ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ถอยและยังเตรียมกำลังทหารราบและนาวิกโยธินเข้าไปจำนวนหลายพันนาย ทำให้สถานการณ์คุกรุ่นเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีแผนจะโจมตีทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่านซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่อิหร่านเมินเส้นตาย 48 ชั่วโมง พร้อมขู่โต้กลับ
มีคำถามว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะยืดเยื้อ -ขยาย หรือจบลงตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร…ไม่มีใครสามารถตอบได้ เนื่องด้วยความผันผวนที่เกิดขึ้น ส่งผลสะเทือนทั่วโลกและไทย ลุกลามเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านพลังงาน
ภาพ : ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย
อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย ขยายมุมมองในประเด็นดังกล่าว ผ่านรายการนิวส์รูม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
"ตามทฤษฎีคาดการณ์ตามหลักเศรษฐศาสตร์ สภาวะที่ไทยเจออยู่ตอนนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น จะเข้าสู่วิกฤตอย่างเต็มรูปแบบในช่วงไตรมาสที่ 2 นั้นก็เพราะในช่วงนี้เรายังใช้สต๊อกเก่าหรือสินค้าคงคลังที่มีอยู่... ความน่ากังวลในวิกฤตไตรมาสที่ 2 ไม่ใช่แค่เพียงความต้องการขายสินค้าจะปรับตัวลดลง ขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าก็ยังมีอยู่"
และต้องไม่ลืมว่า ในช่วงไตรมาส 2 ก็อาจจะเป็นฤดูที่คนขับรถในสหรัฐฯ คลายหนาวกันมากขึ้น จำเป็นต้องมีการผลิตกันมากขึ้น ดังนั้นในตอนนี้ ต้องติดตามกันว่า 2 ปัจจัยนี้อาจจะดันน้ำมันในราคาพุ่งขึ้นไปอีกหรือไม่
ถ้าถามว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตพลังงานที่ต้องเตรียมรับมือว่าจะลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจหรือไม่?
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า สินค้าทุกอย่างต้องมีการขนส่ง และราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นเกี่ยวข้องกับรถบรรทุกขนส่งสินค้า แม้ภาครัฐจะพยายามอุ้มราคาน้ำมันเพื่อลดผลกระทบ แต่ท้ายที่สุดก็อาจจะไม่ได้ทั้งหมด เห็นได้จากสินค้าหลายรายการเริ่มขยับราคาขึ้น สวนทางกับรายได้ไม่โตเท่ารายจ่าย
"ค่าครองชีพที่สูงขึ้นหลากหลายกลุ่มต้องเผชิญปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวน้อยลง ส่งต่อภาคธุรกิจ ขนส่ง ภาคการผลิตที่ต้องมีต้นทุนสูง ค่าไฟขยับ กระทบไปยังผู้ส่งออก กลุ่มรถรับจ้าง การเดินเรือ และสุดท้ายคือประชาชน"
แม้ประเทศไทยจะขุดน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติได้เอง แต่ก็ไม่พอกับจำนวนความต้องการ จึงต้องนำเข้ามากกว่าส่งออก ยังไม่รวมสินค้าบางรายการที่ต้องนำเข้าและราคาอาจจะสูงกว่าเดิม ทำให้เงินที่จ่ายออกนอกประเทศสูงเพิ่มไปด้วย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า มีผลให้เศรษฐกิจไทยโตช้า
แต่ว่าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่เราตั้งคำถามกันหรือเปล่า คงต้องติดตามเพราะคำว่าวิกฤตมีราคาที่แพง แล้วของพอหรือเปล่า เราจะรับมือกันอย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ และเราต้องรับมือให้ดีในช่วงนี้
"สงครามอ่าวเปอร์เซีย" ตอนจบที่ยาก "ประเมิน"
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และก่อนสงครามคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันทั้งปีน่าจะอยู่ที 65-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปรากฎขณะนี้ทะลุไปถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมีแนวโน้มอาจจะขยับขึ้นอีก และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะกินเวลานานเท่าใด
หากคาดการณ์ในกรณีพื้นฐาน อาจจะอยู่ที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งมากที่สุด อาจพุ่งถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือพุ่งเลยกว่านั้นไปได้เล็กน้อยกว่าค่าเฉลี่ย และราคาอาจจะกลับมาลง เป็นสิ่งที่เราพอรับมือได้
แต่หากเป็นไปตามที่ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่านขู่ว่า น้ำมันดิบอาจจะมีราคาสูงถึง 180-200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรืออาจจะเฉลี่ยอยู่ที่ 120-140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อยาวนาน อย่างไรเสียก็ต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน
อมรเทพ บอกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤต คำว่า วิกฤต แน่นอนว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะไม่ขยายตัว หรือว่าติดลบ จากที่ตั้งใจว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 2% ก็อาจจะชะลอตัวกว่าที่คาด 0.4-0.6 % ของจีดีพี หรืออาจจะเติบโตได้ราว 1.5% แทนที่จะไป 2%
"การชะลอตัวแบบนี้ เศรษฐกิจคือรายได้ แปลว่า รายได้ของเราที่เราคิดว่ารายได้จะขยายตัว อาจ จะไม่โตเท่าที่เราตั้งใจไว้ อันนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่เข้าใจง่าย ๆ ว่ารายได้ในส่วนของปีนี้อาจจะโตช้าลง แต่อาจไม่ใช่วิกฤตว่ารายได้หดหาย คงต้องจับตาสถานการณ์กันก่อนว่าไม่ได้ทวีความรุนแรงไปมากกว่านี้"
วิกฤตตะวันออก "รัฐบาล" ต้องหาทางแก้ระยะยาว
...ถ้าถามว่าแนวทางการรับมือของรัฐบาลในขณะนี้เป็นอย่างไร? หากดูในทางทฤษฎีการแก้ปัญหาในระยะสั้นก็ถือได้ว่าตรงจุด แต่ก็ต้องวางแผนในระยะกลาง ระยะยาว เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ตัวอย่างกรณีสงครามรัสเซีย- ยูเครน ตอนแรกจะรบกันชั่วคราว แต่สุดท้ายลากมายาวนาน จนกระทบราคาน้ำมัน สินค้า ค่าครองชีพ
วันนี้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมัน มีการใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุน ออกมาตรการหยุดการขึ้นราคาสินค้า ก็จะทำได้แค่ในระยะสั้นช่วงปรับตัว แล้วจะเกิดการกักตุนสินค้า ของไม่พอขาย หรือแม้กระทั่งต้นทุนต่าง ๆ ก็จะบีบให้ผู้ผลิตโดนผลกระทบ ผลที่ตามมาภาครัฐก็จะมีหนี้สูง
หลังจากนี้ต้องดูว่าสุดท้ายรัฐบาลจะอุ้มราคาสินค้าได้แค่ไหน ท้ายสุดหากหวังแค่ประชานิยมจากระยะสั้นไปถึงระยะยาวจะเป็นการขาดวินัยการคลัง สุดท้ายรัฐบาลเองจะมีหนี้ค่อนข้างสูง ส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดลง และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤต ที่ต้องหาทางแก้ไม่ใช่แค่ปีนี้ แต่ต้องหาทางแก้ระยะยาว เพราะว่าปัญหาด้านตะวันออกกลางคาดว่าจะมีต่อ
อ่านข่าว
"ทรัมป์" ประเมินผิด "อิหร่าน" สู้กลับ คาดสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
