเข้าและราคาอาจจะสูงกว่าเดิม ทำให้เงินที่จ่ายออกนอกประเทศสูงเพิ่มไปด้วย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า มีผลให้เศรษฐกิจไทยโตช้า

แต่ว่าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่เราตั้งคำถามกันหรือเปล่า คงต้องติดตามเพราะคำว่าวิกฤตมีราคาที่แพง แล้วของพอหรือเปล่า เราจะรับมือกันอย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ และเราต้องรับมือให้ดีในช่วงนี้

"สงครามอ่าวเปอร์เซีย" ตอนจบที่ยาก "ประเมิน"

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา  ราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และก่อนสงครามคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันทั้งปีน่าจะอยู่ที  65-70  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล    แต่ปรากฎขณะนี้ทะลุไปถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมีแนวโน้มอาจจะขยับขึ้นอีก และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะกินเวลานานเท่าใด 

ภาพประกอบข่าว สงครามอ่าวเปอร์เซีย

หากคาดการณ์ในกรณีพื้นฐาน อาจจะอยู่ที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งมากที่สุด อาจพุ่งถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือพุ่งเลยกว่านั้นไปได้เล็กน้อยกว่าค่าเฉลี่ย และราคาอาจจะกลับมาลง เป็นสิ่งที่เราพอรับมือได้

แต่หากเป็นไปตามที่ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่านขู่ว่า น้ำมันดิบอาจจะมีราคาสูงถึง 180-200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  หรืออาจจะเฉลี่ยอยู่ที่ 120-140  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อยาวนาน  อย่างไรเสียก็ต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน

อมรเทพ บอกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤต  คำว่า วิกฤต แน่นอนว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะไม่ขยายตัว หรือว่าติดลบ จากที่ตั้งใจว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 2% ก็อาจจะชะลอตัวกว่าที่คาด 0.4-0.6 %  ของจีดีพี  หรืออาจจะเติบโตได้ราว 1.5%  แทนที่จะไป 2%  

ภาพประกอบข่าว สงครามอ่าวเปอร์เซีย

"การชะลอตัวแบบนี้ เศรษฐกิจคือรายได้ แปลว่า รายได้ของเราที่เราคิดว่ารายได้จะขยายตัว อาจ จะไม่โตเท่าที่เราตั้งใจไว้ อันนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่เข้าใจง่าย ๆ ว่ารายได้ในส่วนของปีนี้อาจจะโตช้าลง  แต่อาจไม่ใช่วิกฤตว่ารายได้หดหาย  คงต้องจับตาสถานการณ์กันก่อนว่าไม่ได้ทวีความรุนแรงไปมากกว่านี้"

วิกฤตตะวันออก "รัฐบาล" ต้องหาทางแก้ระยะยาว

...ถ้าถามว่าแนวทางการรับมือของรัฐบาลในขณะนี้เป็นอย่างไร? หากดูในทางทฤษฎีการแก้ปัญหาในระยะสั้นก็ถือได้ว่าตรงจุด แต่ก็ต้องวางแผนในระยะกลาง ระยะยาว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ตัวอย่างกรณีสงครามรัสเซีย- ยูเครน  ตอนแรกจะรบกันชั่วคราว แต่สุดท้ายลากมายาวนาน จนกระทบราคาน้ำมัน สินค้า ค่าครองชีพ 

ภาพประกอบข่าว สงครามอ่าวเปอร์เซีย

วันนี้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมัน มีการใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุน ออกมาตรการหยุดการขึ้นราคาสินค้า ก็จะทำได้แค่ในระยะสั้นช่วงปรับตัว แล้วจะเกิดการกักตุนสินค้า ของไม่พอขาย  หรือแม้กระทั่งต้นทุนต่าง ๆ ก็จะบีบให้ผู้ผลิตโดนผลกระทบ  ผลที่ตามมาภาครัฐก็จะมีหนี้สูง

หลังจากนี้ต้องดูว่าสุดท้ายรัฐบาลจะอุ้มราคาสินค้าได้แค่ไหน ท้ายสุดหากหวังแค่ประชานิยมจากระยะสั้นไปถึงระยะยาวจะเป็นการขาดวินัยการคลัง สุดท้ายรัฐบาลเองจะมีหนี้ค่อนข้างสูง  ส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดลง และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤต ที่ต้องหาทางแก้ไม่ใช่แค่ปีนี้ แต่ต้องหาทางแก้ระยะยาว เพราะว่าปัญหาด้านตะวันออกกลางคาดว่าจะมีต่อ

 

 อ่านข่าว

จับกระแสการเมือง : วันที่ 17 มี.ค.2569 พิพัฒน์ รับราคา "น้ำมัน" อั้นไม่ไหว "ฮุน เซน" ขออย่าทำภาพตัดต่อใน "รากไม้"

"ทรัมป์" ประเมินผิด "อิหร่าน" สู้กลับ คาดสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ